ฝนตกเหมือนกัน บางพื้นที่น้ำท่วมตั้งแต่ชั่วโมงแรก บางพื้นที่ระบายได้เร็ว ขณะที่บางชุมชนยังต้องอยู่กับน้ำแม้ฝนหยุดไปแล้ว ทำไมกรุงเทพมหานครที่มีทั้งคลอง อุโมงค์ และเครื่องสูบน้ำ จึงยังเผชิญน้ำท่วมขังซ้ำๆ
ประเด็นสำคัญ
- รู้จักน้ำ 3 ส่วนที่มีผลต่อกรุงเทพฯ
- มีอุโมงค์แล้ว ทำไมน้ำยังท่วม?
- ความสามารถที่ออกแบบไว้ อาจไม่เท่ากับที่ใช้งานได้จริง
- อ่านความเสี่ยงจากฝน ต้องดูทั้ง ‘หนักแค่ไหน’ และ ‘นานเท่าไร’
- ฝนใกล้เคียงกัน ทำไมแต่ละพื้นที่ท่วมไม่เท่ากัน?
- เร่งสูบทุกพื้นที่ ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่จะแห้งเร็วขึ้น
- คำเตือนต้องบอกได้ว่า น้ำจะกระทบบ้านเราอย่างไร
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเส้นทางที่น้ำต้องไหลผ่าน ความสามารถของระบบระบาย ความสูงต่ำของพื้นที่ และระดับน้ำที่รออยู่ปลายทาง
THE STANDARD ชวน รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายผ่านบทสัมภาษณ์ว่า การเข้าใจน้ำท่วมกรุงเทพฯ ต้องเริ่มตั้งแต่น้ำมาจากไหน ก่อนตามไปดูว่าน้ำออกจากเมืองได้อย่างไร และอะไรทำให้แต่ละพื้นที่เผชิญผลกระทบไม่เท่ากัน
รู้จักน้ำ 3 ส่วนที่มีผลต่อกรุงเทพฯ
รศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายว่า กรุงเทพฯ ได้รับอิทธิพลจากน้ำ 3 ส่วน ได้แก่ น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน ซึ่งมีที่มาและส่งผลต่อเมืองแตกต่างกัน
น้ำเหนือคือน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบนผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการบริหารจัดการน้ำให้ความสำคัญกับการปกป้องกรุงเทพฯ ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจหลัก หากประเมินว่าน้ำที่ไหลลงมาอาจกระทบเมือง จะมีการบริหารเส้นทางน้ำ ทั้งการผันบางส่วนไปทางแม่น้ำท่าจีนด้านตะวันตก หรือผ่านโครงข่ายคลองไปทางแม่น้ำบางปะกงด้านตะวันออก
ส่วนน้ำฝนคือน้ำที่ตกลงมาในกรุงเทพฯ โดยตรง เป็นน้ำที่ระบบระบายภายในเมืองต้องรับและนำออก ขณะที่น้ำทะเลหนุนเกี่ยวข้องกับระดับน้ำบริเวณปลายทาง หากหนุนสูงมากก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะข้ามแนวป้องกัน
ในช่วงวันที่ 24-26 กันยายนที่ผ่านมา รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า มีฝนตกกระจายทั้ง 50 เขต ประกอบกับน้ำทะเลหนุน โดยบางพื้นที่มีฝนสะสมหนึ่งวันถึง 200 มิลลิเมตร และสองวันแตะ 300 มิลลิเมตร แต่ฝนยังมีช่วงหนักสลับเบาและหยุด ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554
สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องเตรียมเผื่อจึงเป็นกรณีที่รุนแรงกว่านั้น หากฝนตกหนักต่อเนื่องทั่วเมือง พร้อมกับน้ำเหนือปริมาณมากและน้ำทะเลหนุนสูง ทั้งสามปัจจัยจะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบในเวลาเดียวกัน
มีอุโมงค์แล้ว ทำไมน้ำยังท่วม?
ก่อนน้ำฝนจะออกจากกรุงเทพฯ น้ำต้องเดินทางผ่านระบบหลายช่วง ไม่ได้ตกลงบนถนนแล้วไหลเข้าอุโมงค์ทันที
รศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายว่า น้ำเริ่มจากถนน ผ่านทางระบายน้ำริมถนนเข้าสู่คลองขนาดเล็ก ก่อนรวบรวมไปยังคลองขนาดใหญ่ บางส่วนจึงเข้าสู่อุโมงค์และสถานีสูบน้ำ เพื่อสูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ปัญหาเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทาง หากทางระบายน้ำหรือคลองขนาดเล็กรับน้ำได้ไม่ทัน น้ำก็จะเอ่อล้นและท่วมขังบนถนน แม้อุโมงค์จะยังสามารถรับน้ำได้ก็ตาม
“การท่วมขังเกิดก่อนจะได้ใช้อุโมงค์”
คำอธิบายของ รศ.ดร.สิตางศุ์ ชี้ให้เห็นว่า อุโมงค์ต้องอาศัยระบบส่วนอื่นลำเลียงน้ำเข้ามาด้วย หากน้ำยังติดอยู่บนถนนหรือในคลองขนาดเล็ก ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่อุโมงค์จะช่วยระบายได้
แม้น้ำเข้าสู่อุโมงค์แล้ว การนำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังต้องพึ่งเครื่องสูบน้ำ ไม่สามารถอาศัยการไหลตามแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียวได้ การทำงานของเครื่องสูบน้ำจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ
ความสามารถที่ออกแบบไว้ อาจไม่เท่ากับที่ใช้งานได้จริง
รศ.ดร.สิตางศุ์อธิบายว่า ระบบระบายน้ำบนถนนสายหลักใช้ฝนที่มีคาบการเกิดซ้ำ 5 ปีเป็นเกณฑ์ออกแบบ ส่วนถนนสายรองใช้คาบการเกิดซ้ำ 2 ปี โดยระบบบนถนนสายหลักมีขนาดใหญ่กว่าระบบในถนนสายรองหรือซอย
ค่าฝนที่ใช้ในการออกแบบอยู่ที่ประมาณ 60-70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หรือประมาณ 120 มิลลิเมตรต่อวัน ทั้งนี้ ค่ารายวันไม่ได้เกิดจากการนำค่ารายชั่วโมงไปคูณ 24 เพราะฝนมีทั้งช่วงเริ่มตก ตกหนัก ตกเบา และหยุด
แต่ระบบที่ใช้งานอยู่จริงมีข้อจำกัด ทั้งท่อเก่า ท่ออุดตัน ท่อที่ทรุดตัวจนตกท้องช้าง และจุดหักเลี้ยวที่ทำให้น้ำไหลได้ไม่สะดวก
ยังประเมินว่า ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้ประสิทธิภาพเหลือประมาณ 50-60% ของที่ออกแบบไว้ ระบบที่ออกแบบให้รับฝนประมาณ 70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จึงอาจเริ่มมีน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกประมาณ 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
อีกเงื่อนไขคือ ระบบท่อร่วม ที่รับทั้งน้ำเสียจากบ้านเรือนและน้ำฝนในท่อเดียวกัน ทำให้มีน้ำอยู่ในระบบก่อนฝนตกแล้ว รศ.ดร.สิตางศุ์ประเมินว่า หากมีน้ำเสียค้างอยู่ในท่อประมาณ 20% ความสามารถรับน้ำฝนอาจลดลงอีก จนบางสภาพการณ์รองรับได้เพียงประมาณ 20-30 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของรศ.ดร.สิตางศุ์เพื่ออธิบายข้อจำกัดของระบบ โดยความสามารถในการระบายจริงแตกต่างกันตามสภาพของแต่ละพื้นที่
ส่วนคำว่า ‘น้ำรอระบาย’ นั้นในทางกายภาพก็คือน้ำท่วมขัง ที่ยังเจิ่งนองอยู่ในพื้นที่ และรอที่จะไหลเข้าสู่ระบบหรือระบายออก แม้ภายหลังจะทยอยลดลง แต่ประชาชนก็ได้รับผลกระทบในช่วงที่น้ำยังขังอยู่แล้ว
อ่านความเสี่ยงจากฝน ต้องดูทั้ง ‘หนักแค่ไหน’ และ ‘นานเท่าไร’
เมื่อได้ยินตัวเลขฝน ประชาชนอาจต้องการรู้ทันทีว่า ต้องยกของหรือย้ายรถแล้วหรือยัง แต่รศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า “ดูเฉพาะปริมาณฝนไม่ได้ ต้องดูระยะเวลาที่ตกด้วย”
ฝนหนักในช่วงสั้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง แต่ฝนที่ตกต่อเนื่องหลายชั่วโมงจะเพิ่มน้ำสะสมในคลอง และลดพื้นที่ที่ระบบยังเหลือไว้รับน้ำใหม่
ทั่วไปการประเมินฝนหนึ่งกลุ่มตั้งแต่เริ่มตก ผ่านช่วงหนักที่สุด จนหยุด อาจใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ฝนที่ตกเรื่อยๆ หนักสลับเบา หรือกลับมาตกซ้ำโดยไม่เว้นช่วงให้ระบาย เป็นเงื่อนไขที่ทำให้จัดการได้ยากขึ้น
หากฝนตกต่อเนื่องประมาณครึ่งวัน น้ำในคลองอาจเริ่มเต็ม และหากยังตกต่อไปอีกครึ่งวัน น้ำจากพื้นที่อื่นก็อาจไหลเข้ามาสมทบ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนและระยะเวลาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมิน ประชาชนต้องรู้ด้วยว่าบ้านของตนอยู่ในพื้นที่สูงหรือต่ำ และอยู่ใกล้คลองใด เพราะความรุนแรงของน้ำท่วมไม่ได้เท่ากันทุกจุด
สำหรับฝนต่อเนื่องลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รศ.ดร.สิตางศุ์เสนอแนวทางเบื้องต้นให้เตรียมยกทรัพย์สินสูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ต่ำหรือริมคลองอาจต้องเตรียมสูงเกิน 1 เมตร โดยระดับที่เหมาะสมต้องพิจารณาตามพื้นที่และสถานการณ์ฝน
ฝนใกล้เคียงกัน ทำไมแต่ละพื้นที่ท่วมไม่เท่ากัน?
คำถามว่าทำไมฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมมากกว่าฝั่งธนบุรี ต้องเริ่มจากเปรียบเทียบปริมาณฝนของทั้งสองฝั่งก่อน
แต่หากฝนใกล้เคียงกัน รศ.ดร.สิตางศุ์ อธิบายว่า ความสูงต่ำของพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญ โดยพื้นที่ฝั่งตะวันออกหลายบริเวณอยู่ต่ำกว่าฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะแถบรามคำแหง บางกะปิ และมีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงท่วมง่ายและระบายได้ช้ากว่าพื้นที่อื่น
ฝั่งตะวันออกยังมีสิ่งปลูกสร้างและพื้นคอนกรีตหนาแน่น ขณะที่ฝั่งธนบุรียังมีพื้นที่โล่งให้น้ำซึมลงดินได้มากกว่า เมื่อฝนตกในปริมาณใกล้เคียงกัน เงื่อนไขเหล่านี้จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังต่างกัน
ระดับน้ำในคลองก็มีผลเช่นกัน รศ.ดร.สิตางศุ์อธิบายว่า ในสถานการณ์ที่ให้สัมภาษณ์ การส่งน้ำจากคลองแสนแสบไปทางแม่น้ำบางปะกงมีข้อจำกัด เนื่องจากพื้นที่ทางนั้นเผชิญน้ำท่วมรุนแรงอยู่แล้ว จึงต้องพึ่งการระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่น้ำจากถนนและชุมชนยังเติมเข้าคลองมากกว่าอัตราที่สูบออก น้ำในคลองจึงสะสมและส่งผลต่อพื้นที่ริมคลอง การประเมินความเสี่ยงจึงต้องมองไปถึงคลองที่รับน้ำจากบ้านของตนด้วย
เร่งสูบทุกพื้นที่ ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่จะแห้งเร็วขึ้น
รศ.ดร.สิตางศุ์อธิบายว่า การบริหารน้ำกรุงเทพฯ ไม่ได้แบ่งตามขอบเขตการปกครองทั้ง 50 เขตเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งเป็นพื้นที่ปิดล้อม หรือพอลเดอร์ (Polder) ซึ่งมีแนวกั้น เช่น คันหรือถนนที่ยกสูง เพื่อควบคุมน้ำภายในพื้นที่ แล้วใช้เครื่องสูบน้ำระบายออกสู่คลอง
หากเปรียบเทียบกับพื้นที่สองแห่งที่อยู่ติดกัน แต่มีเครื่องสูบน้ำไม่เท่ากัน พื้นที่ที่มีกำลังสูบมากอาจนำน้ำออกได้เร็วกว่า ขณะที่อีกพื้นที่ต้องทยอยสูบตามความสามารถของตน
อย่างไรก็ตาม น้ำที่สูบออกยังต้องไปอยู่ในคลองร่วมกัน หากพื้นที่ใกล้จุดระบายปลายทางเร่งสูบลงคลองจนเต็ม พื้นที่เหนือขึ้นไปก็อาจไม่สามารถส่งน้ำตามมาได้ และน้ำอาจหาทางย้อนกลับผ่านจุดอ่อนของระบบ
“ไม่ใช่ว่าทุกคนเร่งสูบ เร่งออก แล้วมันจะเร่งแห้ง”
รศ.ดร.สิตางศุ์เรียกการบริหารเงื่อนไขเหล่านี้ว่า ‘การจัดจราจรน้ำ’ ซึ่งต้องพิจารณาจังหวะและลำดับการระบายให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่ที่กำลังสูบ ระดับน้ำในคลอง ไปจนถึงความสามารถในการนำออกที่ปลายทาง
คำเตือนต้องบอกได้ว่า น้ำจะกระทบบ้านเราอย่างไร
เมื่อเข้าใจว่าปริมาณฝน ระยะเวลา ความสูงต่ำของพื้นที่ และระดับน้ำในคลองทำงานร่วมกันอย่างไร คำถามสำคัญคือ หน่วยงานรัฐจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเตือนประชาชนได้อย่างไร
รศ.ดร.สิตางศุ์เสนอว่า การเตือนภัยควรลงรายละเอียดเป็นรายพื้นที่ เช่น เมื่อเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ต้องประเมินว่าชุมชนริมน้ำนอกคันป้องกันในแต่ละจังหวัดจะมีน้ำเพิ่มเท่าใด และต้องยกทรัพย์สินสูงเพียงใด เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผลกระทบต่อบ้านของตน
เสนอให้ประเมินระดับความเสี่ยงสูงสุดที่มีโอกาสเกิดขึ้น และแจ้งให้ประชาชนเตรียมทรัพย์สินเผื่อระดับนั้นตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อลดการย้ายหรือยกของหลายรอบตามน้ำที่เพิ่มขึ้น
สำหรับกรุงเทพฯ เมื่อฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนถึงวันถัดมา เห็นว่าควรใช้แบบจำลองประเมินว่า แต่ละพื้นที่มีโอกาสเผชิญน้ำสูงเท่าใด และประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไร หากคาดว่าน้ำจะสูงถึงเอวหรืออก ต้องแจ้งขณะที่ยังมีเวลาเก็บของและหาที่พักอพยพ
รศ.ดร.สิตางศุ์ระบุว่า ข้อมูลประเมินผลกระทบต้องส่งจากหน่วยงานในพื้นที่ไปยังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ หากจังหวัดใดไม่มีศักยภาพประเมิน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ควรสนับสนุนในฐานะหน่วยงานที่มองภาพรวมของระบบน้ำ ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นหน่วยงานที่เธอเชื่อว่ามีศักยภาพประเมินได้เอง
สำหรับประชาชน การรู้ว่าน้ำมาจากไหนและออกจากเมืองอย่างไร ช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นใกล้บ้านมากขึ้น แต่ข้อมูลจากหน่วยงานยังต้องตอบให้ได้ว่า พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ น้ำอาจสูงเพียงใด และต้องเตรียมตัวเมื่อใด เพื่อให้ความเข้าใจเรื่องน้ำกลายเป็นการรับมือที่ทันเวลา


