เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 กันยายน) โดยช่วงเปิดตลาดช่วงบ่าย หุ้นกลุ่มซ่อมรถยนต์-อะไหล่ และกลุ่มซ่อมแซมบ้าน ปรับตัวขึ้นเป็นกลุ่มนำตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากลุ่มที่ต้องจับตาในฝั่งลบคือประกันภัย เสี่ยงเผชิญยอดเคลมเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 และผลกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้นน่าจะจำกัด
หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้าน วิ่งนำตลาดภาคเช้า
ข้อมูล ณ ช่วงปิดตลาดภาคเช้า พบหุ้นที่เชื่อมโยงกับการซ่อมแซมหลังน้ำลดปรับตัวขึ้นแรง ได้แก่ บมจ.ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG) ผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าและเจ้าของศูนย์บริการรถยนต์เร่งด่วน (Fast-Fit) ออโตคลิก +28.99% บมจ.เอส.ซี.แอล.มอเตอร์ พาร์ท (SCL) ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ +20.26% บมจ.ไทยนามพลาสติกส์ (TNPC) ผู้ผลิตหนังเทียมและแผ่นพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ +8.05% บมจ.สหโมเสคอุตสาหกรรม (UMI) ผู้ผลิตกระเบื้อง +5.49% บมจ.ดูโฮม (DOHOME) +4.12% บมจ.ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย (YUASA) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ +3.33% บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) +3.23% บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT) +2.27% และบมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) +0.78%
ส่วนหุ้นกลุ่มประกันภัยที่ปรับตัวลดลงในช่วงเช้า อาทิ บมจ.ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ (TVH) -7.89% บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) -4.92% และบมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH) -4.00%
ใครได้ ใครเสีย จากน้ำท่วมรอบนี้
ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มซ่อมแซมบ้านอย่าง HMPRO, DOHOME และ GLOBAL จะได้ประโยชน์ โดยบทวิเคราะห์ของหยวนต้ามองว่า HMPRO ได้ประโยชน์มากที่สุด จากสัดส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและ Home Solution ที่สูง ขณะที่ DOHOME และ GLOBAL อาจถูกกดดันชั่วคราวหากงานก่อสร้างชะลอตัว ด้าน บล.ทรีนีตี้ เชื่อว่า TOA ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่อาจได้อานิสงส์จากความต้องการหลังน้ำลด
กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น อาทิ CPALL, BJC และ CPAXT อาจได้แรงหนุนจากการกักตุนสินค้าจำเป็น เช่น น้ำดื่มและอาหารแห้ง แต่หยวนต้าเตือนถึงความเสี่ยงจากสาขาที่ต้องปิดชั่วคราวและการขนส่งที่สะดุด
กลุ่มสื่อสาร การทำงานจากบ้าน (Work from Home) หนุนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและดาต้า โดยหยวนต้าเลือก ADVANC เป็นตัวเลือกหลัก จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5%
ส่วนกลุ่มได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ประกันภัย ทั้งสองโบรกฯ มองตรงกันว่าเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบโดยตรง จากการเคลมความเสียหายทั้งประกันที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์ ซึ่งหยวนต้าคาดว่าค่าสินไหมทดแทนจะเร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70 ขณะที่ทรีนีตี้ระบุชื่อ TIPH และ THRE เป็นหุ้นที่อาจเผชิญแรงกดดันด้าน Sentiment จากต้นทุนเคลมและการตั้งสำรองสินไหมที่เพิ่มขึ้น
ด้านกลุ่มกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ธนาคารและไฟแนนซ์ จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้น้ำท่วมใหญ่จะเป็นความเสี่ยงต่อโรงงาน แต่รอบนี้ผลกระทบจำกัด เพราะน้ำยังไม่เข้าพื้นที่โรงงาน โดย DELTA, SMT และ TEAM ยังผลิตได้ตามปกติ
ส่วนยานยนต์ การขนส่งชิ้นส่วนอาจสะดุดชั่วคราว ส่วน AH ซึ่งมีโรงงานในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมปี 2554 ได้ปรับปรุงระบบรองรับไว้แล้ว ขณะที่อาจมีผลบวกจากความต้องการรถใหม่ทดแทนคันที่เสียหาย เช่นเดียวกับ ห้าง ร้านอาหาร และขนส่งมวลชน ซึ่งทรีนีตี้มองว่า CRC, CPN, BEM และ BTS อาจได้รับผลกระทบจากผู้คนเดินทางน้อยลงในระยะสั้น
น้ำท่วมรอบนี้ต่างจากปี 54
ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่น่าจะกระทบตลาดมากนัก และไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง เพราะนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถูกน้ำท่วมหนัก
“รอบนี้เป็นแค่ช่วงสั้น ถ้าผ่าน 2-3 วันนี้ไปน่าจะเห็นน้ำค่อยๆ ลด” ภาดลกล่าว พร้อมระบุว่า ตลาดภาพรวมไม่ควรจะลงเยอะ เนื่องจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ อาจมีเพียงผลกระทบด้านการขนส่งสินค้า
บทวิเคราะห์ของ บล.หยวนต้า ระบุว่า ต้นเหตุของน้ำท่วมรอบนี้คือพายุดีเปรสชันที่ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมหรือท่วมน้อยในอดีต แต่เนื่องจากไม่มีปัจจัยกดดันจากน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนสูงเหมือนปี 2554 สถานการณ์จึงคลายตัวเร็ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ชั้นใน
ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ที่อ้างอิงในบทวิเคราะห์ ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,233 มิลลิเมตร ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,305.9 มิลลิเมตร ราว 5.6% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนทั้งปี แต่อยู่ที่ฝนตกหนักกระจุกตัวในช่วงสั้น ขณะที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศช่วงปลายเดือนกันยายนปีนี้ ยังต่ำกว่าปี 2554 อย่างชัดเจน
หยวนต้ายังชี้ว่า เหตุน้ำท่วมเมืองหลวงของหลายประเทศในเอเชียช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม กระทบบรรยากาศการลงทุนอย่างจำกัด เพราะตลาดมองเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว และความเสียหายส่วนใหญ่เคลมประกันได้
คาดกระทบ GDP ราว 0.05%
ในมิติเศรษฐกิจ บทวิเคราะห์ของหยวนต้าอ้างอิงการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าน้ำท่วมทั่วประเทศช่วง 25-27 กันยายน จะสร้างความเสียหายสูงสุดราว 1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.05% ของ GDP แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3,000-5,000 ล้านบาท และต่างจังหวัด 21 จังหวัด 2,000-5,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จะค่อยๆ คลายตัวตั้งแต่ 28 กันยายน อย่างไรก็ดี หยวนต้าเตือนว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศ หากน้ำท่วมสูงและนานกว่าคาด ผลกระทบจะมีนัยสำคัญกว่านี้ อีกจุดที่ต้องติดตามคือภาคท่องเที่ยว ซึ่งอาจไม่ได้แรงหนุนจากช่วง Golden Week ของจีนดีเท่าที่คาดไว้

