×

เปิดรับฟังร่างกฎหมาย ‘ศุภชัย’ เสนอเปลี่ยนแหล่งเงินไทยพีบีเอส ยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสุรา–ยาสูบ ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน

โดย THE STANDARD TEAM
01.10.2026
  • LOADING...
ศุภชัย ใจสมุทร กำลังพูดที่ไมโครโฟนของไทยพีบีเอส

ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่ง ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เป็นผู้เสนอ เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

 

เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็น ‘ร่างการเงิน’ โดยเสนอแก้ไขมาตรา 11 (1) และยกเลิกมาตรา 12–16 ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการจัดเก็บและนำส่งเงินบำรุงองค์การ รวมถึงการยกเว้น ลดหย่อน คืนเงินบำรุง และการเรียกเก็บเงินเพิ่มกรณีไม่นำส่งตามที่กำหนด

 

📍ผู้เสนอให้เหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลัง ต้องการใช้มาตรฐานเดียวกัน

 

สำหรับเหตุผลประกอบการเสนอร่างกฎหมาย เอกสารระบุว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

 

เอกสารอธิบายถึงหลักการห้ามเสนอกฎหมายที่กำหนดให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน หรือเพื่อการใดเป็นการเฉพาะ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับการจัดเก็บเพิ่มเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

พร้อมกันนี้ เอกสารกล่าวถึงมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดไม่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 26 ไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังมีผลใช้บังคับ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เสนอร่างกฎหมายให้เหตุผลว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล จึงเห็นควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ผู้เสนอมองว่าขัดหรือแย้งกับหลักการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะการนำเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบมาเป็นเงินบำรุงองค์การ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

แก้มาตรา 11 เปลี่ยนจากเงินบำรุงเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

รายละเอียดในตารางเปรียบเทียบระบุว่า มาตรา 11 ของกฎหมายเดิมกำหนดองค์ประกอบของทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ โดยมาตรา 11 (1) ระบุแหล่งรายได้ไว้ว่า “เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12”

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอผ่านมาตรา 3 ให้ยกเลิกข้อความดังกล่าว และใช้ข้อความใหม่ว่า

 

“(1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี”

 

การแก้ไขส่วนนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแหล่งเงินตามมาตรา 11 (1) จากระบบจัดเก็บเงินบำรุงตามกฎหมายเฉพาะ มาเป็นการรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่ข้อความแก้ไขที่ปรากฏในเอกสารไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่จะจัดสรรให้ในแต่ละปี หรือกำหนดวงเงินขั้นต่ำไว้

 

ยกเลิกมาตรา 12-16 ครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ นำส่ง และเงินเพิ่ม

 

นอกจากการเปลี่ยนข้อความในมาตรา 11 (1) แล้ว มาตรา 4 ของร่างกฎหมายยังเสนอให้ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16 ของกฎหมายเดิมทั้งหมด โดยแต่ละมาตรามีรายละเอียดดังนี้

 

มาตรา 12: อำนาจจัดเก็บเงินบำรุงร้อยละ 1.5 และเพดานรายได้

 

กฎหมายเดิมให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยกำหนดรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

 

มาตรานี้ยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปรับเพิ่มรายได้สูงสุดทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมา ขอบเขตการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไป และผลการประเมินการดำเนินงานขององค์การตามมาตรา 50 ประกอบกัน

 

สำหรับรายได้ส่วนที่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนด ให้องค์การนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน และหากการคำนวณเงินบำรุงมีเศษของสตางค์ ให้ปัดทิ้ง

 

ร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิกมาตรานี้ จึงครอบคลุมทั้งอำนาจจัดเก็บเงินบำรุง อัตราจัดเก็บ เพดานรายได้ กลไกปรับเพิ่มเพดาน และการนำส่งรายได้ส่วนเกิน

 

มาตรา 13: บทบาทกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร

 

กฎหมายเดิมกำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบำรุงเพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การ โดยส่วนที่ไม่เกินรายได้สูงสุดตามมาตรา 12 ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

 

นอกจากนี้ เงินบำรุงองค์การให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของภาษี และในการนำส่งเงินบำรุง กรมสรรพสามิตกับกรมศุลกากรสามารถหักค่าใช้จ่ายตามอัตราที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเงินบำรุงที่เก็บได้

 

ร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิกกลไกดังกล่าวทั้งหมด

 

มาตรา 14: หน้าที่นำส่งเงินบำรุงพร้อมชำระภาษี

 

กฎหมายเดิมกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ ต้องส่งเงินบำรุงองค์การตามอัตราที่กำหนดในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง พร้อมกับการชำระภาษี ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

 

ร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิกหน้าที่นำส่งเงินบำรุงตามมาตรานี้

 

มาตรา 15: การงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน และคืนเงินบำรุง

 

กฎหมายเดิมกำหนดว่า หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบได้รับการงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนภาษี ให้ได้รับการงดเว้น ยกเว้น ลดหย่อน หรือคืนเงินบำรุงองค์การด้วย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด

 

บทบัญญัตินี้เป็นอีกส่วนที่ร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิก

 

มาตรา 16: เงินเพิ่มกรณีไม่ส่ง ส่งล่าช้า หรือส่งไม่ครบ

 

กฎหมายเดิมกำหนดว่า ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบำรุงองค์การที่ไม่ส่งเงิน ส่งภายหลังระยะเวลาที่กำหนด หรือส่งไม่ครบตามจำนวน นอกจากจะมีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่ส่ง ส่งล่าช้า หรือส่งขาด แล้วแต่กรณี

 

การคำนวณเงินเพิ่มให้นับตั้งแต่วันครบกำหนดส่งจนถึงวันที่ส่งเงินบำรุง แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุงองค์การ และให้ถือว่าเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นเงินบำรุงองค์การด้วย โดยเศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน

 

ร่างกฎหมายเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติเรื่องเงินเพิ่มนี้ด้วย

 

ระบุหน่วยงานรัฐ องค์กรวิชาชีพสื่อ และประชาชนเป็นผู้เกี่ยวข้อง

 

เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นแบ่งผู้ที่เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อม และผู้เกี่ยวข้องทั่วไป

 

ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงประกอบด้วย กระทรวงการคลัง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร

 

ส่วนผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อม เอกสารระบุถึงกรมประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาสถาบันนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน

 

เปิดรับฟัง 4 ประเด็น ถึงวันที่ 14 ตุลาคม

 

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดประเด็นไว้ 4 ข้อ ได้แก่

 

  1. เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ โดยแก้ไขมาตรา 11 (1)
  2. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ โดยยกเลิกมาตรา 12–16
  3. เห็นว่าพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และร่างกฎหมายฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
  4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ

 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 การเปลี่ยนแหล่งรายได้และยกเลิกระบบเงินบำรุงข้างต้นยังเป็นข้อเสนอในร่างกฎหมาย มิใช่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลใช้บังคับแล้ว

 

ที่มา: https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=629&fbclid=IwdGRzaAUqD_djbGNrBSoPyWV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEep9pYD_U-Ay8JDPMOIk3UJ613PMQr6gieV4eoYZ4zwaUg6Z39F9xlgA3z0NQ_aem_XgvTEXk3dqzFxNlyZ01p6w

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising