วันนี้ (15 สิงหาคม) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการมอบสิทธิประโยชน์และการปรับปรุงระบบให้บริการเพื่อรองรับความหลากหลายทางเพศในสังคม เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและเสมอภาค
ภายหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2567 หรือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนนิยามจากคำว่า ‘ชายและหญิง’ เป็น ‘บุคคลสองคน’ ส่งผลให้บุคคลทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสถานะเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะได้รับการคุ้มครองสิทธิจากสำนักงานประกันสังคมอย่างเท่าเทียมกัน
พลอยทะเล ระบุว่า คู่สมรสทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง สามารถรับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะสิทธิกรณีเสียชีวิต ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:
- เงินสงเคราะห์กรณีตาย: หากผู้ประกันตนทำหนังสือระบุบุคคลผู้รับผลประโยชน์ไว้ เงินสงเคราะห์จะถูกจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าว แต่หากไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามลำดับ
- สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
- บิดาและมารดา (กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะได้รับสิทธิเฉพาะมารดา)
- บุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ค่าทำศพ: คู่สมรสสามารถเป็นผู้จัดการศพและยื่นขอรับค่าทำศพจากสำนักงานประกันสังคมได้ โดยจะมีการจ่ายค่าทำศพในอัตราเหมาจ่ายที่ 50,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
- เงินบำเหน็จชราภาพ: สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 หากเสียชีวิตก่อนรับเงินบำนาญชราภาพ ทายาทจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ (ประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน) โดยแบ่งสัดส่วนให้แก่ผู้มีสิทธิ
- บุตรชอบด้วยกฎหมาย: ได้รับ 2 ส่วน (หากมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับรวม 3 ส่วน)
- สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส: ได้รับ 1 ส่วน
- บิดาและมารดาที่มีชีวิตอยู่: ได้รับ 1 ส่วน
- บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้: ได้รับ 1 ส่วนร่วมกับทายาท
(หมายเหตุ: หากไม่มีทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ สิทธิจะตกทอดตามลำดับ ได้แก่ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, น้องร่วมบิดาหรือมารดา, ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา ตามลำดับ)
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกันตนสามารถกำหนดให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาทเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้ โดยต้องจัดทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจ่ายสิทธิเป็นไปตามเจตนารมณ์อย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต โดยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวกทั่วประเทศ
“เพื่อประโยชน์ในการรักษาสิทธิและการรับสิทธิประโยชน์อย่างถูกต้อง ขอให้ผู้ประกันตนตรวจสอบและจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน” พลอยทะเล กล่าว


