ในเวลาประมาณ 20.25 น. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนที่ 2 ของวันนี้ (9 เมษายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวาระการแถลงนโยบายของ ครม. ที่ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา
ประเด็นสำคัญ
ศุภจียืนยันว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงวิกฤตที่ซับซ้อน ทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมกางแผนรับมือแบบเป็นรูปธรรมในคลัสเตอร์การค้า การผลิต และการบริการ ภายใต้หลักการลดภาระ เพิ่มรายได้ และปรับโครงสร้างใหม่
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษทันทีในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ภายหลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อยกระดับการจัดการวิกฤตค่าครองชีพให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว
เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทย’ ช่วยค่าครองชีพ ผุดไอเดียรถพุ่มพวงช่วยกลุ่มเปราะบาง
ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพ ศุภจีระบุว่าได้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังร้านค้าปลีกค้าส่งกว่า 300 แห่งใน 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้มากกว่า 3,000 รายการ โดยมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการฐานราก โดยนำสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มออนไลน์และร้านค้าทั่วไปแล้ว 200-300 รายการ พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐาน มอก. และประสานกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง อย. เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้ประชาชน
สำหรับการดูแลกลุ่มเปราะบาง กระทรวงพาณิชย์เน้นการส่งตรงถึงมือประชาชนผ่านโครงการธงฟ้า 518 จุด และใช้กลยุทธ์ ‘รถพุ่มพวง’ เข้าถึงชุมชนที่ห่างไกลภายใต้งบประมาณที่จำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีบัตรเติมน้ำมันและสินค้าราคาพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วม ขณะเดียวกัน ยังเตรียมลงพื้นที่สถานศึกษาอย่างน้อย 1,000 แห่งตามที่กระทรวงศึกษาธิการชี้เป้า เพื่อนำชุดนักเรียนและสินค้าราคาพิเศษไปแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง รวมถึงเชื่อมโยงผลผลิตการเกษตรไปยังตลาดนัด 1,000 แห่งทั่วประเทศ
“ในยามวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลไม่ได้แบ่งแยกฝ่ายบริหารหรือฝ่ายค้าน แต่มุ่งส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนทุกคน” ศุภจีเน้นย้ำ
จัดระเบียบ 5 กลุ่ม คุมเข้มราคาสินค้า
ส่วนประเด็นการบริหารจัดการราคาสินค้าตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ศุภจีได้อธิบายกระบวนการทำงานว่ามีการทบทวนและจัดระดับความเข้มงวดเป็น 5 มาตรการหลัก ได้แก่
- กลุ่มที่ควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา
- กลุ่มที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนราคาเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจา
- กลุ่มที่ไม่ต้องขอขึ้นราคาแต่ต้องแจ้งข้อมูลปริมาณ
- กลุ่มที่ควบคุมการขนย้ายและส่งออกที่ต้องขออนุญาตเพื่อป้องกันการขาดแคลนในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม
และ 5. กลุ่มมาตรการบริหารเฝ้าระวังราคาเฉพาะทาง เช่น น้ำมัน ยาเวชภัณฑ์ การขนส่ง และน้ำตาลทราย ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่
ยอมรับปุ๋ยยูเรียเหลือใช้ถึงกลาง พ.ค. เร่งเจรจาเรือปุ๋ยออกจากช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านสถานการณ์ปุ๋ยซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร รองนายกฯ และ รมว. พาณิชย์ชี้แจงว่าไทยยังมีสต๊อกปุ๋ยในประเทศ 340,000 ตัน ซึ่งภาพรวมเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม แต่ประเด็นที่น่ากังวลและอาจขาดแคลนคือ ‘ปุ๋ยยูเรีย’ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 36% ของปุ๋ยทั้งหมด และมีสต๊อกรองรับถึงเพียงกลางเดือนพฤษภาคม เนื่องจากแหล่งนำเข้าหลักประสบปัญหาการขนส่งจากภาวะวิกฤต ขณะที่ปุ๋ยชนิดอื่นอีก 64% ยังสามารถบริหารจัดการได้
รัฐบาลจึงเตรียมนำเสนอโครงการ ‘แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง’ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อจัดหาปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งเจรจาเพื่อนำเรือขนส่งของไทยที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาให้ได้ ควบคู่กับการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เจรจานำเข้าปุ๋ยสำเร็จรูปเพิ่มเติม
ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ยอย่างไม่เป็นธรรมไปแล้วถึง 48 คดี และยังมีโครงการธงเขียวเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติม
ในส่วนของเม็ดพลาสติกที่ขาดแคลนบางประเภท รัฐบาลได้นำเข้ามาอยู่ในกลุ่มควบคุมปริมาณความเพียงพอ โดยเตรียมตั้งคณะทำงานบูรณาการข้ามกระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อวิจัย พัฒนา และหาแนวทางลดการใช้พลาสติกอย่างตรงจุด
พร้อมรับมือการไต่สวนมาตรา 301 สหรัฐฯ
นอกจากนี้ ศุภจียังได้ตอบข้อกังวลในด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยประเด็นการรับมือมาตรการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่และได้ตั้งคณะกรรมการรับมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมส่งคำชี้แจงภายในวันที่ 15 เมษายนนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยแต่อย่างใด
ส่วนตัวชี้วัดทูตพาณิชย์ที่ 5% นั้น จะรับไปทบทวนเพื่อเน้นทั้งปริมาณและคุณภาพของการส่งออกให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
สำหรับการปกป้อง SMEs ซึ่งคิดเป็น 99% ของจำนวนบริษัททั้งหมด รัฐบาลได้แก้ปัญหาสินค้าต่างชาติตีตลาดด้วยการสแกนสินค้านำเข้าผิดปกติแบบเรียลไทม์ และเตรียมมาตรการไต่สวนอย่างรวดเร็ว พร้อมจัดหาที่ปรึกษากฎหมายให้กลุ่ม SMEs สู้คดีฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีการเปิดคลินิกการค้า ส่งเสริม Local Content และอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต ควบคู่ไปกับการกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินีอย่างเข้มงวด ทำให้การจดทะเบียนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง
ด้านคลัสเตอร์นโยบายด้านการบริการและการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงศักยภาพเมืองรองและเมืองน่าเที่ยวออกมาใช้อย่างเต็มที่ มีการบูรณาการจัดทำปฏิทินท่องเที่ยว 365 วัน
ศุภจีได้อธิบายถึงข้อกังวลเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือว่า การท่องเที่ยว 365 วันไม่ได้หมายความว่าต้องไปจังหวัดเชียงใหม่ทุกวัน แต่เป็นการจัดสรรปฏิทินให้สอดคล้องกับฤดูกาลและจุดเด่นของแต่ละจังหวัด เช่น หน้าฝนไปจังหวัดหนึ่ง หน้าร้อนไปอีกจังหวัดหนึ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างจริงจัง
ในช่วงท้ายของการอภิปราย ศุภจีได้กล่าววิงวอนต่อที่ประชุมว่า วันนี้ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว ตนเองยินดีรับฟังและนำข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยไม่เกี่ยงงอน แต่ขอความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาให้นำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริง เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน
“อย่าสร้างความตระหนก แต่ช่วยกันสร้างให้ทุกคนตระหนัก ว่าเราไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว” ศุภจีทิ้งท้าย


