ซินมาร์ออง รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา (National Unity Government : NUG) ให้สัมภาษณ์ Nikkei Asia เตือนว่าพลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีและผู้นำรัฐประหารเมียนมา จะใช้การเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ เพื่อแสวงหาความชอบธรรมในประชาคมโลกมากขึ้น หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งและได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
หลังรับตำแหน่ง มินอ่องหล่าย ได้เดินทางไปเยือนอินเดียและจีน ในเดือนมิถุนายน ตามด้วยสปป.ลาว ซึ่งเป็นประเทศแรกในอาเซียน เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยนักวิเคราะห์ด้านการทูต มองว่าเป็นก้าวแรกของมินอ่องหล่าย ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและรัฐบาลเมียนมาในระดับนานาชาติ
Nikkei Asia รายงานว่า การเยือนกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการของมินอ่องหล่าย เป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปของไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้นำการผลักดันทางการทูตนี้ ซึ่งเรียกว่า ‘การมีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป (Calibrated Engagement)’ เพื่อปูทางให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียนได้อีกครั้ง
รัฐมนตรีต่างประเทศของ NUG ซึ่งให้สัมภาษณ์จากสถานที่ที่ไม่เปิดเผย มองว่า การตัดสินใจของประเทศอาเซียนรวมถึงไทยนั้นมีน้ำหนักมาก และไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่าด้วยการให้รางวัลแก่ความพยายามของมินอ่องหล่าย ในการใช้ตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อเข้าถึงพื้นที่ทางการทูตที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้รับ
ซินมาร์ออง ยังเรียกร้องให้อาเซียนพิจารณาถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเมียนมา’ ตั้งแต่ครึ่งแรกของปีนี้ โดยยืนยันว่า การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้นำไปสู่การถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นประชาธิปไตย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การปกครองของรัฐบาลภายใต้เงากองทัพ ดูเหมือนเป็นการปกครองโดยพลเรือน
ส่วนกรณีที่รัฐบาลเมียนมา ยอมผ่อนปรนและอนุญาตให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบอองซานซูจี ที่ถูกคุมขังนับตั้งแต่การรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซินมาร์ออง มองว่า “แม้การเข้าถึงด้านมนุษยธรรมนี้จะเป็นพัฒนาการในเชิงบวก แต่ก็ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นเร่งด่วนในการปล่อยตัวอองซานซูจี, ประธานาธิบดี อูวินมยิน และนักโทษการเมืองทั้งหมดโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข”
“ไม่ควรพิจารณาให้การเข้าถึงด้านมนุษยธรรมดังกล่าว เป็นสิ่งทดแทนการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่มีความหมาย ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ” เธอกล่าว
อ้างอิง:


