เราเชื่อว่าแฟนผลงานของเจ้าพ่อ Christopher Nolan ที่หลายคนเดินออกจากโรงพร้อมความรู้สึกว่า The Odyssey คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ทั้งยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดของปี แต่สำหรับสายท่องเที่ยวแบบเรา สิ่งที่อดสงสัยไม่ได้หลังดูจบกลับเป็นคำถามง่ายๆ ว่าเขาถ่ายทำกันที่ไหนบ้าง?
ประเด็นสำคัญ
แม้ในภาพยนตร์บางส่วนจะสร้างขึ้นในสตูดิโอ แต่ตามสไตล์ของโนแลนเขาก็ยังคงเลือกใช้โลเคชันจริงเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่อง แทนการพึ่งพา Green Screen และ CGI ให้มากที่สุด ตั้งแต่ป้อมปราการโบราณริมทะเลในกรีซ เมืองกลางทะเลทรายของโมร็อกโก ไปจนถึงหาดทรายดำในไอซ์แลนด์ ทุกสถานที่ถูกคัดเลือกเพื่อให้โลกในมหากาพย์ของโฮเมอร์ดูสมจริงที่สุด
และนี่คือ 5 โลเคชันจริง ที่โนแลนเลือกใช้เป็นโลเคชันถ่ายทำ ซึ่งแต่ละที่ไม่เพียงทำให้มหากาพย์เรื่องนี้สมจริงขึ้น แต่ยังอาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางทั่วโลก



1. กรีซ (Greece)
ไม่มีประเทศไหนเหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นของ The Odyssey มากไปกว่ากรีซ เพราะนี่คือบ้านเกิดของโอดีสซุสและฉากหลังของมหากาพย์ที่โฮเมอร์บันทึกไว้เมื่อหลายพันปีก่อน โนแลนเลือกปักหมุดถ่ายทำใน Messenia ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งยังคงรักษาภูมิประเทศและบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงโลกยุคโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
หนึ่งในโลเคชันสำคัญคือ Nestor’s Cave ถ้ำโบราณที่ตั้งอยู่เหนือ Voidokilia Beach ชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวอันโด่งดัง ตามตำนานกรีก ถ้ำแห่งนี้เชื่อมโยงกับกษัตริย์เนสเตอร์แห่งเมืองไพลอส และยังถูกใช้เป็นโลเคชันสำหรับฉากถ้ำของ โพลีฟีมัส (Polyphemus) ไซคลอปส์ตาเดียว
นอกจากนี้ทีมงานยังเข้าถ่ายทำที่ Acrocorinth ป้อมปราการโบราณบนยอดเขาซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านสำคัญของกรีก ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำอย่างเป็นทางการ เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของโลกกรีกโบราณให้สมจริงที่สุด



2. อิตาลี (Italy)
หากกรีซคือจุดกำเนิด อิตาลีก็คือสถานที่ที่การเดินทางของโอดีสซุสถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด โดยเฉพาะเกาะ Favignana นอกชายฝั่งซิซิลี ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นแรงบันดาลใจของ ‘เกาะแพะ’ (Goat Island) ที่ปรากฏในบทประพันธ์ของโฮเมอร์
ส่วน Castello di Santa Caterina ปราสาทบนยอดเขาสูงราว 900 ฟุต ถูกใช้เป็นฉากภายนอกของ พระราชวังอิธากา บ้านของโอดีสซุสและเพเนโลพี โดยนักแสดงและทีมงานต้องเดินขึ้นเส้นทางภูเขาราว 45 นาทีทุกวันตลอดช่วงการถ่ายทำ เพื่อให้ได้ภาพของพระราชวังที่ตั้งตระหง่านเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างสมจริง
นอกจาก Favignana แล้ว ทีมงานยังยกกองไปถ่ายทำในหมู่เกาะภูเขาไฟ Aeolian Islands ได้แก่ Lipari, Basiluzzo และ Vulcano ซึ่งถูกใช้แทนดินแดนของ Aeolus เทพแห่งสายลม ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ภูเขาไฟ และทะเลสีเข้ม ทำให้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทอดความรู้สึกลึกลับและอันตรายของการเดินเรือในมหากาพย์ได้อย่างลงตัว


3. สกอตแลนด์ (Scotland)
ชายฝั่ง Moray Firth ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์เป็นหนึ่งในพื้นที่ถ่ายทำสำคัญของ The Odyssey ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูง ปราสาทโบราณ ชายหาดอันเงียบสงบ และป่าสนริมทะเล ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศของโลกในตำนานได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งฉากที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์
หนึ่งในสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดคือ Findlater Castle ซากปราสาทยุคกลางที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาเหนือทะเล Moray Firth ทีมงานใช้เวลาถ่ายทำที่นี่ราวหกสัปดาห์ พร้อมปิดพื้นที่ชั่วคราวและสร้างองค์ประกอบของฉากเพิ่มเติมให้กลมกลืนกับภูมิประเทศเดิม ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในโลเคชันที่โดดเด่นที่สุดของการถ่ายทำในสกอตแลนด์
อีกหนึ่งโลเคชันที่น่าสนใจคือ Culbin Forest ป่าสนริมชายฝั่งใกล้เมือง Forres ซึ่งทีมงานใช้ถ่ายทำนานเกือบสองสัปดาห์ ภาพในภาพยนตร์เผยให้เห็นโอดีสซุสและลูกเรือเดินฝ่าป่าแห่งนี้ ก่อนจะเผชิญหน้ากับเหล่ายักษ์ระหว่างการเดินทางกลับอิธากา ทำให้ป่าอันเงียบสงบแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฉากที่สร้างบรรยากาศลึกลับและตึงเครียดที่สุดของเรื่อง


4. ไอซ์แลนด์ (Iceland)
หลังจากเคยใช้ภูมิประเทศของไอซ์แลนด์เป็นฉากสำคัญใน Batman Begins และ Interstellar โนแลนก็หวนกลับมาถ่ายทำที่นี่อีกครั้งใน The Odyssey โดยเลือกโลเคชันอย่าง Reynisfjara Beachใน Hjörleifshöfði ซึ่งเต็มไปด้วยหาดทรายดำ หน้าผาหินขนาดใหญ่ และภูมิทัศน์ที่ดูราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง จนหลายสื่อคาดว่าโลเคชันแห่งนี้ถูกใช้ถ่ายทอดบรรยากาศของดินแดนลี้ลับอย่าง เฮดีส (Hades)
การถ่ายทำในไอซ์แลนด์ใช้เวลาราว 12 วัน พร้อมทีมงานกว่า 1,000 คน และบริเวณ Landeyjahöfn ริมชายฝั่งทางใต้ ยังถูกใช้สร้างเรือขนาดยักษ์สำหรับการถ่ายทำฉากเดินเรือในมหากาพย์ โดยมีเอ็กซ์ตร้าชาวไอซ์แลนด์กว่า 450 คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรดักชันครั้งนี้


5. โมร็อกโก (Morocco)
ประเทศสุดท้ายคือ โมร็อกโก ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองโบราณและภูมิประเทศทะเลทราย โดยโนแลนเลือกถ่ายทำในหลายพื้นที่ ทั้ง Aït Benhaddou ป้อมดินโบราณอายุกว่า 1,000 ปีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO รวมถึงเมือง Marrakech และเมืองชายฝั่ง Essaouira ทำให้บรรยากาศของโลกโบราณถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริงโดยแทบไม่ต้องสร้างฉากใหม่
หนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของภาพยนตร์คือ ฉากม้าโทรจัน ซึ่งถ่ายทำบนชายหาดของเมือง Essaouira โดยโนแลนเคยเปิดเผยว่า เขาจินตนาการถึงภาพของม้าไม้ขนาดมหึมาที่ถูกฝังอยู่ครึ่งหนึ่งในผืนทรายมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างที่เคยมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ Troy แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้น แต่กว่า 20 ปีต่อมา เขาก็ได้นำภาพที่อยู่ในหัวมาตีความใหม่และถ่ายทอดออกมาจริงใน The Odyssey จนกลายเป็นหนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของภาพยนตร์




สำหรับเราแล้วสิ่งที่ทำให้เจ้าพ่อภาพยนตร์อย่างโนแลนต่างจากผู้กำกับหลายคนในยุคนี้ คือการที่เขามองว่า ‘สถานที่’ ไม่ใช่เพียงฉากหลังเฉยๆ แต่เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของภาพยนตร์ อย่างความร้อนระอุของทะเลทรายในโมร็อกโก ความเวิ้งว้างของชายฝั่งสกอตแลนด์ หรือความเหนือจริงของธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ ต่างช่วยสะท้อนอารมณ์ของการเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยบททดสอบของโอดีสซุสได้อย่างทรงพลัง
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลังดูจบ หลายคนไม่ได้อยากกลับไปดูหนังซ้ำเพียงอย่างเดียว แต่อยากออกเดินทางไปเห็นสถานที่จริงเหล่านี้ด้วยตาของตัวเองสักครั้ง
ภาพ: Arch-Exist

