×

3 ใบแดง และ 1 ประตูที่เปี่ยมความหมายของ ราอูล ฮิเมเนซ ในเกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2026

12.06.2026
  • LOADING...
ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าเม็กซิโกฉลองประตูในฟุตบอลโลก 2026

หลังจากต้องลุ้นกันมาอย่างยาวนานว่าจะได้รับชมฟุตบอลโลก 2026 แบบถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ สุดท้ายก่อนการแข่งขันเปิดฉาก 28 ชั่วโมง แฟนบอลชาวไทยก็ได้รับการยืนยันว่า จะยังได้ดูการแข่งขันแบบถูกลิขสิทธิ์กันต่อไป และจะได้ดูต่อเนื่องถึง 2 ครั้งในปี 2026 และ 2030

 

อย่างไรก็ตาม การดูฟุตบอลโลกแบบถูกลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการรับชมแบบฟรีๆ ทั้งหมด โดยจะมีเกมที่ถ่ายทอดสดทางฟรีทีวี ราว 40-50 เกม ซึ่งรวมถึงเกมเปิดสนาม และ เกมนัดชิงชนะเลิศด้วย

 

และนั่นนำมาสู่การรับชมฟุตบอลโลกเมื่อคืนที่ผ่านมาของใครหลายคน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคอกีฬาชาวไทยเช่นกัน

 

ฟุตบอลโลก 2026 เริ่มต้นอย่างเป็นทางการด้วยพิธีเปิดการแข่งขัน โดยพิธีเปิดเน้นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแอซเท็ก และมีนักแสดงในชุดพื้นเมืองสีสันสดใส โดยมี ไลลา ดาวน์ กล่าวต้อนรับแฟนบอลทั่วโลกทั้งภาษาภาษาสเปนและอังกฤษ

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ ชสกีรา นักร้องสาวชื่อดัง ที่กลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งในฟุตบอลโลก โดยร่วมแสดงกับ เบอร์นา บอย ศิลปินชาวไนจีเรียในเพลง “Dai Dai” ซึ่งเป็นเพลงประจำการแข่งขันครั้งนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีศิลปินอื่น ๆ ที่ร่วมสร้างสีสัน อาทิ แดนนี โอเชียน ร่วมกับเหล่านักแสดงชุดพื้นเมืองในเพลง “Partidazo” ตามมาด้วย เบลินดา และ ลอสแองเจลิส อาซูเลส นำเสนอเพลง “Por Ella” ในรูปแบบวัฒนธรรมผสมผสาน หลังจากนั้น มาน่า วงป๊อปร็อกระดับตำนานของเม็กซิโก นำเพลงฮิตปี 1992 อย่าง “Oye Mi Amor” มาขับร้อง ก่อนที่ เจ บัลวิน และ ไรอัน กาสโตร จะจัดเต็มด้วยเพลงเมดเลย์ รวมถึงเพลง “I Like It”,

 

ขณะที่พิธีทางการ ก็มีการต้อนรับจากทูตฟุตบอลโลก Salma Hayek Pinault นักแสดงชื่อดังในฐานะทูตการแข่งขัน ได้ขึ้นกล่าวต้อนรับธงจากทั้ง 48 ประเทศ ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ โดยยังมีการเปิดภาพฟุตบอลโลกปี 1986 ที่เม็กซิโกเคยเป็นเจ้าภาพบนจอยักษ์ เพื่อย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ฟุตบอลในสนามแห่งนี้

 

โดยแฟนๆ ในสนาม เอสตาดิโอ อัซเตกา เรียกได้ว่าสุดยอดมากๆ เพราะเต็มไปด้วยแฟนบอลในชุดสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีเหย้าของทีมชาติเม็กซิโก และมีสีเหลืองของแอฟริกาใต้ แซมๆ ให้เห็น โดยพิธีเปิดสิ้นสุดลงด้วยการจุดพลุควันสีแดงและเขียวเพื่อสัญญาณเริ่มการแข่งขันนัดแรก

 

ในส่วนของเกมการแข่งขัน หลายคนคงทราบกันแล้วว่า เกมนัดเปิดสนามจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าภาพ 2-0 ในเกมที่ เม็กซิโก เหลือผู้เล่น 10 คน และ แอฟริกาใต้ เหลือผู้เล่น 9 คน

 

ใบแดงใบแรก เป็นของ ยาย่า ชิโฮเล่ ของ แอฟริกาใต้ ที่ถูกไล่ออกจากการทำฟาวล์ ไบรอัน กูเตร์เรซ ในจังหวะที่กำลังจะหลุดเดี่ยวไปทำประตู ซึ่งเป็นการขัดขวางโอกาสในการทำประตูที่ชัดเจน

 

หลังจากนั้น ยังเป็น แอฟริกาใต้ ที่มาโดนใบแดงที่ 2 หลัง เธมบา ซวาเน่ ถูกไล่ออกหลังจาก VAR ตรวจสอบพบพฤติกรรมรุนแรงจากการปะทะกับ โรแบร์โต อัลวาลาโด ใบแดงนี้ถือว่าค่อนข้างน่ากังขา เนื่องจากเป็นการใช้ฝ่ามือปะทะ ไม่ได้กำหมัดแน่นซึ่งมักเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงที่ VAR ใช้พิจารณา

