ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวียดนามที่ต้องจับตามอง เมื่ออดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม ‘เล มิญ ฮึง’ (Lê Minh Hưng) ได้รับเลือกจากรัฐสภาเวียดนามให้ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม (แทนอดีตนายกฯ ‘ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง’ ที่ครบวาระ) และล่าสุดต้นเดือนพฤษภาคมนี้ นายกฯ เล มิญ ฮึงในวัย 56 ปี (เกิดปี 1970) ก็บินไปร่วมประชุมผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ถือเป็นการเปิดตัวนายกฯ คนใหม่ของเวียดนามในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก
ประเด็นสำคัญ
บทความนี้จะมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเวียดนามแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่สายเทคโนแครต (ไม่ใช่สายความมั่นคงแบบเดิม) และภายใต้การบริหารประเทศของชนชั้นนำเวียดนามรุ่นใหม่ จะสะท้อนทิศทางของเวียดนามในอนาคตอย่างไร
ประเด็นแรก ภูมิหลังไม่ใช่นักปฏิวัติสายความมั่นคง
นายกฯ คนใหม่ของเวียดนามไม่ได้มีภูมิหลังเป็นนักปฏิวัติหรือสายความมั่นคงเข้มข้นแบบผู้นำเวียดนามในอดีต หากแต่นายกฯ เล มิญ ฮึง เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เริ่มต้นการทำงานที่ธนาคารกลางของเวียดนาม (State Bank of Vietnam : SBV) ในแผนกต่างๆ มานานร่วม 20 ปี และในปี 2016 ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามตั้งแต่อายุ 46 ปี (ผู้ว่าการที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น) รวมทั้งมีพื้นฐานด้านภาษาฝรั่งเศส และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักงานกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รับผิดชอบในการผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างระบบการเมืองและการปกครอง
นายกฯ เล มิญ ฮึง มีภูมิลำเนาบ้านเกิดที่จังหวัดห่าติ๋ง (Hà Tĩnh) ไม่ได้มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นลูกชายของชนชั้นนำด้านความมั่นคงระดับประเทศ เนื่องจากบิดา เล มิญ ฮวง (Lê Minh Hương) เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเป็นบิ๊กทหารระดับสูงด้านความมั่นคงของเวียดนาม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นฐานทางครอบครัวมีส่วนเอื้อเป็นแต้มต่อให้เล มิญ ฮึงได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม เนื่องจากระบบสังคมนิยมแบบเวียดนามยังให้น้ำหนักกับความเชื่อใจได้ทางการเมือง (political trust) พอๆ กับความรู้ความสามารถที่ต้องโดดเด่นเช่นกัน
อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นลูกของบิ๊กทหารระดับรัฐมนตรี แต่เล มิญ ฮึงไม่เลือกเดินเส้นทางสายความมั่นคงตามรอยบิดา แทนที่จะเข้าทำงานในกระทรวงความมั่นคงหรือกองทัพเวียดนาม เขากลับเลือกเส้นทางเศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคาร สะท้อนการเป็นชนชั้นนำเวียดนามหลังยุคปฏิรูป หรือ “โด่ยเหมย” (Đổi Mới) ในปี 1986 ที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง (Central Planning) ไปสู่ “เศรษฐกิจตลาดแนวสังคมนิยม”
ประเด็นถัดมา ชนชั้นนำรุ่นใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ Technocratic-Globalist
พื้นฐานการศึกษาของนายกฯ คนใหม่ค่อนข้างแตกต่างจากผู้นำเวียดนามรุ่นที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เรียนจบมาจากประเทศคอมมิวนิสต์ค่ายโซเวียต (เช่น อดีตนายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งเรียนจบจากโรมาเนีย) หากแต่เล มิญ ฮึงเลือกไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีด้านภาษาฝรั่งเศสและวัฒนธรรมฝรั่งเศสจากมหาวิทยาลัย Vietnam National University ในเวียดนาม รวมทั้งมีความสนใจการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก และเปิดกว้างกับแนวคิดโลกาภิวัตน์มากกว่าผู้นำเวียดนามรุ่นเก่าสายโซเวียต
เล มิญ ฮึงเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทที่ Saitama University ของญี่ปุ่นในด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และยังเคยเข้ารับการอบรมด้านเศรษฐกิจกลไกตลาด (market economy) และการวิเคราะห์ทางการเงินที่มหาวิทยาลัย Shanghai University of Finance and Economics ของจีน ร่วมกับหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ IMF และธนาคาร ADB
นายกฯ เล มิญ ฮึงจึงมีความเป็นชนชั้นนำเวียดนามรุ่นใหม่ที่ผสมผสานทั้งภูมิหลังทางการเมืองของครอบครัว การได้รับความไว้วางใจจากพรรคฯ และพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศ นับเป็นความลงตัวของผู้นำเวียดนามสายเทคโนแครต ในยุคที่มีความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจเข้มข้นมากขึ้น เวียดนามจะต้องบริหารความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ ท่ามกลางการทำสงครามการค้า การแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) การเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจ AI economy และการจัดการความเสี่ยงด้านการเงินและเศรษฐกิจมหภาค เป็นต้น
ที่สำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในยุคนี้มีมุมมองเน้นปฏิบัตินิยม (pragmatic mindset) ไม่ได้เลือกผู้นำจากอุดมการณ์นิยมเหมือนในอดีต แต่เลือกจากความสามารถและประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ ผู้บริหารประเทศที่เข้าใจทั้งตลาดเงิน/ตลาดทุน การจัดการความเสี่ยงของเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่ไปกับการจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศจึงเหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในระดับโลก และเดินเกมการทูตรักษาสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ
ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางเวียดนามกำลังเข้าสู่ความเป็น ‘รัฐเทคโนแครต’ (Technocratic State) ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นเทคโนแครตมากกว่าการเป็นนักการเมืองสายมวลชน การเป็นผู้บริหารแบบมืออาชีพมากกว่าการเป็นนักปลุกกระแส/ประชานิยม และมีประสบการณ์ในสายเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าสายความมั่นคง
ประเด็นสุดท้าย ทิศทางเวียดนามภายใต้รัฐบาลเล มิญ ฮึงจะเป็นอย่างไร
การแต่งตั้งอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนาม ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารประเทศ แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ในปี 2045 ที่จะให้เวียดนามเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ภายในวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งประเทศเวียดนาม การขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศของเล มิญ ฮึง เพื่อกุมบังเหียนนำทิศทางเวียดนามให้เข้าสู่ phase ใหม่ของการพัฒนาในยุคที่ ‘เศรษฐกิจ-การเงิน-เทคโนโลยี-การต่างประเทศ’ กลายเป็นแกนกลางของความมั่นคงแห่งรัฐ มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์แบบเดิม และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คือ สนามรบหลักของเวียดนามที่ต้องเอาชนะให้ได้
การตัดสินใจเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล ยังได้สะท้อนทิศทางการเน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การเติบโตเชิงปริมาณอย่างรวดเร็วแต่เศรษฐกิจมหภาคกลับมีความเปราะบาง และจากผลงานในช่วงที่เล มิญ ฮึงเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง เวียดนามมีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มมาก และควบคุมรักษาค่าเงินค่อนข้างมีเสถียรภาพ คุมเงินเฟ้อได้ดี รวมทั้งการปรับระบบธนาคารให้ทันสมัยขึ้น
แนวนโยบายนายกฯ เล มิญ ฮึง น่าจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแบบเต็มตัว และการยกระดับอุตสาหกรรมยุคใหม่แบบครบวงจร ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค มากกว่าแนวที่เน้น revolutionary socialism แบบผู้นำรุ่นเก่า รัฐบาลของนายกฯ เล มิญ ฮึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจัดการวิกฤตหนี้ และเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ Asset Bubble ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมแบบยกเครื่อง เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต
ทิศทางของรัฐบาลใหม่เวียดนามจึงไม่ได้มุ่งเพียงแค่ตัวเลข GDP แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain security) เพื่อรับมือกับสงครามเทคโนโลยี (tech war) และประเด็นยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม semiconductor และแร่หายาก (critical minerals) รวมทั้งการแข่งขันด้าน AI ภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน และโลกที่ไม่เป็นมิตรเหมือนเดิม
โดยสรุป การเลือกอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเวียดนามสะท้อนว่า การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และการจัดการความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ เป็นหัวใจหลักของอำนาจรัฐในยุคนี้
ที่สำคัญ แม้ว่านายกฯ คนใหม่ของเวียดนามจะเป็นลูกชายของอดีตรัฐมนตรี และพื้นฐานครอบครัวมีส่วนช่วยเปิดประตูทางการเมือง แต่สิ่งที่เป็นผลงานในอดีตในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลาง ประสบการณ์ความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคผ่าน crisis management และมี international credibility ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เล มิญ ฮึงได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญระดับชาติ จึงไม่ได้เป็นผู้นำประเทศเพียงแค่มีเส้นสายตั๋วช้าง การใช้นามสกุลพ่อ หรือการเล่นพรรคเล่นพวกเท่านั้น


