วันนี้(23 กันยายน) ที่บ้านพระอาทิตย์ สนธิ ลิ้มทองกุล, นิติธร ล้ำเหลือ, ปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ และพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยทางกลุ่มมองว่า แม้ กกต. จะมีมติในประเด็นการทุจริตเลือก สว. ออกมาแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบการถ่วงดุลและตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
ปานเทพ ชี้แจงว่า กกต. ควรพิจารณาบังคับใช้มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 226 หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีที่ กกต. เปลี่ยนมติโดยอิงจากการกลับคำให้การของพยาน 3 ปาก โดยไม่มีการไต่สวนหรือนำไปเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เส้นทางการเงิน หรือเหตุการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่า หากคำให้การก่อนหน้านี้เป็นเท็จ กกต. ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับพยานกลุ่มนี้แล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่าผู้ที่ทุจริตไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ขณะที่ สนธิ ระบุว่า หัวใจสำคัญของการต่อสู้ครั้งนี้คือการทวงคืนประเทศไทยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นอิสระของ กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ว่าอาจถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สว. ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใส มีส่วนสำคัญในการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระหลายแห่ง อาทิ กกต. 4 คน และ ป.ป.ช. 4 คน ซึ่งหากองค์กรอิสระถูกควบคุมโดยกลุ่มการเมือง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการตรวจสอบในอนาคต
นอกจากนี้ สนธิ ยังได้กล่าวอ้างถึงมติ ป.ป.ช. ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยมองว่าเป็นกระบวนการ “ฟอกขาว” พร้อมพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีความพยายามสร้างอิทธิพลเหนือโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ โดยยกตัวอย่างการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 พิจารณาเรื่องการเลือก สว. ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. รวมถึงคดีอั้งยี่-ฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง
การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนหรือมุ่งโจมตีพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ แต่ต้องการเห็นผู้มีอำนาจยึดหลักความถูกต้องและทำงานโดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง สนธิย้ำว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดแต่ขาดความกล้าหาญ การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นการใช้พลังบริสุทธิ์เพื่อตรวจสอบผู้มีอำนาจ
ทางกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดินฯ” จึงได้ประกาศเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชน ร่วมติดตามการทำหน้าที่ของ กกต. โดยนัดหมายรวมพลในวันที่ 25 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน กกต. อาคารศูนย์ราชการฯ เพื่อยื่นหนังสือและรวบรวมรายชื่อเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
สำหรับการเตรียมยื่นหนังสือในวันที่ 25 กันยายน ปานเทพ ระบุเพิ่มเติมว่า หากพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. ต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาตามกฎหมาย การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการบีบให้ กกต. ต้องไต่สวนและแสวงหาพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน หากยังคงเพิกเฉย ทางกลุ่มจะเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป เพื่อตรวจสอบว่า กกต. เข้าข่ายทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. ออกมาระบุว่า การวินิจฉัยยึดตามสำนวน ไม่ได้พิจารณาตามกระแสสังคมนั้น สนธิ ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ว่า หากพิจารณาตามสำนวนอย่างรัดกุมจริง เหตุใดมติจึงออกมาที่ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ใช่เอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กกต. เสียงข้างน้อยก็พิจารณาจากข้อเท็จจริงเดียวกันและยังเห็นแย้ง
ทั้งนี้ สนธิ ทิ้งท้ายว่า การเคลื่อนไหวในวันที่ 25 กันยายน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังประชาชน โดยจะมีการยกระดับเดินสายไปยังต่างจังหวัดเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยังฝากให้สื่อมวลชนช่วยตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลในมิติอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย ทั้งปัญหาค่าครองชีพ การเยียวยาน้ำท่วม รวมถึงการใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งอาจมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตหรือการเอื้อผลประโยชน์ได้ในอนาคต







