เวลา 14.02 น. วันนี้ (28 กันยายน) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง
ประเด็นสำคัญ
- สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยกลาง
- นำบัตร-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อ มารวมกัน ‘เป็นไปได้ยากมาก’ ถูกจัดเก็บปลอดภัยเพียงพอ
- การพิมพ์ ‘บาร์โค้ด’ เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการปลอมบัตร
- กกต. ต้องทำอย่างไรต่อไป เลือกตั้งครั้งหน้ายังใช้บาร์โค้ดได้หรือไม่
- ยกคำร้องคัดค้าน 2 ตุลาการ ‘สราวุธ-จักรพงศ์’ ร่วมพิจารณาคดี
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้องอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)
ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยกลาง
องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัยเกือบ 2 ชั่วโมง โดยมีใจความสำคัญสรุปได้ราว 3 ประเด็น คือ
- ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) ซึ่งมี QR Code ไม่สามารถสืบย้อนกลับหาบุคคลผู้ลงคะแนนได้ แต่บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งมีบาร์โค้ด สามารถทำได้ โดยใช้ข้อมูลจาก 3 เอกสารรวมกัน คือบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- แม้บัตรสีชมพูจะสืบย้อนกลับได้ แต่จากคำชี้แจงของ กกต. และการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานทำให้ศาลเชื่อว่า การจะนำข้อมูลจาก 3 เอกสารดังกล่าวมาเทียบกัน กระทำได้ยากมาก เพราะทั้ง 3 ส่วนถูกเก็บไว้แยกกัน และมีความปลอดภัยเพียงพอ
- ศาลยังตีความ ‘การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ว่า เป็นหลักการ ‘ลับแบบมีเงื่อนไข’ โดยมีกลไกในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความสุจริต ป้องกันการปลอมแปลงบัตร และการใช้บัตรข้ามเขต ซึ่งในที่นี่มาตรการดังกล่าวคือบาร์โค้ด
- ศาลวินิจฉัยว่า การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ‘ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ’ แต่เพื่อไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน กกต. ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายที่สามารถสืบย้อนกลับไปหาตัวตนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากเอกสารข่าวที่เผยแพร่โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ วินิจฉัยว่า การพิมพ์ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีมติ 8:1 เสียง วินิจฉัยว่า การพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า มีปัญหาเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน หรือของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะจัดทำคำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่ระบุหลักการและเหตุผลของตุลาการทั้ง 9 คน เผยแพร่ต่อสาธารณะชนต่อไป
นำบัตร-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อ มารวมกัน ‘เป็นไปได้ยากมาก’ ถูกจัดเก็บปลอดภัยเพียงพอ
ในช่วงหนึ่งของการอ่านคำวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนปรากฏว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกับผลคะแนนการเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไปสู่การระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ประกอบด้วย
- บัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว
- ต้นขั้วที่ใช้แล้ว
- บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศาลเห็นว่า เอกสารทั้ง 3 อย่างเมื่ออยู่ในการครอบครองของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.), กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด ก็ ‘เป็นไปได้ยาก’ ที่จะมีการนำเอกสารทั้ง 3 ส่วนมาเทียบกันเพื่อให้ล่วงรู้ถึงตัวตนของผู้ใช้สิทธิลงคะแนน เนื่องจากเอกสารทั้ง 3 ส่วนถูกจัดเก็บไว้อย่างแน่นหนาและแยกจากกัน อีกทั้งแต่ละคนก็มีเวลาจำกัดที่จะต้องจัดส่งเอกสารไปยังส่วนกลาง
ศาลยังชี้ว่า บุคคลภายนอกสามารถสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือสมาร์ทโฟน แต่การที่บุคคลภายนอกจะมีเอกสารทั้ง 3 ส่วนได้นั้น มีทางเดียวคือต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กกต. หรือ กปน. ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในส่วนนี้ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงฟังไม่ขึ้น
การพิมพ์ ‘บาร์โค้ด’ เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการปลอมบัตร
สำหรับประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลได้ยกหลักการพื้นฐานสากลของการเลือกตั้ง 5 ประการ แต่เห็นว่าแต่ละหลักการนั้นล้วนมีข้อจำกัด เช่น หลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปแล้วย่อมถือว่าเป็นความลับในขณะที่มีการออกเสียงคะแนนเลือกตั้ง หากหลังลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นก็จะมุ่งหมายเฉพาะวัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อแสดงความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ตามเจตจำนงของประชาชนเท่านั้น การตรวจสอบด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้ ย่อมไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย ศาลได้ตีความคำว่า ‘การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยตรงและลับ’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 2 และ 85 วรรค 1 ตามแนวคิดทฤษฎีตามกฎหมายมหาชน สามารถอธิบายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างความลับระหว่างการออกเสียงลงคะแนนกับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ 2 ประการ ดังนี้
1. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret) คือการลงคะแนนบนบัตรเลือกตั้งต้องเป็นความลับตั้งแต่ในคูหา จนถึงการเก็บรักษาบัตร ต้องเป็นความลับเฉพาะตนของผู้ใช้สิทธิตลอดไป
2. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualify Secret) บัตรเลือกตั้งยังรักษาความลับตามปกติ แต่มีรหัสหมายเลข หรือบาร์โค้ด และ QR Code เพื่อใช้ในการตรวจสอบลักษณะเฉพาะของบัตรแต่ละใบ
ศาลชี้ว่า การเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ย่อมหมายถึงการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ เพื่อให้มีมาตรการการตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ให้มีการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการบิดเบือนไปจากเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัส QR Code แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ยังไม่ถือเป็นเหตุผลทำให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ
กกต. ต้องทำอย่างไรต่อไป เลือกตั้งครั้งหน้ายังใช้บาร์โค้ดได้หรือไม่
ศาลยังได้ทิ้งท้ายไว้ในคำวินิจฉัยว่า อนึ่ง แม้การกำหนดรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต.
ศาลชี้ว่า กกต. จึงควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบานเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ภายหลังการฟังคำวินิจฉัย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ระบุกับสื่อมวลชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1. หลักตรงและลับ 2. จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
“ในนามของสำนักงาน กกต. คงจะต้องนำมาปฏิบัติ จริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เราไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้น เราก็มีความมั่นใจว่าเราสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ”
“แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจ หรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต. ก็จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
แสวงยังมองว่า เป็นเรื่องดีที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามา ทางสำนักงาน กกต.ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาในการทำงาน แต่คือการช่วยดูแลการเมืองและสิทธิของประชาชนร่วมกัน เราต้องสร้างความเชื่อมั่นจากการออกแบบเป็นบัตรเลือกตั้งให้สามารถทำได้ทั้ง 2 หลักการ
“จริงๆ ทำได้ไม่ยาก แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เมื่อมีความสบายใจก็ต้องมีการแก้ไข
“ก่อนที่จะมีบาร์โค้ด เวลามีคนกระทำผิดเราสามารถสืบได้จากการที่เราไปเอาบัตรมาและดูลายนิ้วมือจากบัตรนั้น สมัยที่เราใช้ลายนิ้วมือ ก็ถือว่าไม่ลับอยู่แล้ว จริงๆอย่าเอาเรื่องการกระทำความผิดมาปนกับเรื่องตรงและลับ คนกระทำผิดต้องได้รับโทษ เมื่อเทคโนโลยีแต่เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามา สามารถป้องกันได้”
THE STANDARD สอบถามว่า บัตรสีชมพูสามารถสืบย้อนหาผู้ใช้สิทธิได้จริง แม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม แล้วประชาชนจะมั่นใจผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้อย่างไร แสวงกล่าวว่า ศาลระบุว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่มาตรการที่เราป้องกันอยู่ทุกวันนี้ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ วันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร
“การเลือกตั้งเมื่อวันวันที่ 8 กุมภาพันธ์ผ่านมาแล้ว มีอย่างเดียวที่ศาลท่านให้คำแนะนำคือเก็บรักษาให้ถูกต้องให้ดีที่สุด อย่าให้กระทบสิทธิประชาชน ในเรื่องหลักการตรงและลับ แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เราจะเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาทำเกี่ยวกับบัตร เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อาจจะเป็นรูปแบบอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นใจ” แสวงกล่าว
ยกคำร้องคัดค้าน 2 ตุลาการ ‘สราวุธ-จักรพงศ์’ ร่วมพิจารณาคดี
อย่างไรก็ตาม ก่อนการอ่านคำวินิจฉัย อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ พลภาขุน เศรษฐญาบดี ที่ยื่นคัดค้าน สราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคดีนี้แล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่กรณีที่อาจยกข้อคัดค้านนี้ขึ้นอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันว่าทั้ง สราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนล่าสุดที่ได้รับเสียงเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาชุดปัจจุบัน


