ท่ามกลางกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยอมรับว่า ต่อกรณีดังกล่าว จะมีคำชี้แจงและเหตุผลของมติ ป.ป.ช. ออกมาในรูปแบบเอกสาร
อย่างไรก็ตาม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. โดยเตือนสติสังคมให้จับตาว่า การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในครั้งนี้ อาจเป็นการโยนทิ้งทุกหลักการเพื่อปูทางให้ใครบางคนกลับมาผงาดในตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่
สำหรับปกรณ์วุฒิเคยมีบทบาทเป็นเสมือน ‘สารตั้งต้น’ ในคดีของศักดิ์สยาม โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565 เขาเป็นผู้อภิปรายหลักพร้อมเปิดหลักฐานกล่าวหาศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรมซุกหุ้นและใช้ ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางใน หจก. บุรีเจริญฯ แม้ศักดิ์สยามจะยังได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น พร้อม สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหมด 54 คน ได้รวมรายชื่อกันยื่นหลักฐานในการอภิปรายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อรับคำร้องไว้พิจารณา และในวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง
ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) ปกรณ์วุฒิหยิบยกประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น โดยระบุว่า ตามหลักการแล้วจะผูกพันเฉพาะ ‘ผลของคำวินิจฉัย’ เท่านั้น ส่วนเนื้อหาคำอรรถาธิบายหลายสิบหน้าที่นำมาสู่ผลคำพิพากษามิได้มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อองค์กรอื่น
ปกรณ์วุฒิชี้ว่า ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช. กรณีการจงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งก็คือการถือครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มต้นพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยอิงจากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่
ปกรณ์วุฒิยังชวนพิจารณาถึงความผิดปกติของธุรกรรมดังกล่าวใน 2 ประเด็นหลัก
ประการแรกคือ มูลค่าในการซื้อขายหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีรายได้มหาศาลและมีศักยภาพในการทำกำไรสูงจากการรับงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีการทำธุรกรรมขายหุ้นในสัดส่วนเกือบทั้งหมดของบริษัทในราคาจดทะเบียน ซึ่งในมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจย่อมทราบดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีความสมเหตุสมผลแม้แต่น้อย
ประการที่สอง ซึ่งถือเป็นหลักฐานมัดตัวที่สำคัญ คือเส้นทางการเงินที่นำมาใช้ซื้อหุ้น หากย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มในหน้าที่ 36-39 จะพบเอกสารหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า เงินจำนวนเกือบ 120 ล้านบาท ที่ผู้ถือหุ้นคนใหม่กล่าวอ้างว่าเป็นทุนทรัพย์ส่วนตัวนั้น แท้จริงแล้วมีต้นทางเส้นทางเงินไหลมาจากเครือข่ายของศักดิ์สยามเอง ทั้งจากบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด, จากตัว หจก.บุรีเจริญฯ และแม้กระทั่งเงินที่มาจากบัญชีของนายศักดิ์สยามโดยตรง
ปกรณ์วุฒิเน้นย้ำว่า ป.ป.ช. ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เพียงแค่ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางการเงินที่ได้รับจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ก็ย่อมต้องเห็นความจริงที่ประจักษ์ชัดว่า ธุรกรรมเหล่านี้เข้าข่ายการจงใจใช้ ‘นอมินี’ เพื่อปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเจตนาซุกซ่อนทรัพย์สินหรือไม่
ปกรณ์วุฒิระบุว่า จะรออ่านเอกสารฉบับเต็มที่ ป.ป.ช. เตรียมจะชี้แจงเหตุผล พร้อมแสดงความกังวลว่า ป.ป.ช. จะยกคำร้องเพียงเพราะแค่ ‘เชื่อ’ ที่ผู้ถูกร้องบอกว่า เพิ่งรู้ว่าตนยังคงถือหุ้น หจก. นี้ หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้
“เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ กับ ป.ป.ช. ที่ปัจจุบันถูกเลือกมาโดย สว. ชุดนี้ ที่มีคดีถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ อยู่ถึง 4 จาก 9 คน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับ ‘ทุกคำร้อง’ ที่เข้าสู่ ป.ป.ช. หรือไม่
“และคงต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าหากทั้งหมดนี้ เป็นการโยนทิ้งทุกหลักการ เพื่อเพียงเป็นการปูทางให้ใครบางคน กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง เราจะยังหวังกับการปราบทุจริตอย่างจริงจัง กับองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ป.ป.ช. ได้อยู่หรือไม่” ปกรณ์วุฒิทิ้งท้าย


