ทางการไทยกำลังเร่งกวาดล้างธุรกิจที่อ้างว่าเป็นของคนไทย แต่แท้จริงอยู่ภายใต้การควบคุมของทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่ออิทธิพลของทุนจีนที่แผ่เข้าครอบงำภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมะพร้าวที่ราคาดิ่งลงอย่างหนักจนเกษตรกรแทบไม่เหลือกำไร
ประเด็นสำคัญ
ตามรายงานของ Nikkei Asia ธันวา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าววัย 53 ปี ในจังหวัดราชบุรี ที่สืบทอดสวนมะพร้าวกว่า 1,000 ต้นบนที่ดิน 48,000 ตารางเมตรจากพ่อเมื่อ 30 ปีก่อน เปิดเผยว่าสวนของเขาขาดทุนต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และ “หากบริษัทจีนยังครองอุตสาหกรรมมะพร้าวต่อไป ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเลี้ยงชีพ”
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปราวปี 2024 เมื่อมีพ่อค้าคนกลางที่เชื่อมโยงกับกิจการจีนเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามะพร้าวเริ่มร่วงลง จนปัจจุบันเหลือเพียงลูกละ 3 บาท หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของราคาเดิม โดยบริษัทจีนที่มีช่องทางจำหน่ายในจีนได้เปรียบเหนือห่วงโซ่อุปทานมะพร้าว และกดราคารับซื้อให้ต่ำที่สุด
รัฐกวาดล้างนอมินี ยกเป็นภัยความมั่นคง
ตามกฎหมายไทย บริษัทที่มีทุนต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไปจะถือเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งถูกห้ามไม่ให้ประกอบธุรกิจภาคเกษตรหรือถือครองที่ดิน แต่จากข้อมูลของแหล่งข่าวภาครัฐที่ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia บริษัทจีนหลายแห่งเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยการยืมชื่อคนไทยมาถือหุ้นข้างมากในฐานะบริษัทสัญชาติไทย
แม้ในนามจะเป็นของคนไทย แต่อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงกลับอยู่ในมือบริษัทจีนที่อยู่เบื้องหลัง และในบางกรณีบริษัทจีนยังใช้ผู้ถือหุ้นนอมินีเหล่านี้เข้าซื้อสวนมะพร้าวด้วย
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุกับ Nikkei Asia ว่า การใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นแทนหรือ ‘นอมินี’ มีมานานและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ
ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มตรวจสอบบริษัทที่เชื่อมโยงกับทุนจีน 15 แห่ง ที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งนอกจากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายแล้ว หลายกรณียังพบการแจ้งกำไรต่ำกว่าจริงและเลี่ยงภาษี โดยลักษณะคล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการด้วย
ขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการได้เพิ่มเงื่อนไขการจดทะเบียนบริษัท โดยกำหนดให้ผู้ยื่นต้องแสดงเอกสารยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจการรับจ้างถือหุ้นแทน ส่วนผู้ฝ่าฝืนกฎหมายนอมินีต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท
อิทธิพลทุนจีนที่แผ่ขยายในภาคเกษตร
การยืมชื่อทำธุรกิจเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามการขยายอิทธิพลของจีน โดย Nikkei Asia ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2025 จำนวนใบอนุญาตทำงานที่ออกให้ชาวจีนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน แตะระดับ 56,202 ใบ
ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากจีนที่ไทยอนุมัติเมื่อปีก่อนทำสถิติสูงสุดที่ 1.981 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2024
ด้าน สิทธิพล เลาหะวานิช สส. พรรคประชาชน ระบุกับ Nikkei Asia ว่า จากสถิติและข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทจีนมีแนวโน้มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการยืมชื่อทำธุรกิจจริง พร้อมเรียกร้องให้แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ South China Morning Post ซึ่งรายงานเรื่องนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่านักธุรกิจจีนควบคุมธุรกิจการค้าผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.96 แสนล้านบาท) โดยมีทั้งการร่วมกำหนดราคา, การถือครองสวนและโกดังอย่างผิดกฎหมาย และลามไปถึงตลาดทุเรียน, ส้มโอ, มะม่วง และมังคุด
อนึ่ง ทิศทางการกวาดล้างของไทยสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเมื่อปีก่อนเวียดนามได้แก้กฎหมายให้ธุรกิจต้องเปิดเผยผู้ที่มีอำนาจควบคุมกิจการอย่างแท้จริง ส่วนกัมพูชาก็ออกกฎให้ตรวจสอบประวัติกรรมการและบุคลากรอย่างเข้มงวดขึ้น
กลไกกดราคาที่เกษตรกรไร้อำนาจต่อรอง
ผลกระทบต่อเกษตรกรสะท้อนชัดผ่านรายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนมีนาคม ที่ระบุว่า สุพล เห่าเจริญ เกษตรกรวัย 81 ปี และ ลำดวน ภรรยาวัย 74 ปี ในจังหวัดสมุทรสาคร ต้องดูแลต้นมะพร้าวน้ำหอมกว่า 300 ต้น ทั้งที่ราคาตกต่ำลงทุกปี
ลำดวนเล่าว่า ก่อนการระบาดของโควิด มะพร้าวน้ำหอมเคยขายได้ลูกละ 20 บาท แต่ราคาค่อยๆ ลดลงจาก 10 บาท เหลือ 5 บาท และเมื่อเดือนมีนาคมแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ลูกละ 2 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้อปุ๋ย
South China Morning Post ระบุว่า ขณะนั้นอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยถูกควบคุมโดยกลุ่มบริษัทที่ผูกขาดตลาดเพียง 6-7 ราย ที่จดทะเบียนในนามคนไทย แต่ถูกกล่าวหาว่ามีนักลงทุนจีนเป็นเจ้าของที่แท้จริง บริษัทเหล่านี้เป็นผู้กำหนดราคาเอง จนพ่อค้าคนกลางดั้งเดิมอย่าง ‘ล้ง’ ถูกลดบทบาท และบีบอัตรากำไรของเกษตรกรให้เหลือน้อยที่สุด
โดยเมื่อเดือนมีนาคม ตำรวจได้เข้าตรวจค้นโกดังและโรงงานแปรรูปในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้ามะพร้าวของไทย
ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า การผูกขาดห่วงโซ่อุปทานทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้กดราคารับซื้อจากเกษตรกรไทยเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท แต่กลับส่งออกในราคาลูกละ 35-50 บาท สร้างกำไรมหาศาลที่ไหลออกนอกประเทศ
ขณิฏฐา ภาคินามหังค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าเกษตรจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า ในตลาดผลไม้ทุกชนิดที่ส่งไปจีน คำสั่งซื้อล้วนมาจากผู้ซื้อจีนที่กำหนดทั้งชนิด, ปริมาณ และราคา ขณะที่เกษตรกรไทยตัวเล็ก กระจัดกระจาย และทำตามฤดูกาล จึงแทบไม่มีอำนาจต่อรอง
เธอเตือนว่าทุนจีนมีขนาดใหญ่และคล่องตัวพอที่จะแทรกเข้าไปได้ในธุรกิจทุกชั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการครอบครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อผลักความเสี่ยงทั้งหมดให้ตกอยู่กับเกษตรกรไทย
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569
อ้างอิง:
- https://asia.nikkei.com/business/agriculture/thailand-cracks-down-on-foreign-enterprises-that-pretend-to-be-local
- https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3346531/inside-coconut-cartel-how-chinese-money-squeezes-thai-farmers

