×

เจาะเบื้องลึก ทำไมทรัมป์ปลด ‘แพม บอนดี’ รมว.ยุติธรรม ผู้รับมือวิกฤตเอปสตีนไฟล์

03.04.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ แพม บอนดี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปลด แพม บอนดี (Pam Bondi) รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมออกจากตำแหน่ง หลังไม่พอใจกับการทำงานที่ผิดพลาดจากปม ‘เอปสตีนไฟล์’ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศ และอาชญากรรมค้ามนุษย์

 

เมื่อคืนนี้ (3 เมษายน) ทรัมป์ประกาศปลดบอนดีออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมผ่าน Truth Social โดยระบุว่า เธอจะย้ายไปทำงานใหม่ที่จำเป็นและมีความสำคัญมากในภาคเอกชนแทน พร้อมประกาศแต่งตั้ง ท็อดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุด ขึ้นทำหน้าที่รักษาการแทนชั่วคราว

 

ผู้นำสหรัฐฯ ยกย่องบอนดีว่า เธอเป็นผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่และเพื่อนที่ภักดี โดยที่ผ่านมา เธอได้ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า งานใหม่ของเธอคืออะไร

 

ขณะที่บอนดีระบุว่า การได้ทำงานให้กับทรัมป์ เพื่อทำให้อเมริกาปลอดภัยและมั่นคงเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และหลังจากนี้ เธอจะใช้เวลา 1 เดือนในการส่งมอบงานให้บลานช์

 

อนึ่ง แหล่งข่าวภายในระบุกับ Reuters ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์ได้แจ้งกับบอนดีในที่ประชุมทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาว่า เขาต้องการเปลี่ยนตัวเธอ ขณะที่พันธมิตรใกล้ชิดได้สนับสนุนให้ทรัมป์ตัดสินใจปลดเธอโดยเร็ว

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อผลงานของบอนดีมาหลายเดือน โดยเคยพิจารณาให้ ลี เซลดิน (Lee Zeldin) ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน รวมถึงหารือชื่อบุคคลอื่นด้วย

 

ในช่วงที่ผ่านมา บอนดีถูกกล่าวหาว่าปกปิดและบริหารจัดการข้อมูลในเอปสตีนไฟล์ผิดพลาด ส่งผลให้เธอเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ ขณะที่พรรครีพับลิกันและกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์มองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการทำงานของเธอ

 

เบื้องหลังการปลด แพม บอนดี เป็นอย่างไร?

 

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า สัญญาณความไม่ลงรอยระหว่างบอนดีกับทรัมป์เกิดขึ้นตลอด 14 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยเมื่อคืนนี้ ทั้งสองนั่งใกล้กันระหว่างฟังศาลฎีกาพิจารณาคดีสิทธิการได้สัญชาติ แต่ปรากฏว่า ทรัมป์ย้ายที่นั่งในเวลาต่อมา

 

The Wall Street Journal ชี้ว่า จุดผิดพลาดของบอนดีในคดีเอปสตีน คือ การพูดว่ารัฐบาลทรัมป์มีรายชื่อ ‘ลูกค้า’ หรือผู้กระทำความผิดอาชญากรรมค้ามนุษย์อยู่ในมือ ทำให้ฐานเสียงทรัมป์คาดหวังสูง ขณะที่ทำเนียบขาวก็รู้สึกงุนงงและเริ่มควบคุมการให้สัมภาษณ์ของเธอแต่ละครั้ง

 

ที่ผ่านมา บอนดีพยายามไม่เปิดข้อมูลในคดีเอปสตีนเพิ่มเติม โดยระบุว่า เนื้อหาละเอียดอ่อน แต่ปรากฏว่า สภาคองเกรสก็ออกกฎหมายบังคับให้รัฐบาลเปิดเผยในช่วงเดือนธันวาคม 2025 จนนำไปสู่การเปิดเผยเอกสารนับล้านชิ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

อันที่จริง ทั้งสองคนพูดคุยหารือเรื่องลาออกตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี 2026 แม้บอนดีจะขอดำรงตำแหน่งจนถึงช่วงฤดูร้อน แต่ทรัมป์ปฏิเสธ

 

มีการมองว่าหลายครั้ง บอนดีพยายามตอบสนองเอาใจทรัมป์ แต่วิธีการยังไปไม่ถึงเป้าหมาย เช่น เปิดการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งปี 2020 หรือให้กระทรวงยุติธรรมติดแบนเนอร์หน้าผู้นำสหรัฐฯ ขนาดใหญ่บนอาคารหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า การปลดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาเดียว แต่เป็นความไม่พอใจที่สะสมต่อเนื่อง โดยทรัมป์รู้สึกของทรัมป์ว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ได้รับ ‘ข่าวเชิงบวก’ มากพอ ซึ่งครั้งหนึ่ง มีคนพูดชื่อบอนดีต่อหน้าทรัมป์ เขาถึงกับตอบโต้ทันทีว่า เธอทำงานแย่มาก

 

เชื่อกันว่า ทรัมป์ต้องการรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ที่เป็น ‘สายลุย’ มากกว่า เพราะตัวเลือกแรกของเขา คือ แมตต์ เกตซ์ นักการเมืองรีพับลิกันสายอนุรักษนิยมสุดโต่ง แต่ติดปัญหาจากคดีอื้อฉาว ขณะที่บอนดีคือตัวเลือกสำรอง แม้จะมีบุคลิกนุ่มนวล แต่ก็อ่อนไหวกับคำวิจารณ์เสมอ

 

ปัจจุบัน คดีเอปสตีนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ในกลุ่มอนุรักษนิยมของทรัมป์ โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนออกมาต่อต้านทำเนียบขาว และเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

 

อนึ่ง การปลดรัฐมนตรีระดับสูงของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่เขาต้องเผชิญแรงกดดันจากคะแนนนิยมที่ลดลง ราคาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และสงครามอิหร่าน โดย The Atlantic ยังเผยว่า ผู้นำสหรัฐฯ เตรียมปลด แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI, แดเนียล พี. ดริสคอลล์ รัฐมนตรีกองทัพบกสหรัฐฯ และ โลรี ชาเวซ-เดอเรเมอร์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน

 

ภาพ: Kent Nishimura / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising