ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยข้อมูลจาก สำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ตลอด 6 ปีนับตั้งแต่ 2560 ถึง 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกว่า 421,426 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 นี้ ปีเดียวมีการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้นกว่า 63,421 ล้านบาท แต่ประเทศไทยยังประสบอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี
ประเด็นสำคัญ
- งบฯ จัดการน้ำโตเฉลี่ย 4.9% ต่อปี 87.2% เป็นรายจ่ายลงทุน
- งบฯ บริหารน้ำ 40% ใช้เพื่อการเกษตร
- PBO เสนอจัดงบฯ บริหารน้ำแบบบูรณาการ ลดซ้ำซ้อน
- กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน
- เปิด 10 หน่วยงาน/รายการ ได้งบเพิ่มมากสุด
- KResearch แนะรัฐสู้ภัยน้ำท่วม: เน้น ‘เยียวยา-ฟื้นฟู’ ตรงจุด งดพ่วง ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’
ขณะที่ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือใกล้เคียง 3% ของ GDP โดยกรุงเทพฯ แบกรับความเสียหายในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่อื่น
งบฯ จัดการน้ำโตเฉลี่ย 4.9% ต่อปี 87.2% เป็นรายจ่ายลงทุน
ตามการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ยังชี้ว่า งบประมาณการบริหารจัดการน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ประมาณ 4.9% ต่อปี
โดยในแต่ละปี แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีวงเงินค่อนข้างทรงตัว อยู่ที่ประมาณ 54,100 – 63,401 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม งบประมาณภายใต้แผนงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากโดยเพิ่มจาก 139,747.4 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 183,756 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกกระจายอยู่ในแผนงานอื่นๆ มากกว่าได้รับการบูรณาการเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ
ไม่เพียงเท่านั้น งบประมาณบริหารจัดการน้ำกว่า 87.2% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก หากโครงการลงทุนด้านน้ำล่าช้าจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม และการกระจายน้ำในพื้นที่โดยตรง
งบฯ บริหารน้ำ 40% ใช้เพื่อการเกษตร
เมื่อพิจารณามิติรายกระทรวงพบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสัดส่วนงบประมาณด้านบริหารจัดการน้ำสูงสุดที่ 40% ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณของกรมชลประทาน และดำเนินภารกิจด้านการเกษตร ตามด้วยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ ประปา งานโยธา
ขณะที่ งบกลาง ที่แม้จะมีวงเงินสูงสุดของงบประมาณรายจ่าย แต่งบประมาณด้านน้ำ กลับถูกใช้เพื่อรองรับภารกิจเร่งด่วนหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย หรือโครงการแก้ไขปัญหาน้ำที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากแผนปกติ
นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงคมนาคม และ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งแม้ไม่ใช่หน่วยงาน ด้านน้ำโดยตรง แต่กลับมีงบเกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำ ท่อลอด ทางน้ำ และระบบประปาเช่นกัน
PBO เสนอจัดงบฯ บริหารน้ำแบบบูรณาการ ลดซ้ำซ้อน
ในภาพรวม สำนักงบประมาณของรัฐสภาเสนอว่า รัฐบาลควรกำหนดกรอบงบประมาณด้านน้ำทั้งระบบ โดยรวบรวมงบประมาณจากแผนงานบูรณาการ
แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์ งบกลาง จังหวัดและกลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมการจัดสรรงบประมาณด้านน้ำของประเทศได้อย่างครบถ้วนลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและโครงการระหว่างหน่วยงาน
ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำควรพิจารณาบนฐานข้อมูลพื้นที่ที่ชัดเจน ได้แก่ ลุ่มน้ำ พิกัดพื้นที่ดำเนินการ กลุ่มผู้รับประโยชน์ และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้การใช้งบประมาณสามารถตอบสนองต่อปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด
กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน
กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาลไทย สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 40% มา 2 ปีติดต่อกัน
โดยในปี 2569 ได้งบฯ 2,692.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.81% จาก 1,898.83 ล้านบาท ในปี 2568
ขณะที่ในปี 2570 ได้งบฯ 3,902.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.93% จาก 2,692.8 ล้านบาทในปี 2569
โดยตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า ในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง/หน่วยงาน/ รายการ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีงบประมาณเพิ่มขึ้น 33.6% จาก 10,197.0 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 3,625.7 ล้านบาทในปี 2570
- กระทรวงการคลัง มีงบประมาณเพิ่มขึ้น 10.4% จาก 399,269.6 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 440,871.1 ล้านบาทในปี 2570
- รายการงบกลาง ที่เพิ่มขึ้น 9.5% จาก 633,968.8 ล้านบาท ในปี 2569 เป็น 693,880.0 ล้านบาทในปี 2570
