บอร์ด ธ.ก.ส. ไฟเขียว ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ย 3% เกษตรกรจ่ายเอง 3% กู้ได้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท กำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน
วันนี้ (17 มิถุนายน) ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบดำเนินโครงการ ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ตามนโยบายรัฐบาล
กำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ โครงการจะสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรนำไปใช้จัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนในภาคการเกษตร
เปิดเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ
เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้
นอกจากนี้ ผู้กู้จะต้องผ่านการอบรมหรือพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) จาก ธ.ก.ส. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน และต้องนำเงินกู้ไปใช้จัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ หรือช่องทางอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด
สำหรับเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการ จะต้องเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยกรมการค้าภายในจะกำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรฐาน
วงเงินกู้สูงสุด 1 แสนบาทต่อราย ชำระคืนภายใน 12 เดือน
ภายใต้โครงการดังกล่าว เกษตรกรสามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขโครงการครบถ้วน ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยที่เกษตรกรต้องรับผิดชอบเหลือเพียง 3% ต่อปี
ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน และต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2572 โดยผู้กู้ต้องรับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ธนาคารหักชำระหนี้จากบัญชีดังกล่าว
โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2572 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของเกษตรกรในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายรัฐบาล.

