×

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ สืบย้อนผู้ใช้สิทธิได้ แต่ทำจริงได้ยาก ชี้วัตถุประสงค์เพื่อความสุจริต-ป้องกันปลอมแปลง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

โดย THE STANDARD TEAM
28.09.2026
  • LOADING...
บัตรเลือกตั้ง

เวลา 14.02 น. วันนี้ (28 กันยายน) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้องอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) 

 

ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

 

‘บัตร สส. แบ่งเขต’ สืบย้อนไม่ได้ แต่ ‘บัตร สส. บัญชีรายชื่อ’ สืบย้อนได้

 

ศาลพิจารณาเห็นว่า การสืบย้อนหรือเชื่อมโยงข้อมูล การออกเสียงลงคะแนน และการตรวจสอบตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากรหัสคิวอาร์โค้ด จะสามารถกระทำได้ ต้องพิจารณาข้อมูลจากบัตรเลือกตั้งต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

 

โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะจดบันทึกลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ที่ต้นขั้ว และให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้ว กปน. มอบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งฉีกมาจากต้นขั้วให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนน เมื่อสแกนด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ปรากฏว่า สามารถแสดงผลเป็นรหัสหมายเลขเฉพาะ ทำให้สามารถแสดงค่าหมายเลขตรงกับต้นขั้ว ที่มีลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

​

เมื่อพิจารณาบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทแล้ว มีความเห็นว่า บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดชุดข้อมูลในรหัสคิวอาร์โค้ดเป็นหมายเลขเล่ม ประกอบกับรหัสคิวอาร์โค้ด มีการกำหนดชุดข้อมูลการเข้ารหัสผ่านไว้ และเมื่อถอดรหัสแล้วปรากฏหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 20 ราย

 

ทั้งนี้ กรณีรหัสคิวอาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการเฉพาะรายเกิดขึ้นได้ เฉพาะกรณีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ราย ได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก

​

ดังนั้น บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงฟังได้ว่ารหัสคิวอาร์โค้ดเป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกรณีปกติเป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง

 

ดังนั้น รหัสคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถเชื่อมโยงสืบค้นกลับสืบทราบ ตลอดจนสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้

 

​ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏทั้งรหัสคิวอาร์โค้ด และรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดด้านบนของบัตรเลือกตั้ง เป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ และต้องนำไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน และได้ข้อมูลมาเป็นหมายเลขเล่ม 

 

การสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดด้านล่างของบัตรเลือกตั้ง ปรากฏข้อมูลตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัส และไม่ต้องมีการถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลที่สามารถรู้ได้ทันที ว่าเป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ซึ่งต้นขั้วปรากฏลำดับที่ และลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น

​

จึงฟังได้ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้

​
 

นำบัตร-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อ มารวมกัน ‘เป็นไปได้ยากมาก’ ถูกจัดเก็บปลอดภัยเพียงพอ

 

ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนปรากฏว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงกับผลคะแนนการเลือกตั้งของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งไปสู่การระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ประกอบด้วย บัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้วที่ใช้แล้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ดังนั้นการจัดเก็บเอกสารทั้ง 3 อย่าง เริ่มต้นเมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในเวลา 17:00 น.

 

การที่ กปน. จะนำบัตรเลือกตั้งมาจับคู่กับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จึงยังไม่สามารถกระทำได้ในช่วงเวลาที่บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ในความครอบครองของ กปน. เป็นช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่าง ยังไม่ได้จัดเก็บอย่างรัดกุม กล่าวคือ ต้นขั้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกใส และรัดด้วยหนังยาง  โดยไม่ได้มีการทำเครื่องหมายปิดผนึกหรือสายเคเบิ้ลไทร์ เพื่อสร้างมาตรการควบคุมการเข้าถึงต้นขั้วอีกชั้นหนึ่ง

 

ประกอบกับในหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วย มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวนน้อย อีกทั้งผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันเลือกตั้งมักมีจำนวนน้อยกว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กำหนดไว้ในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง หากช่วงเวลาดังกล่าว กปน. หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด สแกนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง และต้นขั้ว ยังไม่ได้จัดเก็บอย่างรัดกุมจึงมีความเป็นไปได้ ที่ กปน. จะสามารถเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่าง และระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ตาม กปน. กำหนดให้มาจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กปน. ในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งนั้นจึงมีที่มาที่แตกต่างกัน และในหน่วยเลือกตั้งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประชาชนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งรวมถึงผู้สังเกตการณ์จากพรรคการเมืองอยู่ในบริเวณหน่วยเลือกตั้ง ส่งผลให้การที่ กปน. จะกระทำการเพื่อให้ได้มาเพื่อการระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จึงเกิดขึ้นได้ยาก

 

ประกอบกับ กปน. ต้องจัดส่งเอกสารทั้ง 3 อย่างให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในทันที ระยะเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่างอยู่กับ กปน. เป็นระยะเวลาเพียงชั่วคราว กปน. ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้งต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

ในช่วงเวลาที่บัตรเลือกตั้งต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ในความครอบครองของ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง เป็นช่วงเวลาที่เอกสารทั้ง 3 อย่างถูกจัดเก็บอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น โอกาสที่ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งจะปลดสายรัดเคเบิ้ลไทร์เพื่อสแกนบัตรเลือกตั้งจึงเป็นไปได้ยาก

 

นอกจากนี้ บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่อยู่ในครอบครองของ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมาจากหลากหลายหน่วยเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กกต. ประจำเขตเลือกตั้งต้องส่งให้กับนายทะเบียนท้องที่หรือนายทะเบียนท้องถิ่นภายใน 3 วันนับแต่วันเลือกตั้ง การจะเข้าถึงและจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่าง จึงเกิดขึ้นได้ยาก ในช่วงเวลานี้เอกสารทั้ง 3 อย่างมีความปลอดภัยเพียงพอ และ กกต. ประจำเขตเลือกตั้งไม่สามารถเข้าถึงเอกสารทั้ง 3 อย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

 

ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าบุคคลภายนอกสามารถสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อสืบย้อนตัวผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้หรือไม่นั้น เห็นว่าในเวลานับคะแนนเลือกตั้งบุคคลภายนอกสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วปรากฏหมายเลขบัตรซึ่งตรงกับหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว

 

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้ง 3 อย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ มีหนทางเดียวคือบุคคลภายนอกรายนั้นต้องกระทำการร่วมกับ กปน. กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด จึงจะสามารถเข้าถึงต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ในความครอบครอง และระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการกระทำโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้

 

จึงยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยตนเองได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ดังนั้น จึงฟังได้ว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ หน่วยบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นไปได้ยาก

 

การพิมพ์ ‘บาร์โค้ด’ เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันการปลอมบัตร

 

ส่วนข้อพิจารณาว่า การกำหนดรูปแบบให้มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ศาลพิจารณาเห็นว่า การเลือกตั้งต้องสามารถทำให้ประชาชนแสดงเจตจำนงได้โดยอิสระโดยไม่ถูกครอบงำ เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การออกเสียงเลือกตั้ง สส. เป็นไปโดยตรงและลับ บัตรออกเสียงลงคะแนนทั้ง สส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ต้องคำนึงถึงการออกเสียงและคะแนนโดยตรงและลับด้วย

 

ศาลได้ยกหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง 5 ประการ ที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และมีข้อจำกัดได้ทั้งสิ้น เช่น หลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปแล้วย่อมถือว่าเป็นความลับในขณะที่มีการออกเสียงคะแนนเลือกตั้ง หากหลังลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีกรณีที่สามารถตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นก็จะมุ่งหมายเฉพาะวัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อแสดงความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ตามเจตจำนงของประชาชนเท่านั้น

 

การตรวจสอบด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้ ย่อมไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ แต่ละหลักจึงไม่ได้เป็นหลักการที่เด็ดขาดสมบูรณ์ โดยไม่ได้มีข้อยกเว้นใดๆ และไม่ได้มีผลทำให้การกระทำเหล่านั้นขัดต่อหลักการพื้นฐาน 5 ประการของการเลือกตั้ง อย่างที่เคยมีปรากฏในประเทศไทยตามนัยของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีต

 

หลักการเลือกตั้งโดยลับมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการคุ้มครองสิทธิในการเลือกตั้งและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน มิให้การตัดสินใจทางการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการซื้อเสียงหรือแทรกแซงจากบุคคลอื่น ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้นจะสามารถรู้เนื้อหาการตัดสินใจในการเลือกตั้งของตนว่าออกเสียงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความลับและการลงคะแนน ไม่ได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้งจะต้องปราศจากกลไก หรือเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม และตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ในทางตรงกันข้าม การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง ที่รวมถึงบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร การป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขต ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้ง นับตั้งแต่การจัดพิมพ์ ขนส่ง ส่งมอบ การใช้ และการเก็บรักษา

 

หากมาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อการรักษาความลับต่อการลงคะแนนแล้ว จำเป็นต้องกำหนดวิธีป้องกันผลกระทบดังกล่าว เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นทราบว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด อาจจะเป็นหลักประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถกำหนด และแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตนได้ โดยปราศจากการควบคุม ข่มขู่ หรือแรงกดดันจากบุคคลอื่น

 

เมื่อพิจารณาความหมายของการเลือกตั้งหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรค 2 และ 85 วรรค 1 ตามแนวคิดทฤษฎีตามกฎหมายมหาชน สามารถอธิบายในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างความลับระหว่างการออกเสียงลงคะแนนกับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ 2 ประการ ดังนี้

 

  1. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ (Absolute Secret) จะต้องเป็นความลับตั้งแต่ลงคะแนนเลือกตั้งในคูหาเลือกตั้ง จนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ที่ต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับมายังผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งจะเป็นความลับเฉพาะของตนตลอดไป หากบัตรเลือกตั้งสามารถผูกเชื่อมโยงสืบค้นสืบย้อนกลับสืบทราบ ตลอดจนสามารถสืบรู้บุคคลผู้ลงคะแนนรวมถึงผลลงคะแนนได้ ย่อมไม่เป็นการเลือกตั้งโดยลับ มีข้อเสียคือทุกบัตรเลือกตั้งจะเหมือนกันและง่ายต่อการจัดทำบัตรเลือกตั้งปลอมและยากต่อการสืบสวน

 

  1. หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข (Qualify Secret) บัตรเลือกตั้งยังสามารถรักษาความลับได้ตามปกติแต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัสหมายเลขลำดับบัตรรหัสแท่งบาร์โค้ดและ QR Code หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใดที่ถูกจัดเก็บไว้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรแต่ละใบ ป้องกันการปลอมแปลง ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับเฉพาะผู้ลงคะแนนเลือกตั้งตลอดไป แต่หากเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การสืบสวนการทุจริตเลือกตั้ง การตรวจสอบความชอบด้วยบัตรเลือกตั้ง  หรือการดำเนินการตามคำสั่งขององค์กรที่กฎหมายให้อำนาจไว้

 

ศาลชี้ว่า การเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ย่อมหมายถึงการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ เพื่อให้มีมาตรการการตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ให้มีการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการบิดเบือนไปจากเจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่เป็นผลจำกัดสิทธิ์การเลือกตั้ง และเสรีภาพของประชาชนโดยเกินสมควรแก่เหตุการณ์

 

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับระบุหรือจำแนกบัตรแต่ละใบเพื่อให้ทราบว่าบัตรนั้นอยู่ในชุดใดจัดพิมพ์ขึ้นในขบวนการใดหรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งใด การระบุข้อมูลดังกล่าวเป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้งเพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมิได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อต้องการเปิดเผยว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด

 

รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตรลำดับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเครื่องหมายลงคะแนนพรรคการเมืองที่เลือกซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของผู้ลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงคะแนนหมายเลขบัตรแต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งซึ่งเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครอง เจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว เห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง นับตั้งแต่การจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบ การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบมิให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต

 

ด้วยเหตุนี้ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร การควบคุมจำนวนบัตร การป้องปรามการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขตตลอดจนการควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด

 

มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัส QR Code แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ยังไม่ถือเป็นเหตุผลทำให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ

 

เมื่อพิจารณากับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับและสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว ถือได้ว่าระบบบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งโดยรวมการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด การที่จะทำให้สามารถทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้นั้นจะต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคล รหัสประจำบัตร แล้วผลการออกเสียงลงคะแนนเข้าด้วยกันได้โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วน

 

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใด นำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด  ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่า การกำหนดให้มีกระแทกบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพของประชาชนในการลงคะแนนเสียไปให้เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

 

อนึ่ง แม้การกำหนดรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็น ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบานเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

จึงวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่งไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

ยกคำร้องคัดค้าน 2 ตุลาการ ‘สราวุธ-จักรพงศ์’ ร่วมพิจารณาคดี

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนการอ่านคำวินิจฉัย อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ พลภาขุน เศรษฐญาบดี ที่ยื่นคัดค้าน สราวุธ ทรงศิวิไล และ พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคดีนี้แล้ว

 

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากกรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่กรณีที่อาจยกข้อคัดค้านนี้ขึ้นอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว

  • LOADING...

READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories

Close Advertising