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นราว 34% ของกระทรวงดีอี มาจากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น 93% และกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้น 45%
เปิด 10 หน่วยงาน/รายการ ได้งบเพิ่มมากสุด
สำหรับหน่วยงาน/รายการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2570 เมื่อเทียบกับปี 2569 ตามเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีดังนี้
อันดับ 1: กรมควบคุมมลพิษ
- ปี 2569: 858.4 ล้านบาท
- ปี 2570: 3,792.2 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 2,933.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 341.78%
อันดับ 2: สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
- ปี 2569: 36.8 ล้านบาท
- ปี 2570: 130.5 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 93.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 254.62%
อันดับ 3: สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)
- ปี 2569: 308.3 ล้านบาท
- ปี 2570: 656.8 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 348.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 113.04%
อันดับ 4: สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
- ปี 2569: 2,857.1 ล้านบาท
- ปี 2570: 5,511.4 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 2,654.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.90%
อันดับ 5: กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
- ปี 2569: 5,100.0 ล้านบาท
- ปี 2570: 9,000.4 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 3,900.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 76.48%
อันดับ 6: ธนาคารออมสิน
- ปี 2569: 1,517.7 ล้านบาท
- ปี 2570: 2,451.1 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 933.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 61.50%
อันดับ 7: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ปี 2569: 356.8 ล้านบาท
- ปี 2570: 531.2 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 174.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 48.88%
อันดับ 8: กรมอุตุนิยมวิทยา
- ปี 2569: 2,692.8 ล้านบาท
- ปี 2570: 3,902.8 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 1,210.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 44.93%
อันดับ 9: โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
- ปี 2569: 42.0 ล้านบาท
- ปี 2570: 60.3 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 18.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43.57%
อันดับ 10: กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม
- ปี 2569: 30,000.0 ล้านบาท
- ปี 2570: 42,000.0 ล้านบาท
- เพิ่มขึ้น 12,000.0 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40.00%

KResearch แนะรัฐสู้ภัยน้ำท่วม: เน้น ‘เยียวยา-ฟื้นฟู’ ตรงจุด งดพ่วง ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า ท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ‘จำกัด’ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม มาตรการในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ควรมีลักษณะ ‘เยียวยาและฟื้นฟู’ ครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ณัฐพรยังมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งต้นจากโจทย์ที่ว่า “มีงบประมาณในมืออยู่เท่าไหร่” แล้วจึงนำวงเงินที่มีอยู่นั้นมาจัดสรรให้เกิด ‘ประสิทธิภาพสูงสุด’ มากกว่าการตั้งต้นจาก ‘ความต้องการใช้จ่าย’ โดยไม่ดูขีดจำกัดของงบประมาณ
“ต้องหาสมดุล (Balance) ว่าภายใต้กรอบการคลังที่มีเงินแค่นี้ เราจะใช้เงินอย่างไรให้ถึงคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดของระบบเศรษฐกิจ” ณัฐพรกล่าว
วันนี้ (28 กันยายน) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ว่า สำหรับเกณฑ์เยียวยาพี่น้องกรุงเทพมหานครนั้น กรุงเทพมหานครได้มีระเบียบการชดเชยเยียวยาประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้หารือกับกรุงเทพมหานครที่จะต้องลงรายละเอียดว่าจะจัดสรรกันอย่างไร โดยขอยืนยันว่าทุกส่วนพร้อมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง
เมื่อถามว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับจังหวัดอื่นที่เคยเกิดสถานการณ์น้ำท่วมหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า มีสิทธิ์ได้ เพราะทั่วประเทศต้องใช้เกณฑ์เดียวกัน เพียงแต่กรุงเทพมหานครจะมีเกณฑ์อย่างไร มีงบกลางของกรุงเทพมหานครอย่างไร และในส่วนที่ต้องเพิ่มเติม รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน
นอกจากนี้ ภราดรยังระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมกันงบกลางปี 2569 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนเป็นต้นมา ทั่วทั้งประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะต้องแจ้งเหตุการณ์น้ำท่วมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ว่าจำเป็นต้องใช้ในรูปแบบใดและเยียวยาที่ใด ก่อนเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีมีมติต่อไป

