อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ จะยังไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เนื่องจากตรงกับวันหยุดราชการ จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า พร้อมย้ำว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้ตั้งระเบียบวาระในการประชุม แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรตายตัวว่า ต้องเข้าที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจก่อน และจึงเข้าที่ประชุม ครม. ชุดใหญ่ในวันอังคารได้
ประเด็นสำคัญ
“จริงๆ เรียก ครม. เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่างๆ” นายกรัฐมนตรีเปิดเผย
สำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจเร่งด่วนนั้น อนุทินกล่าวว่า จะพยายามเร่งเต็มที่ และยังไม่ได้ยืนยันว่าวงเงินจะอยู่ที่ 4 แสนล้านบาทหรือไม่ พร้อมขอให้รอผ่านที่ประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคมก่อน
เชื่อโซลาร์รูฟจะราคาถูกลงตามอุปสงค์อุปทาน เหมือนโทรศัพท์มือถือ
ขณะที่การปรับโครงสร้างราคาค่าไฟเป็นอัตราก้าวหน้า อนุทินระบุว่า เราเอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน นำแสงแดดมาเข้าโซลาร์รูฟ ประชาชนใช้เหลือ รัฐก็ซื้อคืนเพื่อนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับการปฏิรูปโครงสร้าง การไฟฟ้าไปยังประชาชน
ส่วนการทำให้โซลาร์รูปถูกลงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อนุทินกล่าวว่า เป็นหลักอุปสงค์อุปทาน เหมือนโทรศัพท์มือถือช่วงแรก เครื่องละ 200,000 กว่าบาท เพราะทุกคนต้องใช้ และแข่งกันทำให้คุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันมือถือทั่วไปราคาแค่ 400 บาท แต่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน
“โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผมที่ซื้อ ราคา 120,000 บาท ถือหิ้วหนีบรักแร้ เท่จะตาย แบตเตอรีตีหัวแตกได้ วันนี้ราคาเหลือเท่าไหร่ เผลอๆ ไปซื้อของแล้วแถมมือถือ” อนุทินกล่าว
ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข
นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า ค่าไฟจะถูกลง 200 หน่วยแรกสำหรับคนทั่วไป ทุกคนได้เท่ากันหมด เหลือ 3 บาทต่อหน่วย 200-400 หน่วยคิดเป็นขั้นบันได ส่วน 400 หน่วยขึ้นไปก็เป็นอีกราคาหนึ่ง ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข หลายระบบในประเทศไทยก็ทำอย่างนี้
ส่วนหากค่าไฟในเดือนเมษายน เมื่อปรับโครงสร้างแล้วไม่ทันกับรอบบิล จะสร้างปัญหาให้ประชาชนหรือไม่ อนุทินระบุว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ทันรอบบิลนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอน และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นหน่วยงานอิสระ ไป บังคับอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มแล้ว เป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส พยายามจะทำให้ถึงมือประชาชนในช่วงต้นเดือนมิถุนายน


