EU CBAM เป็นปัจจัยกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางการค้า
มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน และเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกติกาการค้าโลกที่นำ “ต้นทุนคาร์บอน” เข้ามาเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับต้นทุนการผลิตแบบเดิม
ประเด็นสำคัญ
- .EU CBAM เป็นปัจจัยกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางการค้า
- ในระยะข้างหน้า มาตรการจัดการคาร์บอนข้ามพรมแดนจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียง EU เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก
- ไทยยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- การผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้อยู่ใน Green supply chain อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการของทุกภาคส่วน
ในระยะต่อไป EU มีแนวโน้มขยายขอบเขตการบังคับใช้ไปยังสินค้าปลายน้ำเพิ่มเติมอีกกว่า 180 รายการ ภายในปี 2028 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมที่มีการส่งออกสินค้าไปยัง EU และมีความเสี่ยงจากต้นทุนคาร์บอนแฝง (Embedded emissions) ในตัวสินค้า ซึ่งหากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสำคัญนี้
ในระยะข้างหน้า มาตรการจัดการคาร์บอนข้ามพรมแดนจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียง EU เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก
ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต่างเริ่มเดินหน้าประกาศใช้นโยบายในรูปแบบเดียวกัน อาทิ สหราชอาณาจักรที่เตรียมบังคับใช้ UK CBAM ในปี 2027 และสหรัฐอเมริกาที่ผ่านกฎหมาย PROVE IT Act เพื่อจัดทำฐานข้อมูลความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนเพื่อวางนโยบายภาษีคาร์บอนในอนาคต รวมถึงออสเตรเลียที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการ Border Carbon Adjustment (BCA) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนเพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอนสำหรับสินค้ากลุ่มซีเมนต์และเหล็ก
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ไทยต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดค่าคาร์บอนแฝงในผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาระต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน เป็นการสร้างโอกาสทางการค้าในโลกยุคคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งใน Green supply chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก
ไทยยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีการเตรียมความพร้อมเชิงรุก แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การเข้าถึงพลังงานสะอาดยังมีข้อจำกัดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและมีอุปสรรคด้านต้นทุน การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีคาร์บอนที่ได้รับมาตรฐานสากล ความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายสำคัญ อาทิ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้ต้นทุนการปรับตัวของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
การผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้อยู่ใน Green supply chain อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการของทุกภาคส่วน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการวางนโยบาย เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยคาร์บอน ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ปรับปรุงกลไกตลาดคาร์บอน และเพิ่มทรัพยากรบุคคลในการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับมาตรฐานสากล
ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการจัดทำบัญชีคาร์บอนที่แม่นยำและตรวจสอบได้ เพื่อเลี่ยงภาระภาษีส่วนเกิน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และคัดเลือกซัพพลายเออร์และวัตถุดิบที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ต้องเป็นพันธมิตรในการเปลี่ยนผ่าน โดยส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว (Green finance) ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และใช้เครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ ESG รวมถึงการใช้ ESG Scores ในการประเมิน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคด้านต้นทุนเทคโนโลยีและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/CBAM-170626

