วันนี้ (18 มิถุนายน) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5, กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และสถานีตำรวจภูธรเวียงแก่น สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างทะเบียน G เทา เพื่อปราบปรามขบวนการทุจริตนำบุคคลต่างชาติมาสวมตัวเป็นเด็กนักเรียนรหัสอักษร G ในการจัดทำบัตรประจำตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ในปฏิบัติการครั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 27 หมายจับ มีผู้ต้องหาจำนวน 22 ราย ซึ่งประกอบด้วยอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น 1 ราย, สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) 2 ราย และบุคคลผู้สวมรายการอีก 19 ราย
พร้อมกันนี้ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 6 จุด ได้แก่ บ้านพักและบ้านพักภรรยาของอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ในพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้งและอำเภอเมืองเชียงราย, บ้านพักของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 2 จุด, บ้านพักของบุคคลผู้สวมรายการในอำเภอดอยหลวง และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเวียงแก่น
พล.ต.อ. สำราญ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งด่านตรวจความมั่นคงเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 และตรวจพบชายต่างชาติลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยตรวจค้นพบเงินสดจำนวน 140,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาให้การอ้างว่าเตรียมนำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้ในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน นำมาสู่ข้อสังเกตว่าอาจมีการทุจริตเชิงระบบในการจัดทำทะเบียนนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยรหัสอักษร G เพื่อนำบุคคลต่างชาติมาสวมสิทธิ์ทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่อำเภอเวียงแก่นจำนวน 4 ราย ชุดสืบสวนจึงได้ทำการขยายผลอย่างละเอียด
จากแนวทางการสืบสวนเชิงลึกพบว่า บุคคลต่างชาติที่เข้ามาสวมสิทธิ์มีหลากหลายสัญชาติ ทั้งจีน เมียนมา ลาว และเวียดนาม ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือเครือข่ายยาเสพติด โดยเมื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้รับบัตรประจำตัวดังกล่าวไปแล้ว จะสามารถใช้ชีวิตและได้รับสิทธิ์ต่างๆ เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ทั้งการเดินทาง การเปิดบัญชีธนาคาร การทำธุรกรรมทางการเงิน และอาจนำไปสู่การขอสัญชาติไทยโดยมิชอบในอนาคต รวมทั้งเป็นช่องทางในการนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาฟอกเงินหรือซื้อทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ จากการสอบปากคำผู้สวมบัตรบางรายระบุว่า ภายในกลุ่มลับของชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าสามารถจัดทำบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ได้
โดยมีตัวการประสานงานคือชายสัญชาติเมียนมา ทราบชื่อคือ ตูน ลิน (TUN LIN) อายุประมาณ 50 ปี อาศัยอยู่ที่ท่าขี้เหล็ก ซึ่งเรียกเก็บค่าดำเนินการในราคาใบละ 100,000 บาท ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบย้อนหลังในช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง 2568 พบพฤติการณ์นำบุคคลต่างชาติมาสวมรายการนักเรียนรหัสอักษร G ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่นที่มีความผิดปกติและน่าเชื่อว่าเป็นการกระทำความผิดแล้วมากกว่า 200 ราย
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกับกรมการปกครองและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการเดินหน้าขยายผลกวาดล้างขบวนการดังกล่าวในทุกมิติ เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป


