ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากราคาพลังงานเพิ่ม 50% ฉุดรายได้ครัวเรือนเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกลง 3-4% โดยผู้มีรายได้น้อยจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธนาคารโลกยังหั่นประมาณการแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เหลือ 1.3% จากคาดการณ์เดิมที่เคยให้ไว้ที่ 2.0% สะท้อน ‘ไทย’ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานหนักสุด
ประเด็นสำคัญ
กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดตัวรายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and the Pacific: EAP) โดยส่วนหนึ่งของรายงานได้วิเคราะห์ผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค พบว่า หากความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อและทวีความรุนแรงก็อาจส่งผลให้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและการเติบโตของภูมิภาคหดตัวลง โดยหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 50% อาจทำให้รายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคลดลงได้ถึง 3-4%
ธนาคารโลกอธิบายต่อว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อและฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับระดับการเปิดรับความเสี่ยง (Exposure) ความเปราะบาง และพื้นที่ดำเนินนโยบาย โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่
- ผลกระทบทางตรง: จากค่าเชื้อเพลิงและพลังงานที่สะท้อนไปยังดัชนีราคาผู้บริโภคทันที เนื่องจากเชื้อเพลิงมีสัดส่วนประมาณ 5% ของตะกร้าเงินเฟ้อในประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่
- ผลกระทบทางอ้อม: จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในภาคขนส่ง การผลิต และการเกษตร ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและผลักดันราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
ดังนั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเปรียบเสมือน ‘ภาษีด้านอุปทาน’ (supply-side tax) ที่ไปเพิ่มต้นทุนการผลิต ลดอัตรากำไรของบริษัท และลดรายได้ที่ใช้สอยได้จริงของครัวเรือน ซึ่งจะชะลอทั้งผลผลิตและการบริโภคลงพร้อมกัน
จากการประมาณการเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยหากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 20 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราเงินเฟ้อในไทยและฟิลิปปินส์อาจเพิ่มขึ้น 0.67 จุดเปอร์เซ็นต์และ 0.62 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างหนัก
ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียมีความอ่อนไหวปานกลางกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลไกการอุดหนุนในประเทศและการควบคุมราคาที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคจากผลกระทบเต็มรูปแบบ ขณะที่จีนมีความอ่อนไหวน้อยที่สุดที่ประมาณ 0.22% เนื่องจากมีการผสมผสานแหล่งพลังงานที่หลากหลายกว่าและการควบคุมราคาพลังงานในประเทศที่เข้มงวดโดยรัฐบาล
สำหรับการชะลอตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรมก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยทั้ง 5 ประเทศประสบภาวะผลผลิตลดลง ซึ่งไทยและฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบมากที่สุดที่ประมาณ -0.19จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่จีนมีความยืดหยุ่นสูงสุดโดยได้รับผลกระทบที่ -0.06 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การลงทุนและการจ้างงานต่างก็ปรับตัวลดลงเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นเช่นกัน

เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งกระทบ ‘คนรายได้น้อย’ มากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารโลกยังกล่าวว่า ผลกระทบต่อจากเงินเฟ้อนำเข้าที่เกิดจากราคาเชื้อเพลิงมีลักษณะ ‘ถดถอย’ (Regressive) ซึ่งหมายความว่า จะส่งผลกระทบต่อคนรายได้น้อย ‘มากกว่า’ คนรวย และคุกคามต่อความเร็วในการลดความยากจนในภูมิภาค รวมถึงเพิ่มจำนวนประชากรที่เปราะบาง
การจำลองสถานการณ์ในประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเวียดนามแสดงให้เห็นว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยต้องสูญเสียสวัสดิการในสัดส่วนที่สูงที่สุดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากต้องแบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับพลังงานและการขนส่ง โดยผลกระทบเหล่านี้จะส่งผ่านอย่างทั่วถึงทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยตรงและการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการทั่วไป
ในระดับภูมิภาค หากราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 50% อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคถึง 3–4% ผ่านผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ การขยายตัวของความขัดแย้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความไม่มั่นคงทางอาหารอีกด้วย
นอกจากผลกระทบทางตรงเหล่านี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภูมิภาคผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% อย่างต่อเนื่องจะสัมพันธ์กับการลดลงของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกต่อปีประมาณ 0.1%
หากความขัดแย้งยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นอาจส่งผลเสียต่อการเติบโตของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อขนาดของการหยุดชะงักเพิ่มขึ้น ช่องทางผลกระทบอื่นๆ อาจปรากฏขึ้น เช่น การปิดเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลางที่ยาวนานอาจขัดขวางการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและกระตุ้นการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจเกิดภาวะตึงตัวของเงื่อนไขทางการเงินทั่วโลกเนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Aversion) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต
โดยเศรษฐกิจ EAP มีการเชื่อมโยงกับโลกอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะผ่านทางการค้า ทำให้เปิดรับความเสี่ยงต่อสภาวะอุปสงค์ภายนอกอย่างมาก โดยมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Added) ที่อยู่ในการส่งออกรวมมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% ของ GDP ในเวียดนามและมาเลเซีย และประมาณ 40% ในสปป.ลาว ไทย และกัมพูชา
ผลกระทบของแต่ละประเทศยังต่างกันไปตาม ‘กระสุนนโยบาย’ ที่เหลืออยู่ด้วย
ธนาคารโลกยังระบุว่า ผลกระทบจากภาวะวิกฤตราคาพลังงาน (Energy Price Shock) จะมีความแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการตอบสนองของแต่ละประเทศด้วย โดยกลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก (ได้แก่ ฟิจิ ตองกา วานูอาตู และไมโครนีเซีย) รวมถึงประเทศผู้นำเข้าอย่าง ไทยและมองโกเลีย ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลต่อดุลการค้า มีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Buffers) ที่จำกัด
ธนาคารโลกยังประเมินพื้นที่ทางการคลัง โดยมองว่า จีน (ในระดับท้องถิ่น) สปป.ลาว และไทย ที่มีข้อจำกัดอย่างมากเนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูงและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีกันชนทางการคลังที่แข็งแกร่งกว่า เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีขีดความสามารถที่สูงกว่าในการดูดซับผลกระทบผ่านทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ศักยภาพการกลั่นน้ำมันในประเทศ หรือรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ
ในส่วนของนโยบายการเงิน ธนาคารโลกระบุว่า ธนาคารกลางที่สามารถควบคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดีจะยังคงสามารถดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเพื่อรองรับผลกระทบจากการขาดแคลนพลังงานได้ แต่หากราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงหรือต่อเนื่องจนกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเงินเฟ้อ อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายสู่ระดับที่ผ่อนคลายน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
‘ไทย’ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตราคาพลังงานหนักสุด
รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ ยังได้ประมาณการแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่น่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยจะลดลงจาก 2.4% ในปี 2568 เหลือเพียง 1.3% ในปี 2569 (ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่เคยให้ไว้ที่ 2.0%) ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% ในปี 2570
โดยการชะลอตัวในปี 2569 นี้เป็นผลมาจากปัจจัยช็อกภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติมข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า
นอกจากนี้ ‘ไทย’ ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตราคาพลังงานหนักสุด เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ดังนี้
1. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง (High Exposure): ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net importer) รายใหญ่ โดยมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 7% ของ GDP การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับนี้ ทำให้ไทยต้องรับภาระโดยตรงเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นนี้จะทำหน้าที่เสมือนการเก็บภาษีที่ไปลดทอนอำนาจซื้อของครัวเรือนและเพิ่มต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม
2. ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่รุนแรง: ไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงมาก โดยการประเมินพบว่า หากราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น 20 ดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 0.67 จุดเปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศหลักอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีการประเมินร่วมกัน
3. การฉุดรั้งภาคการผลิตและการเติบโต: ต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นจะถูกส่งผ่านเป็นต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในภาคการขนส่ง การผลิต และการเกษตร โดยประเมินว่าการที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะกดดันให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production) ของไทยลดลงประมาณ 0.19 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไทยได้รับผลกระทบในด้านนี้หนักหน่วงที่สุดในกลุ่มประเทศที่ทำการวิเคราะห์เช่นกัน
4. ข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Limited Policy Space): ไทยมีพื้นที่ทางการคลังและนโยบายค่อนข้างจำกัดในการใช้มาตรการรับมือหรือดูดซับแรงกระแทก เนื่องจากรัฐบาลมีระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 66% ของ GDP และยังมีการขาดดุลทางการคลังอยู่ ดังนั้น การที่รัฐบาลจะใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อบรรเทาภาระให้ประชาชน จะยิ่งสร้างแรงกดดันต่องบประมาณ ทำให้ต้องกู้ยืมและเพิ่มหนี้สิน ซึ่งอาจนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและไปบั่นทอนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด
5. ความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน: วิกฤตราคาพลังงานนี้ยังเข้ามาซ้ำเติมข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมของไทย คือปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อต้องเผชิญกับราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาระหนี้สินเดิมที่หนักอยู่แล้วจะยิ่งบีบคั้นรายได้ที่แท้จริงและกำลังซื้อของครัวเรือนไทยให้ลดลงไปอีก

วิกฤตพลังงานและความไม่แน่นอนกำลังฉุดรั้งการเติบโตในภูมิภาค
ธนาคารโลกยังคาดว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคคาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 4.2% ในปี 2569 จาก 5.0% ในปี 2568 โดยเป็นผลจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
คาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า “เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังคงเติบโตได้ดีกว่าหลายส่วนของโลก แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
“อย่างไรก็ตาม การที่จะรักษาระดับการเติบโตได้นั้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเผชิญหน้ารับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง และคว้าโอกาสจากยุคดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างงานมากขึ้น” ฮารามิโยกล่าว
อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้โดยไม่เป็นการสร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป
“ในอดีตที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถือว่ามีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม แต่อุปสรรคความท้าทายในปัจจุบันอาจทำให้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของผลิตภาพ” แมตทูกล่าว
“มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมต่อประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยรักษาการจ้างงานในวันนี้ ขณะที่การกลับมาดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เคยหยุดชะงักอีกครั้งคือปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตในอนาคตได้”

รายงานยังระบุว่าการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถือเป็นจุดที่มีสัญญาณเชิงบวกในปี 2568 โดยเฉพาะในมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม
นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังมีศักยภาพในการช่วยยกระดับผลิตภาพ แต่อย่างไรก็ดี การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและทักษะแรงงาน
โดยปัจจุบันมีเพียง 13-17% ของบริษัทย่อยของบริษัทข้ามชาติในจีนและไทยเท่านั้นที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของประเทศอุตสาหกรรม
ประเด็นพิเศษในรายงานยังชี้ให้เห็นว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเร่งให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเติบโตเร็วขึ้นและสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
มาตรการสนับสนุนแบบมุ่งเป้าในบางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะดังที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย และล่าสุดในเวียดนาม ประสบความสำเร็จได้เนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้ยกระดับรากฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสถาบันกำกับดูแล ไปพร้อมๆ กับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน
ในทางกลับกัน มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจในบางประเทศยังมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่มากนักเนื่องจากยังมีข้อจำกัดจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและมาตรการคุ้มครองทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการ
อ้างอิง:

