เมื่อวานนี้ (27 กรกฎาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดงานแถลงข่าวสรุปผลการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล (16-20 กรกฎาคม) โดย จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในหลากหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการเน้นย้ำว่า รัฐบาลจีนและสถานทูตจีนมีจุดยืนอย่างชัดเจนในการเรียกร้องให้ผู้ประกอบการและพลเมืองจีนที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมไปถึงการคุ้มครองและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กฎหมายแรงงาน การเสียภาษี การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
ทูตจีนเน้นย้ำว่า ทางการจีนจะ ‘ไม่สนับสนุน’ บริษัทใดๆ ที่ดำเนินการผิดกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงข้อบังคับเด็ดขาด หากมีการกระทำผิด เช่น การหลีกเลี่ยงภาษี การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย จีนสนับสนุนฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและดำเนินการปราบปรามตามกฎหมายของไทยและกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO)
อย่างไรก็ตาม ทูตจีนได้ชี้แจงว่า กรณีการทำผิดกฎหมายนั้นเป็นเพียงพฤติกรรมของ ‘คนส่วนน้อย’ หรือเป็นกรณีเฉพาะเจาะจง ‘ไม่ได้สะท้อนภาพรวม’ ของกลุ่มนักลงทุนจีนทั้งหมด ธุรกิจจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามานั้นมีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่เคารพกฎหมาย มุ่งหวังที่จะร่วมพัฒนาไปกับสังคมท้องถิ่น และพร้อมสร้างผลประโยชน์ให้ตกถึงมือประชาชนชาวไทย
การส่งเสริมการค้า การลงทุน และการสร้างงาน
ทูตจีนกล่าวว่า การเข้ามาของทุนจีนในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ ‘การลงทุนที่มีคุณภาพสูง’ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์พลังงานใหม่ (EV), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งไม่ได้นำมาแค่เม็ดเงินลงทุน แต่ยังนำพาเทคโนโลยี การจ้างงาน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศไทยอีกด้วย เฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ EV มีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนแล้วกว่า 90,000 ล้านบาท สร้างตำแหน่งงานทางตรงได้มากกว่า 10,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ จากการเจรจาระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย มีบริษัทจีน 4 แห่งเตรียมเข้ามาลงทุนเพิ่มอีกถึง 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่ได้อีกหลายหมื่นตำแหน่ง
การลงทุนยังมุ่งเน้นการสร้างตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะสูง เช่น วิศวกร นักวิจัยและพัฒนา ช่างเทคนิค และบุคลากรสายบริหาร ปัจจุบันมีการฝึกอบรมวิศวกรไทยไปแล้วกว่า 2,000 คน ส่งช่างเทคนิคกว่า 1,500 คนไปอบรมที่จีน และมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทยกว่า 10 แห่ง โดยได้รับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงานแล้วกว่า 1,000 คน
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ‘สินค้าจีนราคาถูก’ ที่ทะลักเข้าไทยนั้น ทูตจีนชี้แจงว่า สินค้าราคาถูก ‘ไม่ได้แปลว่า’ แข่งขันไม่เป็นธรรมเสมอไป แต่อาจเกิดจากขนาดเศรษฐกิจ (Economies of Scale) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพให้ผู้บริโภคชาวไทย และทำให้ผู้ประกอบการไทยได้วัตถุดิบและเครื่องจักรในราคาที่ถูกลง
โดยการแก้ปัญหานี้ในระยะยาวนั้น ทูตจีนระบุว่า การกีดกันทางการค้าไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง แต่ต้องมุ่งเน้นที่การยกระดับอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับความท้าทาย พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลศุลกากร ตรวจสอบมาตรฐาน และกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ภาพรวมของการเข้ามาของทุนจีนในยุคปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ระดับ ‘หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว’ โดยจีนไม่ได้มองไทยเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า แต่เป็นหุ้นส่วนที่จะต้องเติบโตและพึ่งพาอาศัยกันแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) แม้ในกระบวนการนี้จะยังคงมีความท้าทาย ทั้งในประเด็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของคนบางกลุ่มหรือผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้า ซึ่งรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายและการกำกับดูแลจัดการอย่างเคร่งครัด แต่เป้าหมายสูงสุดของความสัมพันธ์คือ การยกระดับความร่วมมือไปสู่การบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรม การแบ่งปันเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคมนี้ จะเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของไทย และขับเคลื่อน ‘ประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน’ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้วผลประโยชน์จากการพัฒนาจะตกถึงมือประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในการให้สัมภาษณ์ ทูตจีนจะเน้นย้ำจุดยืนที่เรียกร้องให้ธุรกิจจีนต้องรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนพร้อมสนับสนุนทางการไทยในการตรวจสอบปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับชุมชน แต่ก็ไม่ได้มีการให้รายละเอียดหรือกล่าวถึง ‘กรณีสารพิษในแม่น้ำกก’ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลในสังคมไทยขณะนี้แต่อย่างใด
ภาพ: THE STANDARD


