รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ที่สถานีชาร์จในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
ท่ามกลางความผันผวนของน้ำมันและก๊าซ อาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่าการหาแหล่งพลังงานนำเข้าเพิ่ม แต่ต้องเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเริ่มจากภาคคมนาคม
ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียและความเสี่ยงรอบช่องแคบฮอร์มุซกำลังเตือนโลกอีกครั้งว่า ระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้ามากเกินไปนั้นเปราะบางเพียงใด เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกเผชิญความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ก็สามารถผันผวนได้ในทันที
สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำตอบระยะสั้นอาจหนีไม่พ้นการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ เพื่อปกป้องประชาชนจากแรงกระแทกด้านราคา แต่หากภูมิภาคนี้ต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง ผู้นำอาเซียนจำเป็นต้องมองไกลกว่ามาตรการเฉพาะหน้า
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียง ‘จะซื้อน้ำมันและก๊าซจากที่ใด’ แต่คือ ‘จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนได้อย่างไร’
หนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือภาคคมนาคม โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย
อาเซียนยังติดอยู่กับโครงสร้างพลังงานแบบเดิม
ภาคคมนาคมทางบกเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่หลายประเทศยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก และใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในระบบพลังงาน
ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ของโลก โดยก๊าซที่ผ่านเส้นทางนี้ส่วนใหญ่ถูกส่งมายังเอเชีย นั่นหมายความว่าหากเกิดความปั่นป่วนในพื้นที่ดังกล่าว ประเทศในเอเชียจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ภูมิภาคนี้ยังคงพึ่งพารูปแบบพลังงานที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ได้แก่ การอุดหนุนราคาน้ำมัน การนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือน และการเพิ่มบทบาทของก๊าซในระบบพลังงาน
แต่ปัญหาคือการผลิตน้ำมันและก๊าซในหลายประเทศกำลังลดลง ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร การขยายตัวของเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อินโดนีเซียเคยมีการผลิตน้ำมันสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ปัจจุบันต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า
ส่วนประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน การผลิตก๊าซในประเทศลดลงต่อเนื่องจากช่วงกลางทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา ขณะที่ระบบไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง และต้องนำเข้า LNG มากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซในประเทศที่ลดลง
นี่ทำให้ประเด็นพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของไทย แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับค่าไฟ ต้นทุนธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
รถยนต์ไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยง
หากอาเซียนต้องการอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคคมนาคมสู่ระบบไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เพราะ EV ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้โดยตรง
แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ในตัวเอง หากระบบไฟฟ้ายังผลิตจากก๊าซหรือถ่านหินเป็นหลัก EV ก็ยังไม่ได้สะอาดอย่างเต็มที่ แต่แม้ในระบบไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า รถยนต์ไฟฟ้ายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุการใช้งานน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียบนท้องถนน
ที่สำคัญกว่านั้น EV เปิดประตูสู่ระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพราะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโดยตรง แต่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงานได้ในอนาคต
กล่าวอีกอย่างคือ EV ไม่ได้เป็นเพียง ‘รถยนต์อีกประเภทหนึ่ง’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานใหม่
BloombergNEF ประเมินว่า การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 จะช่วยลดการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ราว 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะคิดเป็นเพียงส่วนเล็กของความต้องการน้ำมันโลกทั้งหมด แต่ก็เป็นสัญญาณสำคัญว่า โลกมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการพึ่งพาน้ำมัน
จีนเป็นตัวอย่างสำคัญ ประเทศจีนเร่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าส่วนหนึ่งเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเคยคิดเป็นสัดส่วนสูงของความต้องการพลังงานทั้งหมด กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินตามเส้นทางนี้ต้องอาศัยมากกว่านโยบายสนับสนุนผู้บริโภค รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน และภาคพลังงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การจ้างงานในประเทศ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า
สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่เป็นคำถามใหญ่ของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทยด้วย
ไทยต้องตอบให้ได้ว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรโดยไม่ทิ้งผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม แรงงานเดิม และซัพพลายเชนเดิมไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ประเทศเสียโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงจริงหรือ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติมักถูกนำเสนอว่าเป็น ‘เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน’ จากถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด เหตุผลคือก๊าซปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าถ่านหินเมื่อเผาไหม้
แต่ความผันผวนของราคา LNG ในเอเชียกำลังทำให้วาทกรรมนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้น
ก๊าซอาจมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้ามากเกินไปก็สร้างความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ต้องนำเข้า LNG จากผู้ผลิตที่อยู่ห่างไกล เพราะต้นทุนขนส่งสูงกว่าและเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกมากกว่า
นอกจากนี้การจัดเก็บก๊าซทำได้ยากกว่าน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในปี 2022 หลังสงครามยูเครน ราคาก๊าซ LNG พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และเกิดกรณีที่เรือขนส่งก๊าซเปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดที่ให้ราคาสูงกว่า ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานทันที
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับอาเซียน หากภูมิภาคนี้ลดการพึ่งพาน้ำมัน แต่หันไปพึ่งพา LNG นำเข้าในสัดส่วนสูงแทน ก็อาจเป็นเพียงการย้ายความเปราะบางจากเชื้อเพลิงหนึ่งไปสู่อีกเชื้อเพลิงหนึ่ง
ก๊าซยังอาจมีบทบาทในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีทางเลือกที่พร้อมใช้ในวงกว้าง เช่น อุตสาหกรรมปุ๋ยหรือกระบวนการผลิตบางประเภท แต่บทบาทของก๊าซควรถูกใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ขยายจนกลายเป็นการล็อกอินโครงสร้างพลังงานฟอสซิลระยะยาว
จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้ก๊าซในระบบพลังงาน แต่จีนยังคุมสัดส่วนก๊าซไว้ในระดับจำกัด พร้อมกับเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ตรรกะสำคัญคือ ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า และเก็บก๊าซไว้ใช้ในจุดที่จำเป็นจริงๆ
คำถามสำคัญคือ รัฐควรใช้งบประมาณเพื่ออนาคตแบบใด
รัฐบาลในหลายประเทศมักอ้างว่าการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน EV มีต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่ในเวลาเดียวกัน หลายประเทศกลับลงนามในสัญญานำเข้า LNG ระยะยาว หรือใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันและพลังงานในช่วงวิกฤต
คำถามจึงไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนผ่านแพงหรือไม่ แต่คือเรากำลังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการรักษาระบบเดิม หรือกำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบใหม่ที่มั่นคงกว่า
มาตรการระยะสั้น เช่น การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซ หรือการสำรองพลังงานฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่การเป็นผู้นำด้านความมั่นคงพลังงานที่แท้จริงต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระยะยาว
สำหรับไทย โจทย์นี้ควรถูกมองในสามมิติพร้อมกัน
มิติแรกคือ ความมั่นคงทางพลังงาน ไทยต้องลดความเสี่ยงจากการนำเข้าน้ำมันและ LNG ที่ผูกกับตลาดโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
มิติที่สองคือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม หากไทยเปลี่ยนผ่านสู่ EV ช้าเกินไป ฐานการผลิตยานยนต์เดิมอาจเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่หากเปลี่ยนเร็วโดยไม่เตรียมแรงงานและซัพพลายเชน ก็อาจกระทบผู้ประกอบการเดิมจำนวนมาก
มิติที่สามคือ ความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่าน นโยบาย EV และพลังงานสะอาดต้องไม่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง แต่ต้องออกแบบให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานในอุตสาหกรรมเดิมสามารถปรับตัวได้จริง
วิกฤตครั้งนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว
วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 เคยเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โลกเริ่มมองหาพลังงานทางเลือก วิกฤตพลังงานในยุคปัจจุบันก็ควรถูกใช้เป็นจุดเปลี่ยนเช่นเดียวกัน
อาเซียนไม่ควรรอให้วิกฤตครั้งต่อไปมาถึงก่อนจึงค่อยเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะการสร้างระบบพลังงานใหม่ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การสร้างสถานีชาร์จ ไปจนถึงการปรับอุตสาหกรรมและแรงงาน
การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทรนด์ของตลาดรถยนต์ แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตพลังงานของประเทศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าอาเซียนควรเปลี่ยนผ่านหรือไม่
แต่คือจะเปลี่ยนผ่านได้เร็วพอหรือไม่ ก่อนที่วิกฤตพลังงานครั้งต่อไปจะบีบให้เราต้องจ่ายราคาแพงกว่านี้อีกมาก
หมายเหตุ: บทความต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษทางเว็บไซต์ Dialogue Earth และผ่านการปรับให้เข้ากับบริบทไทย
แปลและเรียบเรียง: กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์