 

ปิดท้ายใบแดงที่ 3 เป็นของฝั่งเม็กซิโก ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากการทำฟาวล์ของ เซซาร์ เมนเตส ที่ไปฟาวล์ใส่ คูลิโซ มูเดา ในลักษณะขัดขวางโอกาสในการทำประตูที่ชัดเจนเช่นกัน แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนก้ำกึ่งแต่ภาพช้ายืนยันว่าเป็นการตัดสินที่สมเหตุสมผลเพราะไม่มีผู้เล่นฝ่ายรับคนอื่นคอยซ้อนแล้ว

 

การแจกใบแดงถึง 3 ใบ ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เนื่องจากในฟุตบอลโลกสองครั้งล่าสุด (รัสเซีย 2018 และกาตาร์ 2022) มีใบแดงเกิดขึ้นเพียงครั้งละ 4 ใบตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์เท่านั้น สถิตินี้ทำให้เกิดคำถามว่าผู้ตัดสินกำลังเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่

 

แม้จะมีการแจกใบแดงถึง 3 ใบในนัดเดียว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นเพียง “ความผิดปกติทางสถิติ” หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น เนื่องจากใบแดงจากการตัดสินในสนาม 2 ใบนั้นถือว่าถูกต้องตามกฎ และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผู้ตัดสินในฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเข้มงวดขึ้นตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ที่มีการแข่งขันถึง 104 นัด

 

อย่างไรก็ตาม สถิติใบแดงมากที่สุดใน 1 ทัวร์นาเมนต์ เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ที่ตอนนั้นมีใบแดงทั้งสิ้น 28 ใบ และการเปิดแมตช์แรกแมตช์เดียวด้วยใบแดง 3 ใบ ขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 103 แมตช์ ก็มีโอกาสเช่นกัน ที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ จะทำลายสถิติใบแดงสูงสุดของฟุตบอลโลก 2006 ลง

 

อีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือการทำประตูของ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโกสร้างผลงานที่น่าจดจำในนัดเปิดสนาม โดยการทำประตูช่วยให้เม็กซิโกเอาชนะแอฟริกาใต้ไปได้ 2-0

 

ประตูนี้มีความหมายต่อเขาอย่างยิ่ง เนื่องจากในปี 2020 เขาเคยประสบอุบัติเหตุทางศีรษะอย่างรุนแรงจนกะโหลกศีรษะร้าวและเกือบเสียชีวิตในสนามแข่งขัน

 

อุบัติเหตุดังกล่าว ทำให้เขาพลาดการไปลงเล่นในฟุตบอลโลก 2022 และนั่นเป็นเรื่องที่เขาเจ็บปวดเป็นอย่างมาก และรอโอกาสที่จะได้ไปสัมผัสฟุตบอลโลก 2026 มาอย่างยาวนาน

 

การกลับมาฟุตบอลโลกอีกครั้งในวัย 35 ปี ของฮิเมเนซ หลังจากลงเล่นครั้งสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2018 เขาทำประตูได้ในนาทีที่ 67 จากการโหม่งลูกครอสของโรแบร์โต อัลวาราโด ซึ่งทำให้เขาถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตันใจและชี้มือขึ้นไปบนฟ้าเพื่ออุทิศประตูนี้ให้กับคุณพ่อของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ประตูนี้สำหรับเขา มันมีความหมายมากมาย ทั้งการก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย หลังต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายนานถึง 8 เดือนกว่าจะกลับมาลงสนามได้ เพราะอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ และการก้าวผ่านภาระทางจิตใจที่พลาดฟุตบอลโลกครั้งก่อน

 

แม้จะเคยผ่านฟุตบอลโลกมาแล้ว 3 ครั้ง (2014, 2018, 2022) แต่ที่ผ่านมาเขาลงเล่นในฐานะตัวสำรองทั้ง 6 นัด เกมนี้จึงถือเป็นการลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลกของเขา

 

นอกจากนี้ ประตูนี้เป็นประตูที่ 46 ของเขากับทีมชาติจากการลงสนาม 125 นัด ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นดาวยิงสูงสุดอันดับ 2 ตลอดกาลของเม็กซิโกร่วมกับนักเตะระดับตำนาน โดยตามหลังเพียง ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ (52 ประตู) เท่านั้น

 

ความสำเร็จในครั้งนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากเหล่านักวิจารณ์ โดยแกรี เนวิลล์ และเอียน ไรท์ ต่างมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และสะเทือนอารมณ์ที่สุดครั้งหนึ่งในโลกฟุตบอล เมื่อพิจารณาจากความพยายามและการต่อสู้กับอาการบาดเจ็บที่คุกคามชีวิตของฮิเมเนซด้วย

 

#TheStandardSport #WC2026 #ฟุตบอลโลก #Mexico #raúljiménez

 

ภาพ: Chris Brunskill/Fantasista / Getty Images

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising