วันนี้ (21 กันยายน) กรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์สภาพอากาศและระดับน้ำประจำวัน โดยประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีฝนตกหนักมาก ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อป้องกันอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาเกิดจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่ปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเริ่มอ่อนกำลังลง ขณะที่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก เชื่อมโยงกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีความสูงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดการณ์ว่าจะมีฝนฟ้าคะนองถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิอยู่ในช่วง 24-33 องศาเซลเซียส โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบปริมาณฝนตกปานกลางถึงหนัก กระจายตัวในหลายพื้นที่ จุดที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด ได้แก่ สำนักงานเขตทวีวัฒนา 59.5 มิลลิเมตร รองลงมาคือ สำนักงานเขตพระโขนง 56.5 มิลลิเมตร และสถานีสูบน้ำพระโขนง 55.5 มิลลิเมตร ทั้งนี้ มีรายงานจุดเร่งการระบายน้ำในถนนสายหลักจำนวน 4 รายการ ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจนกลับสู่สภาวะแห้งเป็นปกติแล้ว
ด้านสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับมือได้ ข้อมูลระดับน้ำแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออก ณ เวลา 07.00 น. พบว่าอยู่ในระดับปกติทั้งหมด ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลองสอง (สายใต้) ระดับ +1.51 ม.รทก. (จุดวิกฤต +1.80) ประตูระบายน้ำแสนแสบ (มีนบุรี) ระดับ +0.44 ม.รทก. (จุดวิกฤต +0.70) และประตูระบายน้ำลาดกระบัง ระดับ +0.24 ม.รทก. (จุดวิกฤต +0.35)
ขณะที่ปริมาณน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสถานีนครสวรรค์อยู่ที่ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
โดยฐานน้ำขึ้นสูงสุดของแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าสถานีกองบัญชาการกองทัพเรือในวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ +1.02 ม.รทก. ในเวลา 18.03 น. ส่วนค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาในสถานีวัดหลักต่างๆ เช่น สถานีแจงร้อน ดาวคะนอง และเทเวศร์ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.1-0.2 กรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิน 1.2 กรัมต่อลิตร ประชาชนและเกษตรกรสามารถนำน้ำไปใช้กับพืชทั่วไปได้ตามปกติ


