วันนี้ (1 ตุลาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและตรวจเยี่ยมการนำนวัตกรรมมาใช้บรรเทาทุกข์ประชาชน ที่ท่าเรือพระจอมเกล้าลาดกระบัง โดยได้ร่วมทดสอบและใช้งานนวัตกรรม ‘ทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูง’ ที่นำมาประยุกต์เป็น ‘แพกู้ภัย’ เพื่อเข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
นวัตกรรมแพกู้ภัยดังกล่าว เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว., สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนนวัตกรรมจาก บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC นำโดยนายพรชัย แสงรุ่งศรี ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม i2P (Ideas to Products) Center ที่ได้นำทุ่นลอยน้ำซึ่งเดิมออกแบบมาสำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (SCGC Floating Solar Solutions) มามอบให้ทาง สจล. นำมาต่อยอดสร้างเป็นแพกู้ภัยสำหรับใช้ขนส่งสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤต
สำหรับจุดเด่นของทุ่นลอยน้ำนวัตกรรมนี้ คือมีระบบโครงสร้างแบบโมดูลาร์ (Modular) ที่ประกอบง่าย รวดเร็ว ปรับเปลี่ยนรูปแบบและเคลื่อนย้ายได้สะดวก มีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อกระแสลมและคลื่นได้เป็นอย่างดี โดยแพกู้ภัยลำนี้มีพื้นที่กว้างถึง 47 ตารางเมตร สามารถรองรับน้ำหนักและจุสิ่งของได้สูงสุดราว 3,000 กิโลกรัม (สำหรับความจุที่บ่ดีนั้นอยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลกรัม)
นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ ‘กินน้ำน้อย’ และมีแรงเสียดทาน (Friction) ต่ำ ทำให้สามารถวิ่งในพื้นที่น้ำตื้นได้เป็นอย่างดี และสามารถใช้เพียงเรือขนาดเล็กลากจูงได้เลย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการใช้ขนส่งความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่เข้าถึงยาก หรือในพื้นที่น้ำตื้นที่มีสิ่งกีดขวาง
ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมด้วยทีมงาน ได้ร่วมโดยสารบนแพกู้ภัย ล่องไปตามเส้นทางคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อนำถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค เข้าไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัย ที่ตลาดหัวตะเข้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากและมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า นวัตกรรมทุ่นลอยน้ำนี้ เดิมใช้สำหรับวางแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตจากเม็ดพลาสติกคุณภาพที่ทำขึ้นรูปใหม่ มีจุดเด่นคือความแข็งแรงและกินน้ำลึกน้อยมาก เมื่อนำมาประกอบกันในรูปแบบโมดูลาร์ที่สามารถต่อขยายได้เหมือนจิ๊กซอว์ จึงประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ไม่เพียงแต่ใช้ขนสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในวันนี้เท่านั้น แต่ในอนาคตยังสามารถนำไปใช้เป็นโป๊ะเก็บขยะได้ ซึ่งเราได้พูดคุยเตรียมประสานให้ กทม. นำไปใช้งานต่อ
นอกจากนี้ การใช้เรือไฟฟ้า จากกลุ่มบริษัท TTA Group มาช่วยลากจูงแพกู้ภัย ถือว่ามาบรรจบกันได้อย่างพอดี เพราะเป็นเรือที่เสียงเงียบ ไม่ทำให้เกิดคลื่น ทำให้ชาวบ้านพึงพอใจและไม่สร้างผลกระทบเหมือนเรือหางยาวทั่วไป ต้องขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน และคณะ ได้เดินทางต่อไปยัง ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติและความปลอดภัย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหอประชุมใหญ่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อพบปะพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานที่ดังกล่าวถูกปรับใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับประชาชนผู้ประสบภัยนับพันคน รวมถึงสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่ต้องอพยพหนีน้ำ ภายในศูนย์ฯ มีการบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการตั้งโรงครัวพระราชทาน ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ







