×

UPOV 1991: เมื่ออนาคตเมล็ดพันธุ์ไทยไม่ได้วัดกันแค่จำนวนพันธุ์ใหม่

โดย THE STANDARD TEAM
24.09.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้เขียนบทความ

HIGHLIGHTS

  • พันธุ์พืชใหม่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าความหลากหลายเพิ่มขึ้น หากฐานพันธุกรรมแคบลง หรือเกษตรกรมีพื้นที่เก็บ คัดเลือก และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์น้อยลง
  • UPOV 1991 อาจเปลี่ยนดุลอำนาจในระบบเมล็ดพันธุ์ไทย เพราะการขยายสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์เกี่ยวข้องกับสิทธิของเกษตรกรในการใช้และพัฒนาพันธุ์ต่อ
  • ก่อนรับพันธกรณี ไทยควรประเมินความเสี่ยงและเปรียบเทียบทางเลือก ทั้งผลต่อสิทธิเกษตรกร ความหลากหลายทางพันธุกรรม และแนวทางอื่นที่อาจส่งเสริมนวัตกรรมได้

ข้อถกเถียงเรื่องอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับ ค.ศ. 1991 หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ไม่ได้มีเพียงเรื่องแรงจูงใจในการพัฒนาพันธุ์พืช แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิเกษตรกร ความหลากหลายทางพันธุกรรม และอำนาจในการกำหนดอนาคตของระบบเมล็ดพันธุ์ไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

บทความโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ ชวนมองข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991 ให้ไกลกว่าการเพิ่มจำนวนพันธุ์พืชใหม่ โดยตั้งคำถามว่า หากไทยรับกติกานี้ภายใต้การเจรจา FTA ไทย–EU ใครจะมีสิทธิเก็บ ใช้ และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ต่อ และระบบเกษตรไทยจะยังรักษาความหลากหลายไว้สำหรับอนาคตได้เพียงใด

 

หากประเทศไทยมีพันธุ์พืชใหม่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตัวเลขดังกล่าวอาจสะท้อนการลงทุนและกิจกรรมด้านการปรับปรุงพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานว่าความหลากหลายทางการเกษตรเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะจำนวนพันธุ์ใหม่ ความหลากหลายทางพันธุกรรม และความสามารถในการสร้างความหลากหลาย เป็นคนละมิติของระบบเกษตร

 

พันธุ์การค้าอาจเพิ่มขึ้นพร้อมกับฐานพันธุกรรมที่แคบลง การกระจุกตัวของผู้พัฒนาพันธุ์ และพื้นที่ที่ลดลงสำหรับเกษตรกรในการเก็บ คัดเลือก ทดลอง แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์ ในอีกเงื่อนไขหนึ่ง ระบบเกษตรอาจมีพันธุ์การค้าใหม่ไม่มากนัก แต่ยังรักษาฐานพันธุกรรม ผู้สร้างนวัตกรรมหลายประเภท เครือข่ายแลกเปลี่ยน และความสามารถในการสร้างคำตอบใหม่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไว้ได้

 

นวัตกรรมพันธุ์พืชมีผู้สร้างมากกว่าหนึ่งแบบ

 

UPOV 1991 ตั้งอยู่บนเหตุผลว่าการปรับปรุงพันธุ์ต้องใช้ความรู้ เวลา เงินทุน เทคโนโลยี และการทดลอง ผู้ปรับปรุงพันธุ์จึงควรได้รับสิทธิที่ช่วยสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน เหตุผลดังกล่าวอธิบายความจำเป็นของแรงจูงใจสำหรับการปรับปรุงพันธุ์อย่างเป็นทางการ แต่พันธุ์พืชและฐานพันธุกรรมที่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น

 

ข้าวพื้นบ้านพันธุ์หนึ่งอาจผ่านการปลูกและคัดเลือกมาหลายชั่วอายุคน เกษตรกรเลือกเมล็ดจากต้นที่ทนน้ำ ทนแล้ง มีรสชาติที่ต้องการ หรือเหมาะกับสภาพพื้นที่ แล้วนำไปปลูกต่อ แลกเปลี่ยน และคัดเลือกใหม่ภายใต้ดิน น้ำ โรค และภูมิอากาศที่แตกต่างกัน กระบวนการนี้ไม่มีผู้ประดิษฐ์เพียงคนเดียวและไม่มีจุดสิ้นสุดที่แน่นอน ความหลากหลายทางการเกษตรจึงเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างวิวัฒนาการของพืช ระบบนิเวศ การคัดเลือกของเกษตรกร ความรู้ และเครือข่ายทางสังคมที่สะสมข้ามหลายชั่วอายุคน

 

สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร ค.ศ. 2001 (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture: ITPGRFA 2001) รับรองบทบาทดังกล่าว มาตรา 9 ยอมรับการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น และชนพื้นเมืองในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืช รวมถึงความรู้ดั้งเดิม การแบ่งปันผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสิทธิที่เกษตรกรมีในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และขายเมล็ดพันธุ์หรือวัสดุขยายพันธุ์ที่เก็บจากไร่นา ภายใต้กฎหมายของประเทศและตามความเหมาะสม

 

ระบบเกษตรจึงประกอบด้วยนวัตกรรมอย่างน้อยสองลักษณะ ระบบหนึ่งสร้างพันธุ์ผ่านวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการ การทดลอง เงินลงทุน และกระบวนการปรับปรุงพันธุ์อย่างเป็นทางการ อีกระบบหนึ่งสร้างและรักษาความหลากหลายผ่านการปลูก ทดลอง คัดเลือก แลกเปลี่ยน และปรับตัวอย่างต่อเนื่องของเกษตรกรและชุมชน

 

ความไม่สมมาตรเกิดขึ้นเมื่อระบบกฎหมายมองเห็นนวัตกรรมสองแบบนี้ไม่เท่ากัน พันธุ์ที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถถูกจำแนก ระบุผู้ปรับปรุงพันธุ์ และเปลี่ยนเป็นสิทธิที่บังคับใช้และสร้างรายได้ ขณะที่ความหลากหลายซึ่งเกิดจากผู้คนจำนวนมาก หลายพื้นที่ และหลายชั่วอายุคนยากกว่ามากที่จะเปลี่ยนเป็นสิทธิในรูปแบบเดียวกัน

 

ความแตกต่างนี้ปรากฏตั้งแต่ระดับของการนิยามว่าอะไรคือ “พันธุ์” ที่สามารถเข้าสู่ระบบสิทธิ ภายใต้ UPOV พันธุ์ที่จะได้รับความคุ้มครองต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ความแตกต่าง (Distinctness) ความสม่ำเสมอ (Uniformity) และความคงตัว (Stability) หรือ DUS ควบคู่กับเงื่อนไขเรื่องความใหม่และการตั้งชื่อพันธุ์ เกณฑ์เหล่านี้ทำให้พืชมีสถานะเป็นวัตถุทางกฎหมายที่สามารถจำแนก ระบุขอบเขต และผูกเข้ากับสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ได้

 

ในทางกลับกัน คุณค่าของพันธุ์เกษตรกรหรือประชากรพืชบางประเภทอาจอยู่ที่ความแปรผันภายในประชากร ความสามารถในการปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมและการคัดเลือกของเกษตรกร ลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญต่อความยืดหยุ่นทางนิเวศและการปรับตัว แต่ไม่ได้สอดคล้องโดยตรงกับวิธีจำแนกพันธุ์ที่เน้นความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวเพื่อเข้าสู่ระบบสิทธิ

 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่วิธีที่กฎหมายทำให้ชีวิตบางรูปแบบสามารถถูกมองเห็น จำแนก และเปลี่ยนเป็นสิทธิได้ง่ายกว่าชีวิตอีกบางรูปแบบ โดยข้อสังเกตนี้มิได้ตั้งอยู่บนข้อสรุปว่าเกณฑ์ DUS มีเป้าหมายทำลายความหลากหลาย หากชี้ให้เห็นว่ากระบวนการรับรองทางกฎหมายย่อมมีกรอบในการทำให้ความหลากหลายบางลักษณะ “อ่านออก” ในฐานะพันธุ์ที่คุ้มครองได้

 

ก่อนที่ระบบกฎหมายจะจัดสรรว่าใครมีสิทธิเหนือพันธุ์พืช จึงมีกระบวนการก่อนหน้านั้นที่กำหนดว่า ชีวิตแบบใดสามารถปรากฏต่อกฎหมายในฐานะ “พันธุ์” ที่คุ้มครองได้ และความหลากหลายแบบใดยังคงดำรงอยู่ภายนอกโครงสร้างการรับรองดังกล่าว กฎหมายจึงมีผลต่อทั้งการคุ้มครองนวัตกรรมและการกำหนดว่านวัตกรรมแบบใดถูกมองเห็น ใครได้รับสถานะเป็นผู้สร้าง และความรู้แบบใดสามารถเปลี่ยนเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจ

 

Potato Park: สิทธิที่ออกแบบเพื่อไม่ให้ความหลากหลายถูกปิดล้อม

 

Potato Park บนเทือกเขาแอนดีสของเปรูแสดงให้เห็นสถาปัตยกรรมทางสิทธิอีกแบบหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม ใน ค.ศ. 2004 ชุมชนเคชัวใน Potato Park ทำข้อตกลงกับศูนย์มันฝรั่งนานาชาติ (International Potato Center: CIP) เพื่อส่งคืน ฟื้นฟู และติดตามความหลากหลายของมันฝรั่งพื้นเมืองและระบบความรู้ของชุมชน ต่อมามีมันฝรั่งพื้นเมืองปลอดโรคมากกว่า 400 พันธุ์ที่เคยถูกเก็บรักษาในธนาคารพันธุกรรมของ CIP ถูกส่งกลับคืนสู่พื้นที่

 

สาระสำคัญของข้อตกลงอยู่ที่โครงสร้างสิทธิที่กำกับการกลับคืนของพันธุ์เหล่านั้น ทรัพยากรพันธุกรรมและความรู้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของชุมชน การแบ่งปันพันธุ์ดำเนินไปตามกติกาจารีตและข้อตกลงระหว่างชุมชน พร้อมกับการป้องกันไม่ให้พันธุ์จาก Potato Park ถูกนำไปสร้างสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่ปิดกั้นชุมชนจากทรัพยากรของตนเอง

 

กลไกดังกล่าวสร้างกติกาอีกประเภทหนึ่งซึ่งมุ่งรักษาการดูแลร่วม การเข้าถึง การใช้ การแลกเปลี่ยน และการพัฒนาต่อยอด พร้อมกับป้องกันการเปลี่ยนทรัพยากรที่เกิดจากกระบวนการร่วมของชุมชนให้เป็นสิทธิเฉพาะที่กีดกันผู้ดูแลเดิมออกไป พันธุ์ที่กลับคืนสู่ Potato Park ถูกนำกลับไปปลูก ทดลอง คัดเลือก และทดสอบในภูมิประเทศจริง รวมถึงใช้ศึกษาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ของ CIP การอนุรักษ์จึงเชื่อมกับการทำให้พันธุกรรมกลับเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวในพื้นที่

 

ความสำคัญของ Potato Park อยู่ที่การรักษาทั้งความหลากหลายที่มีอยู่และเงื่อนไขที่ทำให้ความหลากหลายสามารถพัฒนาต่อ กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการสร้างมูลค่าจากความหลากหลายกับการสร้างสิทธิเฉพาะเหนือความหลากหลาย เพราะการสร้างรายได้ ผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว หรือเครื่องหมายร่วมสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนฐานพันธุกรรมทั้งหมดให้เป็นทรัพย์สินเฉพาะราย

 

จากการป้องกันการปิดล้อม สู่กฎหมายที่คุ้มครองความเปิด

 

แนวคิดเรื่องการรักษาความสามารถในการพัฒนาต่อยอดปรากฏในอีกรูปแบบหนึ่งผ่านระบบเมล็ดพันธุ์แบบ open source เช่น Open Source Seed Initiative หรือ OSSI ในสหรัฐอเมริกา และ OpenSourceSeeds ในเยอรมนี ซึ่งใช้กลไกคำมั่นหรือสัญญาเพื่อรักษาพื้นที่ให้เมล็ดพันธุ์สามารถถูกใช้ ทดลอง และพัฒนาต่อยอด โดยมุ่งป้องกันการนำวัสดุหรืออนุพันธ์ไปปิดกั้นการใช้ต่อของผู้อื่น

 

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายสามารถถูกออกแบบเพื่อสร้างสิทธิในการกีดกัน หรือเพื่อรักษาพื้นที่สำหรับการเข้าถึงและพัฒนาต่อยอดได้ แก่นของปัญหาจึงอยู่ที่ว่ากฎหมายกำลังคุ้มครองความสามารถของใครในการใช้ ผลิตซ้ำ แลกเปลี่ยน และสร้างสิ่งใหม่จากทรัพยากรพันธุกรรม

 

ทางเลือกจาก UPOV คือระบบนิเวศของสถาบัน

 

Potato Park และระบบ open-source seed แก้โจทย์เรื่องสิทธิ ขณะที่ความสามารถในการสร้างความหลากหลายยังต้องอาศัยสถาบันอีกหลายระดับ การปรับปรุงพันธุ์แบบมีส่วนร่วม หรือ Participatory Plant Breeding กระจายกระบวนการวิจัยออกจากสถานีทดลอง โดยให้เกษตรกรเข้ามามีบทบาทในการกำหนดลักษณะที่ต้องการ ทดลองพันธุ์ภายใต้พื้นที่จริง คัดเลือก และประเมินผล ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์และเกษตรกรจึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการสร้างพันธุ์เดียวกัน เกษตรกรเปลี่ยนสถานะจากผู้รับเทคโนโลยีเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม

 

ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชนและธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนทำหน้าที่อีกระดับหนึ่ง โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้พันธุกรรมยังสามารถถูกเก็บ ใช้ ฟื้นฟู แลกเปลี่ยน และส่งต่อในพื้นที่ FAO รวบรวมแนวปฏิบัติหลายรูปแบบสำหรับการดำเนินการตามสิทธิเกษตรกรภายใต้ ITPGRFA ค.ศ. 2001 ซึ่งสะท้อนว่าการรักษาความหลากหลายต้องอาศัยมาตรการและสถาบันหลายประเภทมากกว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเพียงเครื่องมือเดียว

 

เมื่อวางกรณีเหล่านี้ร่วมกัน ทางเลือกจาก UPOV จึงมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมหลายชั้น ได้แก่ สิทธิร่วมเหนือทรัพยากรชีววัฒนธรรม กลไกทางกฎหมายที่ป้องกันการปิดล้อม การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์แบบกระจายอำนาจ และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ทำให้พันธุกรรมและความรู้ยังหมุนเวียนได้ หลักร่วมคือการรักษาความสามารถในการเข้าถึง ทดลอง คัดเลือก พัฒนา แลกเปลี่ยน และส่งต่อ

 

UPOV 1991 ต้องพิสูจน์ความจำเป็นเมื่อเทียบกับทางเลือก

 

การมีอยู่ของสถาปัตยกรรมหลายแบบทำให้การประเมิน UPOV 1991 ควรเริ่มต้นจากปัญหาที่ประเทศไทยต้องการแก้ หากปัญหาคือการลงทุนด้านการปรับปรุงพันธุ์ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีหลักฐานว่าการลงทุนขาดอยู่ในพืชชนิดใด และเกิดจากข้อจำกัดด้านสิทธิจริงหรือเกิดจากเงินทุน โครงสร้างตลาด ความสามารถด้านวิจัย หรือปัจจัยอื่น

 

หากเป้าหมายคือการสร้างพันธุ์ที่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่าการให้สิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์ที่เข้มขึ้น การลงทุนวิจัยสาธารณะ การปรับปรุงพันธุ์แบบมีส่วนร่วม การสนับสนุนระบบเมล็ดพันธุ์เกษตรกร หรือการผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ให้ผลแตกต่างกันอย่างไร หากเป้าหมายคือการสร้างอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย จำเป็นต้องประเมินว่ากติกาใหม่จะเพิ่มศักยภาพของบริษัทและนักปรับปรุงพันธุ์ไทย หรือเพิ่มความได้เปรียบให้แก่ผู้ถือพอร์ตพันธุ์ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมมากกว่า

 

UPOV 1991 จึงควรได้รับการประเมินในฐานะเครื่องมือหนึ่งสำหรับแก้ปัญหาเฉพาะ และต้องพิสูจน์ความจำเป็นเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรมได้

 

สิทธิในการผลิตซ้ำคืออำนาจทางเศรษฐกิจ

 

มาตรา 14 ของ UPOV 1991 ให้สิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมกิจกรรมสำคัญเกี่ยวกับวัสดุขยายพันธุ์ของพันธุ์คุ้มครอง ทั้งการผลิตหรือขยายพันธุ์ การปรับสภาพเพื่อการขยายพันธุ์ การเสนอขาย การขาย การส่งออก การนำเข้า และการเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มาตรา 15 กำหนดข้อยกเว้นบางประเภท และมาตรา 15(2) เปิดให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการนำผลผลิตจากพันธุ์คุ้มครองที่เกษตรกรปลูกในพื้นที่ของตนเองกลับมาใช้เป็นวัสดุขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตน ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมและการรักษาผลประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ปรับปรุงพันธุ์

 

เมล็ดพันธุ์มีลักษณะเฉพาะตรงที่เป็นทั้งผลผลิต ปัจจัยการผลิต ทรัพยากรพันธุกรรม และสิ่งมีชีวิตที่ผลิตซ้ำได้ การกำหนดว่าใครมีสิทธิควบคุมการผลิตซ้ำจึงเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ถือสิทธิ ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรกร นักวิจัย และผู้ปรับปรุงพันธุ์รุ่นต่อไปด้วย การประเมินจึงต้องพิจารณาทั้งแรงจูงใจที่สิทธิสร้างขึ้นและอำนาจที่สิทธินั้นกระจายให้แก่ผู้เล่นแต่ละกลุ่ม

 

กติกาใหม่กำลังเข้าสู่ตลาดที่อำนาจไม่เท่ากัน

 

สิทธิทางกฎหมายไม่ได้ทำงานในพื้นที่ว่างเปล่า ผู้เล่นเข้าสู่กติกาเดียวกันด้วยทุน เทคโนโลยี ความรู้ทางกฎหมาย ฐานพันธุกรรม และอำนาจตลาดที่แตกต่างกัน บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติมีความสามารถในการวิจัย จดทะเบียนพันธุ์ บริหารพอร์ตสิทธิ ใช้เครือข่ายตลาด และรับต้นทุนทางกฎหมายได้แตกต่างจากเกษตรกร ชุมชน นักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย หรือสถาบันวิจัยขนาดเล็กอย่างมีนัยสำคัญ

 

ความเสมอภาคในตัวบทกฎหมายจึงไม่รับประกันความเสมอภาคในการใช้สิทธิ การประเมิน UPOV 1991 ต้องติดตามว่าใครสามารถเปลี่ยนสิทธิให้เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ ใครต้องรับต้นทุนจากสิทธิของผู้อื่น ตลาดและพอร์ตพันธุ์มีแนวโน้มกระจุกตัวหรือกระจายตัว และกติกาใหม่จะเปลี่ยนอำนาจต่อรองของผู้เล่นแต่ละกลุ่มอย่างไร

 

พันธุ์ใหม่มากขึ้นอาจเกิดพร้อมกับระบบที่สร้างความหลากหลายแคบลง

 

การประเมินระบบพันธุ์พืชจำเป็นต้องแยกตัวชี้วัดสามระดับออกจากกัน จำนวนพันธุ์ใหม่แสดงผลผลิตของกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรมแสดงความกว้างและความแตกต่างของฐานทางชีวภาพ และความสามารถในการสร้างความหลากหลายแสดงว่าระบบยังมีผู้คน ความรู้ พันธุกรรม พื้นที่ และเครือข่ายมากพอที่จะสร้างคำตอบใหม่เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่

 

ระบบหนึ่งสามารถผลิตพันธุ์ใหม่จำนวนมาก ขณะที่จำนวนผู้พัฒนาพันธุ์ลดลง ฐานพันธุกรรมแคบลง ตลาดกระจุกตัวขึ้น และพื้นที่สำหรับการทดลองหรือแลกเปลี่ยนพันธุ์ลดลงได้ จำนวนของนวัตกรรมจึงไม่เท่ากับความหลากหลายของระบบนวัตกรรม ความสูญเสียที่สำคัญที่สุดอาจเกิดขึ้นเมื่อสังคมสูญเสียผู้คน เครือข่าย ความรู้ และพื้นที่ที่สามารถสร้างความหลากหลายใหม่

 

ความเป็นธรรมทางชีวภาพคือการกระจายความสามารถในการสร้างอนาคต

 

กรอบความเป็นธรรมทางชีวภาพ (Biodiversity Justice) วางสิทธิเกษตรกรและสิทธิของชุมชนเป็นฐานสำคัญ พร้อมเชื่อมสิทธิเหล่านี้เข้ากับคำถามเรื่องการกระจายผลประโยชน์ อำนาจเหนือทรัพยากรพันธุกรรม และความสามารถของสังคมในการสร้างความหลากหลายสำหรับอนาคต

 

ระดับแรกคือการกระจายผลประโยชน์และต้นทุน ว่าใครได้รับรายได้ ใครจ่ายต้นทุน และใครได้รับประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม ระดับที่สองคือการกระจายสิทธิและอำนาจตัดสินใจ ว่าใครสามารถเข้าถึง ใช้ คัดเลือก พัฒนา และกำหนดกติกาเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพ ระดับที่สามคือการกระจายความสามารถในการสร้างอนาคต ว่าใครยังสามารถทดลอง สร้างพันธุ์ รักษาความรู้ พัฒนาวิธีการใหม่ และส่งต่อทางเลือกเหล่านั้นให้คนรุ่นต่อไป

 

กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล ค.ศ. 2022 (Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework: KMGBF 2022) ให้ความสำคัญกับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและศักยภาพในการปรับตัวของชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรมจึงมีคุณค่าในฐานะคลังของความเป็นไปได้ เพราะยังไม่สามารถรู้ได้ว่าลักษณะพันธุกรรมใดจะมีความสำคัญเมื่อภูมิอากาศ โรคพืช เทคโนโลยี และระบบอาหารเปลี่ยนไป การรักษาความหลากหลายจึงมีความหมายรวมถึงการรักษาทางเลือกของคนรุ่นที่ยังไม่เกิด

 

ก่อนสร้างพันธกรณี ต้องมี Biodiversity Justice Risk Assessment

 

สถานะที่ UPOV 1991 ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและเจรจาทำให้เครื่องมือที่จำเป็นในเวลานี้คือการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า Biodiversity Justice Risk Assessment ควรตรวจสอบอย่างน้อยสี่มิติ ได้แก่ โครงสร้างผลประโยชน์และอำนาจทางเศรษฐกิจ ระบบเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ความหลากหลายทางพันธุกรรม และความสามารถในการสร้างความหลากหลาย

 

การประเมินความเสี่ยงของ UPOV เพียงระบบเดียวยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการประเมินทางเลือก (alternatives assessment) ควบคู่กัน โดยเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบว่าเป้าหมายที่ต้องการบรรลุสามารถดำเนินการผ่านกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย การลงทุนวิจัยสาธารณะ สิทธิเกษตรกร ระบบ open-source seed การปรับปรุงพันธุ์แบบมีส่วนร่วม ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน หรือการผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ได้เพียงใด

 

มาตรฐานการตัดสินใจต้องสูงกว่าการพิสูจน์ว่า UPOV 1991 สามารถสร้างประโยชน์ได้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือประเทศไทยกำลังแก้ปัญหาอะไร เหตุใด UPOV 1991 จึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็น และเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นแล้ว ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นมีน้ำหนักเพียงพอต่อความเสี่ยงด้านความหลากหลาย อำนาจ สิทธิเกษตรกร และพื้นที่ทางนโยบายในอนาคตหรือไม่

 

จากการคุ้มครองพันธุ์พืช สู่การคุ้มครองระบบที่สร้างความหลากหลาย

 

Potato Park, open-source seed, participatory plant breeding และระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชนไม่ได้เสนอสูตรเดียวสำหรับประเทศไทย แต่มีบทเรียนร่วมที่สำคัญ คือ นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นภายใต้สถาปัตยกรรมทางสิทธิได้หลายแบบ นวัตกรรมสามารถเกิดจากการเปิดฐานพันธุกรรมให้เกิดการพัฒนาต่อยอด จากการป้องกันการปิดล้อม จากการกระจายอำนาจการวิจัย จากการทำงานร่วมกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับความรู้ของเกษตรกร และจากเครือข่ายที่ทำให้พันธุกรรมหมุนเวียนระหว่างพื้นที่และคนหลายรุ่น

 

ข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991 ภายใต้ FTA ไทย–EU จึงควรขยายไปสู่คำถามเรื่องระบบนวัตกรรมทางชีวภาพที่ประเทศไทยต้องการสร้าง การคุ้มครองผู้สร้างพันธุ์ใหม่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบดังกล่าว ขณะเดียวกัน ระบบต้องรักษาผู้ที่ดูแลฐานพันธุกรรม ผู้ที่สร้างความรู้ผ่านการเพาะปลูก ผู้ที่ทดลองและพัฒนาพันธุ์ต่อ นักวิจัยสาธารณะ นักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย และเครือข่ายที่ทำให้พันธุกรรมยังคงไหลเวียนและเปลี่ยนแปลงได้

 

การตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991 จึงควรวัดด้วยคำถามสำคัญว่า กติกาที่กำลังพิจารณาจะเพิ่มหรือลดความสามารถของสังคมในการสร้างความหลากหลาย ตราบใดที่ยังไม่มีการวินิจฉัยปัญหาอย่างชัดเจน ไม่มีการประเมินความเสี่ยงด้านความเป็นธรรมทางชีวภาพอย่างเปิดเผย และไม่มีการเปรียบเทียบ UPOV 1991 กับสถาปัตยกรรมทางเลือกอย่างเป็นระบบ การสร้างพันธกรณีที่อาจจำกัดทางเลือกเหล่านี้ในอนาคตย่อมยังขาดฐานข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ

 

ความเป็นธรรมทางชีวภาพจึงครอบคลุมทั้งการแบ่งผลประโยชน์จากความหลากหลายในปัจจุบัน และการรักษาสิทธิ อำนาจ ความรู้ และพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนและชีวิตยังสามารถสร้างความหลากหลายที่โลกในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้

 

เอกสารอ้างอิง

 

Convention on Biological Diversity. (2022). Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework. Decision 15/4.

 

Food and Agriculture Organization of the United Nations. (2001). International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture.

 

International Union for the Protection of New Varieties of Plants. (1991). International Convention for the Protection of New Varieties of Plants.

 

International Union for the Protection of New Varieties of Plants. Examination guidance: Distinctness, Uniformity and Stability (DUS).

 

Association of Communities of the Potato Park & International Potato Center. (2004). Agreement on the Repatriation, Restoration and Monitoring of Agrobiodiversity of Native Potatoes and Associated Community Knowledge Systems.

 

International Institute for Environment and Development. Policy and law: The Potato Park.

 

Open Source Seed Initiative. The OSSI Pledge and OSSI FAQs.

 

OpenSourceSeeds. The Open-Source Seed Licence and its Legal Basis.

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising