เชื่อว่าการเลื่อนเวลาแข่งขันในไมอามี กรังด์ปรีซ์ ขึ้นมาเร็วขึ้นอีก 3 ชั่วโมง จนมาแข่งขันกันในเวลาเที่ยงคืนเมื่อคืนที่ผ่านมา (วันอาทิตย์ที่ 3 ต่อเช้ามืดวันที่ 4 พฤษภาคม) น่าจะถูกใจแฟนๆ ชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวันนี้เป็นวันหยุด (วันฉัตรมงคล) และเวลายังต่อเนื่องจากเกมแดงเดือดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ด้วย
ที่ยอดเยี่ยมกว่านั้น คือการแข่งขันที่ ไมอามี อินเตอร์เนชันแนล ออโตโดรม จบลงอย่างสนุกและไม่ได้เห็นความขาดลอยแบบที่เห็นใน 3 เรซแรกก่อนเบรกอีกต่อไป
แม้สุดท้าย อันโตนิโอ ‘คิมี’ อันโตเนลลี วัย 19 ปี จะคว้าชัยชนะเป็นสนามที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะที่น่าประทับใจที่สุด
เพราะแม้เขาจะเริ่มจากตำแหน่งโพลแต่ก็เสียตำแหน่งไปในช่วงชุลมุนที่โค้ง 1 จนต้องไล่ล่าและต่อสู้กับนักขับชั้นนำอย่าง ชาร์ลส์ เลอแคลร์ จาก เฟอร์รารี, แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน จาก เรดบูลล์ รวมไปถึง 2 นักขับแมคลาเรน อย่าง ออสการ์ ปิอัสทรี และ แลนโด นอร์ริส
เขาได้รับชัยชนะผ่านกลยุทธ์การทำ ‘อันเดอร์คัต’ ของ เมอร์ซีเดส และการรักษาความเร็วอย่างคงเส้นคงวาแม้จะมีรายงานปัญหาเรื่องเกียร์และคันเร่งในช่วงท้ายของการแข่งขันก็ตาม
ฟอร์มการขับของ คิมี บอกกับเราว่า เขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของ เมอร์ซีเดส และสิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ คือการพยายามยืนระยะ และทำผลงานให้ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไป
นอกจาก คิมี แล้ว แมคลาเรน ก็ควรได้รับคำชมเช่นกัน เพราะชุดอัปเกรดรถใหม่ของ แมคลาเรน ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมันแสดงออกผ่านผลงานของ แลนโด นอร์ริส ที่สามารถคว้าโพลและชัยชนะในรอบ สปรินท์ ได้ตั้งแต่วันเสาร์
แม้ในวันอาทิตย์เขาจะจบในอันดับที่ 2 แต่เขาก็สามารถกดดัน คิมี ได้ตลอดช่วงสุดท้ายของการแข่ง และนำมายาวนานถึง 15 รอบ
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า แม้แลนโด จะไม่ได้ชัยชนะ แต่ทีมแมคลาเรน ก็เป็นทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุดในสุดสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าทีมมะละกอได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทีมซิลเวอร์แอร์โรว์อย่างเต็มตัวในปีนี้ และปัจจุบันถูกมองว่าเป็นทีมที่เร็วเป็นอันดับสองรองจาก เมอร์ซีเดส และนำหน้า เฟอร์รารี ไปแล้ว
อีกคนหนึ่งที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้เลย นั่นคือ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน และทีมเรดบูลล์ ของเขา หลังจากผลงานที่น่าผิดหวังในญี่ปุ่น ทีมกระทิงแดงได้นำแพ็คเกจอัปเกรดสำคัญมาใช้ รวมถึงการแก้ไขปัญหาในระบบ Steering rack ที่ แม็กซ์ บอกว่าเขารู้สึกถึงปัญหามาตั้งแต่ช่วงทดสอบรถที่บาร์เซโลนา
การแก้ไขนี้ช่วยให้เขากลับมามีความมั่นใจและทำความเร็วได้ดีขึ้น จนสามารถคว้าตำแหน่งแถวหน้าในการออกสตาร์ทได้ แม้ว่าสุดท้ายจะจบในอันดับ 5 ก็ตาม แต่นั่นก็ยังถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก
อีกหนึ่งทีมที่ถูกมองว่ากลับมาอย่างงดงาม คือ วิลเลียมส์ ที่สามารถเก็บคะแนนได้ทั้งสองคัน จากฝีมือการประสานงานของ คาร์ลอส ไซน์ซ กับ อเล็กซ์ อัลบอน โดยเฉพาะ นักขับชาวไทย ที่ป้องกันการแซงจาก โอลิเวอร์ แบร์แมน ในช่วงกลางไปถึงปลายเรซได้ตลอดรอดฝั่ง จนคว้าแต้มสุดท้ายของการแข่งขันมาได้
แน่นอนว่า นี่เป็นผลมาจากการอัปเกรดรถที่ควรจะมีตั้งแต่สนามแรกแต่เพิ่งได้ติดตั้ง ทำให้ทีมกลับมามีลุ้นในกลุ่มกลางตารางอีกครั้ง
ตัดภาพไปยัง ‘ผู้แพ้’ ในเรซนี้ คนแรกนี่ จะเป็นใครไม่ได้เลย นอกจาก ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ที่ประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งการเข้าพิทเร็วเกินไปจนเขาเองยังสงสัย ลามไปถึงการขับหมุน และที่หนักที่สุดคือโทษปรับ 20 วินาทีหลังจบการแข่งขัน จากการขับลัดสนามซ้ำๆ ขณะพยายามประคองรถที่เสียหายเข้าเส้นชัย ทำให้ร่วงลงไปอยู่อันดับ 8
ย้อนกลับไปในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน ขณะที่กำลังไล่ล่า ออสการ์ ปิอัสทรี เพื่อชิงอันดับ 3 ชาร์ลส์ ได้เสียหลักหมุนที่โค้ง 2 และ 3 จนรถไปฟาดกำแพงส่งผลให้รถได้รับความเสียหายที่ระบบกันสะเทือน
หลังจากรถหมุน Leclerc พยายามขับรถกลับเข้าเส้นชัย แต่ได้ ขับออกนอกเส้นทางและตัดโค้งซ้ำหลายครั้ง บริเวณโค้ง 5, 6, 8, 11 และชิเคนโค้ง 14/15
กรรมการพิจารณาว่าการตัดโค้งซ้ำ ๆ ทำให้เขาได้รับความได้เปรียบ และ “ปัญหาทางเทคนิคไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้” ในการทำผิดกฎดังกล่าว
ชาร์ลส์ ถูกลงโทษ ปรับเวลา 20 วินาที ส่งผลให้เขาตกจากอันดับต้น ๆ ไปอยู่ที่ อันดับ 8 ตามหลังเพื่อนร่วมทีมอย่าง เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน และ ฟรังโก โคลาปินโต
อย่างไรก็ตาม กรรมการไม่ได้ลงโทษเขาในข้อหาขับรถในสภาพที่ไม่ปลอดภัย โดยระบุว่าความเสียหายของรถไม่ได้รุนแรงถึงขั้นมีชิ้นส่วนหลุดร่วงที่จะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
อีกคนที่นับได้ว่าเป็นผู้แพ้ นั่นคือ จอร์จ รัสเซลล์ ที่แม้จะได้อันดับ 4 แต่ถือเป็นสุดสัปดาห์ที่น่าผิดหวังเพราะความเร็วสู้เพื่อนร่วมทีมอย่าง 8มี อันโตเนลลี ไม่ได้เลย
จอร์จ ยอมรับว่าความเร็วของเขาย่ำแย่มากในเรซนี้ และที่ได้อันดับ 4 มาได้ก็เพราะโชคช่วยจากการที่ เลอแคลร์ รถหมุนในรอบสุดท้าย
ฟอร์มของเขาในสนามนี้ เป็นสัญญาณที่ไม่ดี เมื่อไปเทียบกับ คิมี แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ย่ำแย่ที่สุด เพราะเมื่อนำไปรวมกับข่าวลือที่ว่า โตโต วูล์ฟส์ พยายามจีบ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน มาตลอด นั่นยิ่งทำให้ฟอร์มของเขาในสนามนี้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น
เรื่องที่ดีคือยังมีเวลาอีกหลายเรซให้ จอร์จ พิสูจน์ตัวเอง และปัจจุบัน เขายังรั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนนักแข่ง ซึ่งโดยรวมแล้วยังทำให้ทีมเมอร์ซีเดส รั้งที่ 1 ในตารางอันดับทีมผู้ผลิตด้วย
อีกหนึ่งคนที่น่าจะเป็นผู้แพ้ในสนามนี้แบบสมบูรณ์ คือ ไอแซ็ค ฮัดจาร์ ที่ แข่งไม่จบเนื่องจากขับชนกำแพงขณะกำลังไล่แซง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการวิจารณ์แชสซีรถว่าขับยาก ซึ่งสวนทางกับความเร็วของรถที่ทีมพัฒนาขึ้นมาในสุดสัปดาห์นี้
ฮัดจาร์ ต้องเผชิญกับสุดสัปดาห์ที่ยากลำบาก โดยเขาทำความเร็วตามหลังเพื่อนร่วมทีมอย่าง แม็กซ์ ถึง 1 วินาทีในรอบซ้อม และถูกตัดสิทธิ์จากการควอลิฟาย
ฟอร์มของฮัดจาร์ ถูกจับตามองตั้งแต่เรซแรกแล้วว่าจะกลายเป็นคู่หูที่ช่วยแบ่งเบาภาระให้แม็กซ์ได้บ้างหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ การจบแบบมีคะแนนแค่ที่จีนแค่สนามเดียว และแข่งไม่จบถึง 2 สนาม อาจจะทำให้อนาคตของเขาในทีมใหญ่ของ เรดบูลล์ น่าเป็นห่วงแล้วก็ได้
อีกประเด็นที่น่าจะพูดถึงในเรซนี้ คือเหตุการณ์ในช่วงต้นการแข่งขันที่ เลียม ลอว์สัน จากทีมเรซซิงบูลล์ ไปชนกับ ปิแอร์ แกสลีย์ จากทีม อัลพีน ที่โค้ง 17 จนทำให้รถของนักขับฝรั่งเศส พลิกคว่ำไปฟาดแผงยางกั้น
แม้ภาพการพลิกคว่ำที่ออกมาจะดูน่ากลัว แต่ด้วยระบบความปลอดภัยของรถ ก็ทำให้เราได้เห็น แกสลีย์ เดินออกจากรถโดยดูไม่ได้เป็นอะไรมากนัก
จากการตรวจสอบพบว่า ในจังหวะดังกล่าว ระบบเกียร์ของรถ ลอว์สัน ล้มเหลว ก่อนที่จะเกิดการชนเพียงครู่เดียว กรรมการจึงตัดสินว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความขัดข้องทางเทคนิค และ ไม่มีการลงโทษใด ๆ ต่อนักขับจาก VCARB ด้วย
แม้จะเกิดอะไรขึ้นมากมาย ในไมอามี กรังด์ปรีซ์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราได้ชมเรซที่สนุก สูสี และคาดเดาผลการแข่งขันไม่ได้อีกครั้ง
แม้ในเรซนี้ จะเป็นเรซที่ 4 ติดต่อกันที่ เมอร์ซีเดส คว้าชัยชนะไปครองได้ และเป็นชัยชนะของ คิมี อันโตเนลลี 3 เรซติด แต่ช่องว่างจากทีมอื่นๆ ของทีมดาวเงิน ไม่ได้ห่างเหมือน 3 เรซแรกอีกต่อไป
การเบรก 5 สัปดาห์และการปรับแก้กฎเล็กน้อย เริ่มทำให้หลายทีมหาแนวทางของตัวเองเจอ และนั่นส่งผลดีต่อการแข่งขัน รวมไปถึงการลุ้นของแฟนๆ
หลังจากนี้ F1 จะพักอีก 2 สัปดาห์ ก่อนจะกลับมาใน แคนาเดียน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งในสนามนี้ แมคลาเรน บอกว่าพวกเขาจะมีการอัปเกรดรถเพิ่มด้วย
ไม่ใช่แค่แมคลาเรน เชื่อว่าอีกหลายทีม โดยเฉพาะ 4 ทีม น่าจะมีการทำการบ้านในช่วง 2 สัปดาห์ ทำให้เชื่อได้ว่า การกลับมาที่ เซอร์กิต ไจล์ส วิลเนิร์ฟ ที่เมืองมอนทริออล น่าจะเป็นเรซที่น่าติดตาม…อย่างแน่นอน
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/c0m20k4xp4no
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/cyv2354ldmlo
- https://www.skysports.com/f1/news/12433/13539714/miami-gp-kimi-antonelli-holds-off-lando-norris-to-claim-third-successive-win-and-extend-championship-lead
- https://www.motorsport.com/f1/news/five-quick-takeaways-from-miami-grand-prix/10817817/
- https://www.the-race.com/formula-1/winners-losers-action-packed-f1-2026-miami-gp/
- https://www.the-race.com/formula-1/leclerc-given-20-second-penalty-for-repeated-cuts-after-spin/
- https://www.the-race.com/formula-1/antonelli-resists-norris-challenge-to-win-entertaining-miami-gp/


