×

หลายคนเริ่มเบื่อหน้าจอ หันซบแหวนและสายรัดสุขภาพ Apple Watch ถึงทางท้าทาย Oura – Whoop เร่งช่วงชิงตลาด Wearables

31.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ Apple Watch และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไร้หน้าจอ

Apple Watch สมาร์ทวอทช์ที่เคยพลิกโฉมอุตสาหกรรมและสร้างยอดขายรวมตลอดอายุการขายราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 ล้านล้านบาท) กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในวัย 11 ปี เมื่อกระแสตลาดอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) เริ่มหันไปทางอุปกรณ์ ‘ไร้หน้าจอ’ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตามรายงานเชิงวิเคราะห์ของ มาร์ก เกอร์แมน นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg ที่เพิ่งเผยแพร่

 

เกอร์แมนระบุว่า แม้ Apple Watch จะยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทวอทช์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด แต่นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์เริ่มชะลอตัวลง และโมเมนตัมก็อ่อนแรงลงในจังหวะที่การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์สวมใส่กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

ผู้บริโภคหนีจากจอ คู่แข่งไร้หน้าจอผงาด

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแย่งความสนใจ และหันไปใช้อุปกรณ์ที่เรียบง่ายกว่า ซึ่งเน้นการเก็บข้อมูลสุขภาพแบบอัตโนมัติ, ใช้แบตเตอรี่ได้นานกว่า และให้คำแนะนำเชิงลึกผ่าน AI

 

โดยบริษัทอย่าง Whoop และ Oura Health ได้สร้างธุรกิจระดับหลายพันล้านดอลลาร์จากอุปกรณ์ทรงสายรัดและแหวนแบบไร้หน้าจอ ที่เน้นการติดตามการพักฟื้น, การนอน และสุขภาพ โดยไม่รบกวนผู้ใช้ด้วยการแจ้งเตือนตลอดเวลา

 

แม้แต่ Google คู่แข่งรายใหญ่ของ Apple ก็เริ่มเดินในทิศทางเดียวกัน ด้วยการเปิดตัว Fitbit Air ในราคาเพียง 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,258 บาท) ที่ไม่มีหน้าจอเช่นกัน

 

เกอร์แมนเขียนว่า “ความต้องการสมาร์ทวอทช์แบบดั้งเดิมจะยังมีอยู่เสมอ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นไม่ต้องการหน้าจออีกตัวที่มาแย่งความสนใจ พวกเขาเพียงแค่ต้องการการติดตามสุขภาพที่แม่นยำ พร้อมคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง” ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามครั้งใหญ่สำหรับ Apple ในเวลาเดียวกัน

 

ด้วยจุดแข็งของ Apple ในด้านชิปประมวลผล, เซ็นเซอร์, การออกแบบเชิงอุตสาหกรรม และวิศวกรรมวัสดุ เกอร์แมนมองว่าอุปกรณ์ทรงสายรัดหรือแหวนเพื่อสุขภาพแบบไร้หน้าจอ ควรเป็นสิ่งที่ Apple เป็นผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้วิ่งไล่ตามคู่แข่ง

 

โดยอุปกรณ์น้ำหนักเบาที่เน้นสุขภาพ ผนวกกับบริการโค้ชชิ่งแบบสมาชิก อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่สุดของบริษัทในทศวรรษหน้า หาก Apple ยอมหลุดออกจากความระมัดระวังเกินไปและกล้าเสี่ยง

 

ปัญหาภายใน ทั้งซอฟต์แวร์และผู้บริหารแยกย้าย

 

อีกจุดอ่อนที่เกอร์แมนชี้คือซอฟต์แวร์ที่ไม่ทัดเทียมฮาร์ดแวร์ แม้จะลงทุนมาหลายปี แต่แอป Health ของ Apple ก็ยังดู ‘ยุ่งเหยิงและดูแห้งแล้งเหมือนใบรายงานผลตรวจ’ มากกว่าจะเป็นแพลตฟอร์มผู้บริโภคที่ทันสมัย และยังด้อยกว่าแพลตฟอร์มของ Whoop และ Oura อย่างชัดเจนในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง

 

สำหรับเรื่องนี้นั้นภายในบริษัทเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ ถึงขั้นที่ เอ็ดดี้ คิว ผู้บริหาร Apple ใช้ผลิตภัณฑ์ของทั้ง Oura และ Whoop เอง และเป็นผู้ผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านสุขภาพในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม ความพยายามภายในก็ดูเหมือนจะสะดุดเช่นกัน โดยโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า ‘Mulberry’ ซึ่งเป็นบริการ AI Coaching ด้านสุขภาพที่ทะเยอทะยาน เพิ่งถูกลดขนาดลงหลังคิวเข้ามาดูแลกลุ่มสุขภาพ และเกอร์แมนคาดว่าฟีเจอร์จากโครงการนี้คงไม่เปิดตัวจนกว่าจะถึงช่วงปลายของวงจรอัปเดต iOS 27

 

นอกจากนี้ Apple ยังเผชิญความปั่นป่วนในระดับผู้บริหารหลายตำแหน่ง เริ่มจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ที่ดูแลด้านสุขภาพมานาน เกษียณไปเมื่อปีก่อน และ ทิม คุก ซีอีโอจะลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ ส่งต่อให้ จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่

 

ขณะที่ เจย์ บลาห์นิก หัวหน้า Fitness+ กำลังจะออกจากบริษัท หลังคดีฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริหาร ด้านหัวหน้าฝ่ายการตลาด Apple Watch และสุขภาพ สแตน อึ้ง เพิ่งเกษียณ ส่วน เอริก ชาร์ลส์ ผู้จัดการการตลาดอาวุโสอีกคนของ Apple Watch ก็เพิ่งลาออกในเดือนนี้ ที่สำคัญ Apple ยังเสียบุคลากรด้านสุขภาพและฮาร์ดแวร์ให้กับ Oura อย่างต่อเนื่อง

 

watchOS 27 ไม่หวือหวา ความหวังอยู่ที่เซ็นเซอร์วัดน้ำตาล

 

สำหรับการอัปเดต watchOS 27 ในปีนี้ เกอร์แมนระบุว่าจะเน้นไปที่ความเสถียร, ประสิทธิภาพ และการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญ แม้จะมีการพัฒนาเรื่องการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจให้ดีขึ้นก็ตาม

 

อีกทั้งบริษัทก็ดูจะหันมาพึ่งโปรโมชั่นและส่วนลดในการกระตุ้นยอดขายมากขึ้น โดยร้านค้าปลีกอย่าง Amazon และ Best Buy ต่างจัดโปรโมชั่นแรงผิดปกติให้กับ Apple Watch ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในผลิตภัณฑ์ของ Apple มาก่อน

 

ความหวังที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือโปรเจกต์เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มตั้งแต่ยุค สตีฟ จอบส์ โดย Apple ได้ย้ายการดูแลโปรเจกต์จาก ทิม มิลเล็ต หัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม ไปยัง จงเจียน เฉิน ผู้บริหารระดับสูงด้านวิศวกรรมที่ดูแล Advanced Technologies Group ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณว่าโปรเจกต์อาจคืบหน้าถึงจุดที่พร้อมพัฒนาสู่สินค้าจริง

 

ปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์กรของ Apple ที่ระมัดระวังกฎระเบียบและให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่รอบคอบ มากกว่าความรวดเร็วและการทดลอง เริ่มกลายเป็นจุดอ่อนในยุค AI และสุขภาพ ซึ่งเป็นสองอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่ามาก

 

ปัญหานี้เคยทำให้ Apple เสียเปรียบในตลาด AI มาแล้ว เมื่อคู่แข่งเคลื่อนไหวเร็วกว่า ขณะที่ Apple ล่าช้าและไม่ได้คาดการณ์การมาของ Generative AI

 

ทิม คุก เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้ Apple ถูกจดจำในฐานะบริษัทที่มีคุณูปการต่อวงการสุขภาพ แต่เกอร์แมนทิ้งท้ายว่าเทอร์นัสและผู้นำรุ่นใหม่ของ Apple จะต้องทำให้ความฝันนี้เป็นจริง มิเช่นนั้นความพยายามด้านสุขภาพของ Apple อาจถูกจดจำในฐานะ ‘โอกาสที่สูญเปล่า’ แทน

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising