“ข้อความจากผมถึงแฟนๆ ทุกคนคือ” ลิโอเนล เมสซี กล่าวด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง หลังจากที่อาร์เจนตินาแพ้ต่อซาอุดีอาระเบียแบบช็อกโลกในเกมแรกของพวกเขาของศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์
“ขอให้มีศรัทธา พวกเราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง”
แต่เวลานั้นความพ่ายแพ้ในวันนั้นของอาร์เจนตินาไม่ได้ทำลายความศรัทธาของใคร ในทางตรงกันข้ามสำหรับคนอีกไม่น้อยที่รักในสีฟ้าขาวและราชาลูกหนังตัวน้อยของพวกเขากลับเข้าใจในความเป็นและไปของชีวิต
บางครั้งคนเราอาจเกิดมาเพื่อทำได้ทุกสิ่ง แต่อาจจะมีสักสิ่งนึงที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จะไม่มีวันทำได้
ไม่ว่าเมสซีจะเก่งกาจสักแค่ไหน บางทีเขาอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์โลก และเราอาจต้องยอมรับมันร่วมกัน
เพราะว่าด้วยขุมกำลังของอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2022 หากต้องยอมรับตามความเป็นจริงแล้วเมื่อเทียบกับทีมอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี บราซิล หรืออังกฤษ พวกเขาก็ยังเป็นรอง ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าโดดเด่นหรือชวนให้เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเก่งและแกร่งพอจะเป็นแชมป์โลกได้
แต่ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องราวนี้แสนพิเศษ

ลิโอเนล เมสซี เกิดในเมืองโรซาริโอ เมืองหนึ่งในอาร์เจนตินาที่มีความพิเศษบางอย่าง
คนฟุตบอลผู้เก่งกาจมักจะมาจากเมืองแห่งนี้
เมืองแห่งนี้มี ‘มาเอสโตร’ (Maestro) ผู้ยิ่งใหญ่ถึง 2 คน คือเซซาร์ หลุยส์ เมนอตติ โค้ชคนแรกผู้พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จในปี 1978 และ ‘เอล โลโค’ มาร์เซโล บิเอลซา หนึ่งในแรงบันดาลใจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยใหม่
นักฟุตบอล? โรซาริโอคือบ้านเกิดของมาริโอ เคมเปส, เนสเตอร์ เซนซินี, ฮอร์เก วัลดาโน, กาเบรียล บาติสตูตา, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน เรื่อยมาจนถึงอังเคล ดิ มาเรีย, มักซี โรดริเกวซ, เมาโร อิคาร์ดี, เอเซเกวียล การาย
ผืนดินหรืออากาศหรืออะไรบางอย่างทำให้เมสซีมีความแตกต่างจากคนอื่น
เขาเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอลในระดับฟ้าประทาน และนั่นนำไปสู่การเดินทางที่มหัศจรรย์ แม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่อย่างขีดจำกัดของร่างกายที่เกือบทำให้เขาต้องละทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เพราะร่างกายของเขาจะไม่เติบโตและสูงใหญ่ด้วยภาวะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone Deficiency หรือ GHD)
แต่ด้วยความตั้งใจของทุกคนทั้งพ่อ ที่เริ่มสังเกตอาการก่อนจะขอรับคำปรึกษาจากคุณหมอและพบว่ามันมีหนทางที่พอจะรักษาอาการนี้ได้อยู่ เพียงแต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูง และสูงเกินกว่าที่ครอบครัวชนชั้นธรรมดาอย่างบ้านเมสซีจะสู้ไหว
ถึงอย่างนั้นฮอร์เก เมสซี ผู้เป็นพ่อก็สู้สุดใจ เพราะไม่อยากให้ทุกอย่างจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
“หมอไม่สัญญาว่าหนูจะสูงขึ้นแค่ไหน แต่หนูจะสูงกว่ามาราโดนาแน่ๆ”
ยารักษาเข็มนั้นได้ผล ถึงเมสซีไม่ได้สูงใหญ่อะไรมากมายนักแต่อย่างน้อยเขาก็สูงกว่ามาราโดนาจริง (เมสซีสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว ส่วนมาราโดนาสูง 5 ฟุต 5 นิ้ว) และทำให้พัฒนาการทางร่างกายของเขาเริ่มโตทันความสามารถทางการเล่นฟุตบอล
ขณะนั้นเมสซีอยู่ในระบบอคาเดมีของนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ สโมสรฟุตบอลดังของโรซาริโอแล้ว แต่ฮอร์เกคิดว่าเขาจำเป็นจะต้องหาสโมสรที่สามารถช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ด้วย และนั่นทำให้เกิดการเดินทางข้ามทวีปของ 2 พ่อลูกจากโรซาริโอไป บาร์เซโลนา ในการทดสอบฝีเท้าที่กลายเป็นตำนาน
ทั้งสองได้พบกับอีกคนที่สำคัญคือการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรของบาร์เซโลนา ที่แม้จะภารกิจรัดตัวและบ่ายเบี่ยงจะมาดูฟอร์มการทดสอบฝีเท้าของเด็กคนนี้ซึ่งเดินทางข้ามโลกมารอเขาอยู่นานถึงร่วม 2 สัปดาห์แล้วที่ลามาเซีย (โดยที่ต้องบอกว่าเมสซีถล่มลามาเซียราบคาบไปนานแล้ว)
แต่แค่เพียงได้เห็นปราดเดียวเขาก็รู้ดีว่าเมสซีคือบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ การลงทุนดูแลเด็กคนนี้จะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก และเขาต้องรีบ!
ความรีบนั้นทำให้เรซัชใช้ปากกาเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งก่อนจะส่งมาให้ฮอร์เก เมสซี โดยข้อความบนกระดาษทิชชูแผ่นนั้นมีข้อความลายมือขยุกขยุยว่า “ที่บาร์เซโลนา วันที่ 14 ธ.ค. 2000 ข้าพเจ้าการ์เลส เรซัค ผู้อำนวยการสโมสรบาร์เซโลนา ขอรับรองการเซ็นสัญญากับลิโอเนล เมสซี ภายใต้ความรับผิดชอบของข้าพเจ้าเอง”

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นตำนาน เมสซีกลายเป็นนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรบาร์เซโลนาในปี 1899
ในสีเสื้อเบลากรานา เขากวาดแชมป์ทุกอย่างมาครองได้หมดแล้ว เช่นกันกับเกียรติประวัติส่วนตัวมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว
อย่างไรก็ดีเมสซียังไม่อาจเทียบความสูงกับมาราโดนาได้ในเชิงที่ไม่ใช่สรีระ แต่เป็นความสูงของความยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าเขาจะคว้าแชมป์กับบาร์ซาได้สักกี่รายการ ได้บัลลงดอร์มาสักกี่ใบ ทำสถิติยิงประตูถล่มทลายแค่ไหน (เมสซีเคยยิงถึง 91 ประตูในปฏิทินเดียวมาแล้ว)
ตราบใดที่เขายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก เขาก็ไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่เคียงข้างเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนไตน์
เรื่องนี้กลายเป็นปมในใจของเมสซีมาตลอด เพราะไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนเขาก็ไม่เคยได้รับความรักและการยอมรับจากคนในบ้านเกิด ด้วยข้อหาที่ไม่ยุติธรรมสักเท่าไรนัก เพราะชาวอาร์เจนไตน์มองว่าเมสซีเหมือนไม่ได้เป็นคนอาร์เจนไตน์
เขาแค่เป็นคนอาร์เจนไตน์ที่ไปได้ดีที่คาตาลัน ไม่ได้ผ่านตราประทับจากการเล่นฟุตบอลอาชีพในประเทศมาก่อน และเวลาเล่นในสีสีเสื้อ ‘อัลบิเชเลสเต’ ฟอร์มการเล่นก็ไม่เห็นเทพเหมือนเวลาเล่นในเสื้อสีเลือดหมูกรมท่าของบาร์ซา
ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์อะไรได้เลย
ในนามทีมชาติเมสซีเริ่มต้นประเดิมทัวร์นาเมนต์แรกกับทีมชาติชุดใหญ่ในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ในทีมชุดที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดยุคหนึ่งของอาร์เจนตินาเลยก็ว่าได้ ด้วยขุนพลระดับอ๋องอย่าง ฮวน โรมัน ริเกลเม, ปาโบล ไอมาร์, คาร์ลอส เตเวซ, ฮาเวียร์ มาสเชราโน, ฮาเวียร์ ซาวิโอลา, เอสเตบัน กัมบิอัสโซ และหนึ่งในผู้เล่นธรรมดาไม่โดดเด่นแต่สำคัญกับเมสซีที่สุดในเวลาต่อมาคือ ลิโอเนล สกาโลนี
ครั้งนั้นเมสซียังเป็นเด็กดาวรุ่งอยู่ แต่ก็ได้รับยอมรับและการดูแลอย่างดีจากรุ่นพี่ เพียงแต่โอกาสในการลงสนามยังน้อยด้วยโค้ชอย่างโฮเซ เปเกร์มาน มีขุนพลเก่งกาจในมือมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนที่ให้โอกาสเมสซีลงสนามจนได้ เป็นการสัมผัสกับฟุตบอลโลกหนแรก

โดยเขาได้โอกาสลงสนามในเกมกับเซอร์เบียที่ชนะถึง 6-0 หนึ่งในนั้นคือประตูที่สวยงามที่สุดของทัวร์นาเมนต์จากการต่อบอลทำทางของทั้งทีมและจบที่สกอร์ของกัมบิอัสโซ และอีกหนึ่งคือประตูของเมสซี ที่ได้โอกาสเปลี่ยนตัวลงสนามไปไม่กี่อึดใจก็ทำประตูได้เลย
อาร์เจนตินาชุดนั้นยอดเยี่ยมจริง เล่นสวยงาม แต่พวกเขาก็มาเสียท่าคู่ปรับเก่าอย่างเยอรมนีชาติ อดีตคู่ชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1986 และ 1990 (ขณะนั้นคือเยอรมนีตะวันตก) ที่ผลัดกันแพ้ชนะ โดยในรอบ 8 ทีมสุดท้ายขุนพลอินทรีเหล็กเอาชนะได้ในการดวลจุดโทษ
เพียงแต่เยอรมนีไม่ได้ทำแสบแค่ครั้งนั้น เพราะในอีก 4 ปีฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกา อาร์เจนตินาซึ่งได้ดีเอโก มาราโดนา มาเป็นโค้ชของทีมบนความหวังว่าบารมีของเอล ดิเอโก จะช่วยปลดล็อกเมสซีและทีมได้ ซึ่งก็ทำได้ดีชนะรวด 3 นัดในรอบแรกแบบสวยหรู แต่สุดท้ายโดนเยอรมนีที่กำลังสร้างทีมชุดใหม่ถล่มขาดลอยถึง 4-0
ร้ายกว่านั้นเมสซีที่รอเวลาถึง 4 ปี และอยู่ในช่วงที่สภาพร่างกายของเขาท็อปพีคที่สุด สามารถพาตัวเองและทีมในสภาพที่ไม่ได้ดูดีเท่าไรนักมาถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลได้แล้ว เรียกว่าเข้าใกล้กับถ้วยฟุตบอลโลกสีทองมากที่สุดแล้ว
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนตลอดทั้งเกม เมสซีก็ทำได้แค่มองถ้วยที่มาราโดนาเคยถือไว้ เพราะเยอรมนีเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยทีเด็ดของมาริโอ เกิตเซ
เวลานั้นโลกฟุตบอลเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยากจะอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ‘วาสนา’
เมสซีเหมือนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแชมป์กับอาร์เจนตินา ซึ่งสำหรับหลายคนมันเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ นักฟุตบอลผู้เก่งกาจที่สุดระดับประวัติการณ์ ทำได้ทุกอย่างในสนาม แต่เมื่อลงเล่นกับทีมชาติแล้วมันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขัดและขืนเขาอยู่
ความเสียใจจากความผิดหวังก็ร้ายแล้ว ความชิงชังจากคนร่วมชาติยิ่งร้ายกว่า
เมสซีกลายเป็นจำเลยของชาวอาร์เจนไตน์ที่โกรธแค้น ไม่ให้การยอมรับ และมันเคยทำให้เมสซีคิดถอดใจถอดเสื้อฟ้าขาวเอาไว้ที่พื้นแล้ว โดยหลังจากที่พลาดแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 และยังมาพลาดแชมป์โกปา อเมริกาอีก 2 ครั้งติดต่อกัน ฟางเส้นสุดท้ายของ ‘ลีโอ’ ก็ขาดลง
เขาทนกับความผิดหวังและแรงกดดันไม่ไหว ประกาศอำลาทีมชาติหลังแพ้ชิลีในนัดชิงโกปา อเมริกา 2016 ด้วยความรู้สึกไม่เอาแล้ว ไม่ทนแล้ว ไม่ไหวแล้ว
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวาระระดับชาติ และเป็นครั้งแรกที่คนอาร์เจนตินาเริ่มหันกลับมาถามตัวเองว่าพวกเขาทำเกินไปหรือเปล่ากับเมสซี ในขณะที่หวังจะให้เขาพาทีมไปสู่ความสำเร็จ กลับตั้งคำถามมากมายที่มันดูไม่ยุติธรรมสักเท่าไร
การที่อาร์เจนตินาจะไม่ได้แชมป์อะไร ไม่ใช่ความผิดของเมสซีแค่คนเดียว
เพราะฟุตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีม

หลังใช้เวลารักษาใจห่างจากอาร์เจนตินาสักระยะ และด้วยความพยายามเกลี้ยกล่อมของคนมากมาย โดยเฉพาะเอ็ดการ์โด เบาซา ซึ่งได้ตำแหน่งโค้ชอัลบิเชเลสเต เดินทางไปเพื่อพบเป็นการส่วนตัวและขอร้องให้เมสซีกลับมา เขายอมกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก
โดยที่คราวนี้ไม่มีใครคาดหวังอะไรสักเท่าไรแล้ว เพราะด้วยวัยที่มากขึ้นของเมสซี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมอาร์เจนตินาเวลานั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะไปคาดหวังความสำเร็จอะไรได้อีกแล้ว ทีมขาดขุนพลชั้นยอดเหมือนในอดีตจากปัญหาการตกต่ำของลีกภายในประเทศ อคาเดมีขายผู้เล่นไปสโมสรต่างชาติก่อนเวลาอันควร
สุดท้ายถึงเมสซีจะกลับมา เขาก็อ่อนแอเกินกว่าจะแบกทั้งทีมได้ไหว อาร์เจนตินาไปได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาพ่ายต่อฝรั่งเศสด้วยลูกยิงสุดมหัศจรรย์ของเบนจาแมง ปาวาร์ แต่อย่างน้อยทีมเลส์ เบลอส์ชุดนั้นก็ไปถึงแชมป์ และพอจะเป็นเหตุผลปลอบใจได้
อย่างไรก็ดีเมสซีตัดสินใจขอห่างจากทีมชาติอีกครั้งหลังฟุตบอลโลก 2018
แต่ถึงตรงนั้นไม่มีใครคิดว่าเมสซีจะได้แชมป์โลกจริงๆ อีกแล้ว

ความพ่ายแพ้ในเกมกับซาอุดีอาระเบียยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ให้ชัดเจนขึ้น
อาร์เจนตินาชุดฟุตบอลโลก 2022 มีความแตกต่างจากเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าบ้าง พวกเขามีสายเลือดใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักหลายคนไม่ว่าจะเป็น เอ็นโซ เฟอร์นันเดส, อเล็กซิส แม็คคัลลิสเตอร์ (ลูกชายของการ์ลอส หรือ “โกโล” แม็คคัลลิสเตอ์ ที่เคยเล่นกับมาราโดนาในฟุตบอลโลก 1982), โรดริโก เด ปอล, เลาตาโร มาร์ติเนซ และฮูเลียน อัลวาเรซ
แต่โดยรวมแล้วทีมก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับทีมตัวเต็งอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี อังกฤษ หรือบราซิล
อย่างไรก็ดี 1 ปีเศษก่อนหน้าจะถึงฟุตบอลโลก ทีมชุดนี้เพิ่งปลดล็อกได้สำเร็จด้วยการบุกไปคว้าแชมป์โกปา อเมริกา 2021 ได้ที่ประเทศบราซิล ในนัดชิงชนะเลิศที่เข้มข้นเพราะต้องเจอกับเจ้าภาพ (ซึ่งเดิมอาร์เจนตินาต้องเป็นเจ้าภาพแต่ภาวะโควิดในประเทศทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นบราซิล)
การดวลกันของเมสซีและเนย์มาร์ สองราชาไร้มงกุฎจบลงด้วยชัยชนะของเมสซี ซึ่งทิ้งตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยน้ำตานองหน้า
แชมป์รายการนี้เป็นการปลดเปลื้องตัวเขาจากความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาทั้งชีวิต
เมสซีให้อภัยตัวเองแล้ว และชาวอาร์เจนไตน์ที่ให้อภัยเขานานแล้วก็ตอบรับแชมป์นี้ด้วยความรัก โดยที่ไม่พยายามคาดหวังหรือคาดคั้นอะไรอีก
แต่ถึงอย่างนั้นการแพ้ซาอุดีอาระเบียเป็นการจี้ไปที่แผลเป็นซึ่งไม่เคยหายดี เมสซีพอจะรู้ว่าคนในบ้านเกิดจะรู้สึกอย่างไรและจะมีอะไรที่เกิดขึ้นตามมาบ้าง ถึงอย่างนั้นจิตใจของเขายังคงความสงบ เขารู้จักนักเตะในทีมนี้ดี เขารู้จักกับสกาโลนีเป็นอย่างดี และเพราะอดีตแบ็กขวาชุดปี 2006 คนนี้เองที่เป็นคนขอให้เขากลับมาอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2022
การเต้นแทงโก้เป็นครั้งสุดท้ายของนายไงลีโอ
ถึงอย่างนั้นเมสซีรู้ว่าอาร์เจนตินาจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว การแพ้หรือต่อให้เสมอก็อาจหมายถึงการตกรอบแรกได้ทันที ไม่ว่าจะอย่างไรเขายอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้
ในเกมต่อมากับเม็กซิโก เกมนี้คือจุดพลิกผันที่สำคัญที่สุด ขุนพลนักเตะจังโก้สู้ยิบตากับทีมฟ้าขาว เกมรับที่เหนียวแน่นของพวกเขา โดยเฉพาะไอคอนของฟุตบอลโลกอย่างกิลเยร์โม โอชัว ทำให้ความกดดันทับและถมจนเริ่มอึดอัดมองไม่เห็นความหวัง
เวลานั้นเองที่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับเมสซี
ในวัย 34 ปี ไม่มีใครคาดหวังความเร็วและการกระชากบอลที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครเคยหยุดได้ แต่สิ่งที่เมสซียังเหลืออยู่คือเท้าซ้ายที่มหัศจรรย์ และเท้าซ้ายนั้นถูกขัดเกลามาอย่างดีไม่ต่างอะไรจากยอดมือกระบี่ ไม่จำเป็นต้องออกท่วงท่ามากมาย ไม่จำเป็นต้องร่ายรำ แต่ขอแค่ครั้งเดียวที่จะปลิดชีพคู่แข่ง
ในนาทีที่ 64 ของการแข่งขันเมสซีได้บอลผ่านมาให้จากดิ มาเรีย คู่ขวัญของชีวิตที่ระยะราว 25 หลา เขาจับบอลได้นุ่มนวลก่อนที่จะตะบันด้วยซ้ายเต็มเหนี่ยวในจังหวะที่ไม่มีใครทันได้คิด ลูกบอลนั้นพุ่งไปข้างหน้าแม้ว่าจะเหมือนไม่แรงแต่มันแรงและแม่นยำพอที่จะเสียบเสาเข้าประตูไป
ประตูนี้เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เจนตินาที่ทลายกำแพงบางอย่างในใจของพวกเขา และเป็นการจุดประกายบางอย่างของเมสซีเป็นการส่วนตัว
ก่อนที่เราจะได้เห็นเมสซี ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดที่มีมาในฟุตบอลโลกที่แม้จะไม่ได้รวดเร็วปราดเปรียวเท่าเก่า แต่ความเร็วของสมองทำให้เขาล้ำหน้าคู่แข่งเสมอ และเท้าซ้ายของเขาคือความมหัศจรรย์อย่างแท้จริงที่แสดงให้ทุกคนได้เห็นเต็มตา
ลูกทำชิ่งก่อนยิงประตูในเกมกับออสเตรเลีย การผ่านบอลด้วยทิศทางองศาที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าในเกมกับเนเธอร์แลนด์ให้กอนซาโล มอนทีลทำประตู จังหวะการโยกหลบยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังดาวรุ่งที่ทำผลงานดีที่สุดคนหนึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนั้น
เมสซีอยู่ในห้วงอารมณ์ของเขา อารมณ์ของคนที่ไม่มีใครหยุดอยู่
แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดจากฟุตบอลโลก 4 ครั้งก่อนหน้าคือการที่เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง เพราะเวลานี้เมสซีมีทีมที่พร้อมจะสู้เพื่อเขา เคียงข้างเขา และจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาอีกแล้ว

อาร์เจนตินาได้ล้างตากับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นนัดชิงชนะเลิศแทน ซึ่งโดยสภาพแล้วเลส์ เบลอส์ แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีก่อนแข็งแกร่งกว่ามากบนหน้ากระดาษ แต่อาร์เจนตินาฉวยจังหวะทำประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 2 ลูก
เมสซียิงลูกจุดโทษเข้าไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 23 ก่อนที่ดิ มาเรีย ผู้มีปมจากการพลาดนัดชิงในปี 2014 ซึ่งสำหรับบางคนการหายไปของเขาในวันนั้น (เพราะการบาดเจ็บและการเตรียมย้ายออกจากเรอัล มาดริด) อาจหมายถึงการที่เมสซีไม่มี ‘Angel’ เทวดาคุ้มครอง แต่นัดชิงครั้งนี้ปีกที่ดีที่สุดคนหนึ่งตลอดกาลของอาร์เจนตินาก็เป็นอีกคนที่ปลดล็อกตัวเองได้สำเร็จโดยทำประตูหนีห่าง 2-0 ได้
มันเหมือนอาร์เจนตินาจะสมหวังสักที แต่คีลิยัน เอ็มบัปเป เพื่อนร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์แมงของเมสซีไม่ยอมง่ายๆ และเขาใช้เวลาแค่ 2 นาทีในการตามตีเสมอในช่วงท้ายของเกม โดยยิงจุดโทษตีเสมอในนาทีที่ 80 และโชว์ความพระกาฬด้วยการยิงวอลเล่ย์สุดสวยเข้าไปในนาทีที่ 81
ความรู้สึกเหมือนฝันร้ายกำลังจะตามกลับมาหลอกหลอน
แต่สิ่งที่อาร์เจนตินามีคือพวกเขามีเมสซีและมีทีมที่พร้อมจะเล่นเพื่อเมสซี อัลบิเชเลสเตประคองตัวจนจบปกติได้สำเร็จซึ่งสำคัญอย่างมากเพราะโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงของการต่อเวลาและลีโอก็มาทำประตูขึ้นนำได้อีกครั้งจากจังหวะการทำเกมบุกที่หาได้ยากยิ่ง โดยเป็นประตูจากการพยายามเซ็ตเกมกันขึ้นไป และจบที่การตามซ้ำของเมสซีหน้าปากประตู
มันไม่ใช่ประตูที่สวยงามแต่มันควรจะเป็นประตูที่พาเขาเป็นแชมป์โลกได้
แต่! ในช่วงสุดท้ายดูเหมือนเอ็มบัปเปจะจองเวรเขาเป็นพิเศษ อาร์เจนตินาเสียลูกจุดโทษก่อนหมดเวลาแค่ 2 นาที และเอ็มบัปเปเหี้ยมหาญพอที่จะยิงเข้าไปทำให้สกอร์กลับมาเสมอกันที่ 3-3 โดยที่เขากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดชิงชนะเลิศ
ไม่มีอะไรที่เมสซีทำได้อีกแล้วในเวลาที่เหลือนั้น และฝรั่งเศสก็เกือบจะพลิกชนะได้ด้วยเมื่อร็องดอลล์ โคโล-มัวนี กองหน้าร่างยักษ์ที่ลงมาสร้างปัญหาให้แนวรับอาร์เจนตินาได้โอกาสหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับเอมิเลียโน มาร์ติเนซ
ลูกนี้ถ้าหากยิงเข้าไปประวัติศาสตร์จะพลิกไปอีกด้านทันที
แต่มาร์ติเนซออกมาป้องกันประตูได้ รักษาความหวังให้เมสซี ทีม และชาวอาร์เจนตินาได้ไปต่อในการดวลจุดโทษ
สิ่งสุดท้ายที่เมสซีทำได้ในวันนั้นคือการรับหน้าที่เป็นคนยิงจุดโทษคนแรกให้กับทีมหลังเอ็มบัปเปที่ขอยิงเป็นคนแรกให้ฝรั่งเศสนำไปก่อน และเขายังทำหน้าที่ได้ไม่ผิดพลาดเหมือนเดิม สกอร์ในการดวลจุดโทษกลับมาเสมอกัน 1-1
ส่วนที่เหลืออยู่ในมือของทุกคนแล้ว
และทุกคนก็ทำได้ มาร์ติเนซใช้เกมจิตวิทยาใส่คิงส์ลีย์ โกม็อง เหมือนที่เคยป่วนประสาทนักเตะ เนเธอร์แลนด์ ในการดวลจุดโทษรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนประสาทเสีย ก็ทำได้สำเร็จอีกครั้ง เขาเซฟจุดโทษของโกม็องได้ ก่อนที่ เปาโล ดีบาลา จะยิงไม่พลาดให้ทีมได้เปรียบ 2-1 ตามด้วยการยิงออกของโอเลเรียง ชูอาเมนี ซึ่งเลอันโดร ปาเรเดส กองกลางที่เริ่มทัวร์นาเมนต์ในฐานะตัวจริงแต่เสียตำแหน่งในเวลาต่อมาแต่ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมในช่วงต่อเวลาพิเศษจะไม่ปล่อยโอกาสทองยิงเข้าไปให้อาร์เจนตินาหนีเป็น 3-1
โคโล-มัวนี อาจจะยิงไล่ตามมาเป็น 3-2 แต่มอนทีล แบ็กขวาผู้ยิงประตูในเกมกับเนเธอร์แลนด์แต่ทำพลาดเสียจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศ จะแก้ตัวได้สำเร็จด้วยการยิงเบียดเสาเข้าไปให้อาร์เจนตินาชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 โดยไม่จำเป็นต้องยิงกันถึงคนที่ 5
เมสซีทำทุกอย่างเพื่ออาร์เจนตินา
ถึงวันที่อาร์เจนตินาได้ทำเพื่อเมสซีบ้างแล้ว

ในขณะที่นักเตะฟ้าขาวหลายคนออกวิ่งเพื่อไปฉลองกับมอนทีล เมสซีทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ร้องไห้เหมือนคนที่ถูกปลดปล่อยแล้ว เพราะเขาถูกปลดปล่อยมาก่อนหน้านั้น แต่บนใบหน้านั้นคือรอยยิ้มของคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ก่อนที่เพื่อนจะโผเข้ามาสวมกอดกันด้วยความดีใจ
สำหรับแฟนฟุตบอลมากมายทั่วโลก นี่คือ ‘ฉากจบ’ ที่สวยงามสำหรับหนึ่งในเรื่องราวที่ดีที่สุดเท่าที่โลกของฟุตบอลเคยมีมา
สำหรับแฟนบอลอีกหลายคน พวกเขาเชื่อว่าคำถามว่าใครคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลได้รับคำตอบแล้ว (แม้ว่าจะมีอีกส่วนที่ยังสนุกกับการโต้วาทีกัน)
แต่สำหรับเมสซี ชีวิตของเขาสมบูรณ์แล้ว และนั่นคือที่มาของรอยยิ้มนั้น
รอยยิ้มของ ‘ราชาลูกหนัง’


