ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเผชิญกับพายุความไม่แน่นอนรอบทิศทาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ซัพพลายเชนชะงักงัน และปัญหากำลังการผลิตปิโตรเคมีล้นตลาด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ต้องเร่งปรับตัว
ประเด็นสำคัญ
- เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน
- บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก
- ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น
- ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’
- แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
- ‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’
- รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ
ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ระหว่าง PTTGC กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บริษัทย่อยในกลุ่ม ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ครอบคลุมพอลิเอทิลีน – PE และพอลิโพรพิลีน – PP) ในประเทศไทย
โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด้านศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ให้ข้อมูลว่า ศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC (GC) ว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้เป็นเสาหลักที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน ดังนี้
- กรอบความร่วมมือและกำลังการผลิต โดยการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินและธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเป็นหลัก โดยเน้นที่กลุ่มเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) หากการรวมตัวเกิดขึ้น จะทำให้บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมกันกว่า 6 ล้านตัน จากปัจจุบันที่แต่ละฝ่ายมีกำลังผลิตฝ่ายละประมาณ 3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตสารตั้งต้นรวมกว่า 7 ล้านตัน
- การประเมินทรัพย์สินและสัดส่วนการถือหุ้น ในหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นจะไม่ได้ดูจากมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือขนาดของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้หลักการทางการเงินเพื่อประเมินจาก ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ของสินทรัพย์ทั้งสองฝ่าย แล้วนำมาคำนวณอัตราส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของแต่ละบริษัทในโครงสร้างใหม่
ส่วนกรณีของบริษัทร่วมทุนปลายน้ำที่มีพาร์ทเนอร์ต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยนั้น จะถูกนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ แต่การดำเนินการจริงจะต้องมีการหารือและได้รับการอนุมัติจากพาร์ทเนอร์เหล่านั้นตามเงื่อนไขของแต่ละสัญญา
เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน
- ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้ เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลประโยชน์ร่วมกัน หากพบว่าคุ้มค่า จึงจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ
- ระยะที่ 2 จัดตั้งบริษัทร่วมทุน หากตกลงไปต่อ จะเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุมัติตามกฎหมาย ออกแบบโครงสร้างการบริหารงานร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาเตรียมการไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ ประมาณ 13-15 เดือน
จุดเริ่มต้นของการหารือเกิดขึ้นผ่านคนกลางที่เรียกว่า ‘Clean Team’ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถประเมินผลประโยชน์เบื้องต้นได้โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล ความมุ่งหมายสำคัญคือการเอาตัวรอดจากภาวะอุตสาหกรรมโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งในอดีตประเทศฟิลิปปินส์เคยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแต่สุดท้ายต้องปิดตัวลง การรวมตัวกันจึงเป็นทางออกเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย
เมื่อประเมินส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทย เม็ดพลาสติก PP รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 25% และ PE จะรวมกันเกิน 60%

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC
ศักดิ์ชัย อธิบายว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้นั้น ไม่สามารถมองแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาคได้อีกต่อไป แต่ต้องมีความแข็งแกร่งระดับโลก โดยการผนึกกำลังนี้จะดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสร้าง Synergy ในประเทศไทย คือ
- PTTGC อยู่ในกลุ่ม ปตท. มีความแข็งแกร่งในด้านวัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream) มีความยืดหยุ่นของโครงข่ายก๊าซและของเหลว รวมถึงมีศักยภาพด้านเครือข่ายการจัดหา (Trading) ที่เชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบได้ทั่วโลก
- SCGC มีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม HVA มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถสร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับสากล
สำหรับวัตถุประสงค์เชิงลึกในการเดินหน้าศึกษาการร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC (GC) เกิดจากบทเรียนอันรุนแรงของวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรอบนี้ ที่ผู้ผลิตต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูงและมาร์จินที่ตกต่ำอย่างหนักตามกลไกตลาดโลก หากไม่มีการปรับตัว ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยประเทศฟิลิปปินส์ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปิดตัวไปหลังจากดำเนินการมา 20-30 ปี
การนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่มีกำลังการผลิตอยู่แล้วมาผสานกัน จึงมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘การลดการขาดทุน’ ในยามที่ตลาดเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ เพราะในอดีตเมื่อสถานการณ์ไม่ดี ทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนเช่นเดียวกัน การรวมกันจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์วิกฤต และคาดหวังว่าหากวัฏจักรธุรกิจกลับมาเป็นขาขึ้น การรวมตัวนี้จะยิ่งทำให้บริษัทสามารถทำผลงานและเติบโตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก
ด้านณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยในงานแถลงข่าวระบุว่า หากการศึกษานี้ประสบความสำเร็จและเกิดการร่วมทุนขึ้นจริง จะส่งผลให้ธุรกิจร่วมทุนนี้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตรวมกันใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการมองยาวไปถึงระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) เนื่องจากเม็ดพลาสติกและพอลิเมอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ
นอกจากนี้ การบูรณาการร่วมกันของทั้งสองบริษัททำได้ง่ายและเหมาะสมอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรงงานของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยสร้าง Operational Synergy มหาศาล และลดต้นทุนการผลิตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดอันดับ Top 10 ของโลกนั้นจะวัดจากกำลังการผลิตรวมทั้งหมดเมื่อเทียบกับผู้เล่นในระดับสากล ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปผลการศึกษาทางกลยุทธ์ดังกล่าวได้ภายในปลายไตรมาส 3 ปี 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC
ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น
ด้านเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารโครงสร้างทุน ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC ได้ชี้แจงถึงแผนงานบริหารจัดการหนี้สินที่ทำอย่างเข้มงวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนว่า PTTGC มีฐานการเงินที่แกร่งพอในทุกสภาวะอุตสาหกรรม
PTTGC ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรับลดหนี้สินไปได้ถึง 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบัน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt) จากเงินกู้และหุ้นกู้ลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 150,000 – 160,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2564 ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะกับสภาวะธุรกิจในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน PTTGC มีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งมากถึง 50,000 กว่าล้านบาท ขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้า อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และในปี 2571 มีภาระหนี้ครบกำหนดชำระเพียงไม่กี่พันล้านบาท สะท้อนว่าสภาพคล่องที่มีอยู่เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดอย่างปลอดภัย และช่วยลดความกังวลด้านสภาพคล่องออกไปโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ GC ยังได้วางกลยุทธ์ทางการเงินที่รัดกุมผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
- แผนออกหุ้นกู้ระยะยาว เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ระยะเวลา 7 ปี และ 10 ปี เพื่อนำเงินมาปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (Refinancing) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับทิศทางการขยายธุรกิจในอนาคต
- ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยระเบียบวินัยทางการเงิน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ปรับลดลงไปได้เกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- Asset Monetization ดำเนินกลยุทธ์สร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ที่อยู่นอกกลุ่มธุรกิจหลัก (Non-core Assets) เช่น การทำดีลขายท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ (Jetty & Tank) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดหนี้ โดย GC ยังคงสิทธิ์ในการใช้งานสินทรัพย์ดังกล่าวตามปกติโดยไม่มีภาระในฐานะเจ้าของ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ให้สูงขึ้น
- เสริมแกร่งสภาพคล่องร่วมกับ PTT ร่วมมือกับบริษัทแม่อย่าง PTT ในการขยายระยะเวลาชำระค่าวัตถุดิบ ช่วยสร้าง Buffer สภาพคล่องโดยรวมพุ่งสูงถึง 80,000 ล้านบาท

ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC
ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC สามารถโชว์ตัวเลขที่กลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยเพิ่มขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 15,440 ล้านบาท
โดยผลประกอบการในรอบนี้ที่ออกมาดี ไม่ได้เกิดจากความโชคดีของราคาตลาด แต่เกิดจากจุดแข็งทางโครงสร้างพื้นฐานของ PTTGC ดังนี้
- โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ที่เชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้บริหารจัดการความต่อเนื่องในการผลิตได้ดีเยี่ยม
- ความยืดหยุ่นสูงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลวตามสภาวะตลาด และบริษัทฯ ยังมีแผนเตรียมนำเข้าอีเทนต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ ในปี 2572 เพื่อเสริมความได้เปรียบระยะยาว
- การกระจายแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้ PTTGC ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและซัพพลายน้ำมันดิบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินเครื่องผลิตโรงงาน (Operating Rate) ได้เต็มประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC
แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ในแง่ของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระยะยาว (ปี 2569-2573) GC มุ่งเป้าทรานส์ฟอร์มสัดส่วนธุรกิจจากเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) 80% และผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) 20% ไปสู่ สมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อขยับตัวเข้าหาธุรกิจที่มีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้นและคาร์บอนต่ำ โดยมีความคืบหน้าใน 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
- Upstream & Biorefinery (โรงกลั่นชีวภาพ) โดย PTTGC ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี Co-processing นำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) เข้ามาเป็นส่วนผสมในกระบวนการกลั่น โดยเพิ่มกำลังการผลิตจาก 20,000 ตันต่อปี เป็น 80,000 ตันต่อปี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทยังมีความพร้อมในเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และรอคอยความชัดเจนด้านกฎระเบียบของภาครัฐเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มตัว
- Specialty Chemicals (allnex) ซึ่งธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษภายใต้ allnex ทำผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 ได้ดีกว่าแผน และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตสารเพิ่มคุณภาพผิวเคลือบ Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกทวีปยุโรป เพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในฐานผลิตระดับโลกอย่าง China Hub (Jiaxing) และ India Hub (Mahad) อย่างต่อเนื่อง
- Green & Bio ซึ่งมีโครงการโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ครบวงจรของ NatureWorks ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบเดินเครื่องผลิตแล้ว นอกจากนี้ PTTGC ยังร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการหมัก(Fermentation Technology) มาผลิตเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเส้นใยคุณภาพสูง โดยตั้งเป้าสร้างโรงงานระดับ Commercial Scale ภายในปี 2573
- MTP Transformation โดยแผนบูรณาการพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับเอเชียแปซิฟิก รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เครื่องมือแพทย์และดูแลสุขภาพ (Healthcare) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’
เบื้องหลังของการลดต้นทุนที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนของ GC มาจากการทำ Holistic Optimization และการผสานเทคโนโลยี AI ดิจิทัลผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts (Smart Plant, Smart Sales, Smart Work Process)
โดนผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพนี้วัดค่าได้จริง โดยในปี 2568 บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 7,000 ล้านบาท สูงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกสามารถบรรลุผลสำเร็จไปแล้วมากกว่า 50% ของเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573
นอกจากระบบเทคโนโลยีแล้ว GC ยังขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานส่งไอเดียนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันข้ามสายงาน โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พนักงานสามารถนำเสนอไอเดียเพิ่มประสิทธิภาพและลดรายจ่ายได้มากกว่า 1,000 ไอเดีย ซึ่งทั้งหมดได้รับการรวบรวมและกระตุ้นการทำงานผ่านแพลตฟอร์มภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง
รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ
แม้ตัวเลขผลประกอบการจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสนี้ แต่ผู้บริหารของ PTTGC ยืนยันว่าไม่ได้มองสถานการณ์ในแง่ดีเกินไป (Conservative View)
ในด้านภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้นตลาด (Oversupply) ซีอีโอ PTTGC ประเมินว่า สถานการณ์ซัพพลายล้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมทยอยเข้าสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณผู้เล่นรายใหม่ชะลอและไม่ประกาศโครงการ
ก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วเนื่องจากกังวลเรื่องซัพพลายล้นตลาด ซึ่ง PTTGC ได้เตรียมความพร้อมและปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อรองรับวัฏจักรนี้ไว้แล้ว
ส่วนประเด็นคำถามเรื่องนโยบายดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นดีเซล เพื่อสนับสนุนกองทุนน้ำมันตามพระราชกำหนดของภาครัฐ บริษัทร่วมสนับสนุนนโยบายตามกฎหมาย

