ผ่านพ้นมาแล้วกว่าสองสัปดาห์หลังการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ฝุ่นควันทางการเมืองไทยกลับยังตลบอบอวลยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่การนับคะแนน แต่คือ ‘มหากาพย์เกมชิงอำนาจ’ ที่เดิมพันด้วยผลประโยชน์มหาศาล ท่ามกลางสายตาประชาชนที่ตื่นตัวและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
🍁 ปรากฏการณ์หักปากกาเซียน: บ้านใหญ่ยุคใหม่
ผลการเลือกตั้งปี 2569 คือการล่มสลายของคำว่า ‘แลนด์สไลด์’ แบบเดิมๆ เมื่อ พรรคภูมิใจไทย กวาดที่นั่งมาเป็นอันดับ 1 (193 ที่นั่ง) ด้วยยุทธศาสตร์บ้านใหญ่พรีเมียมที่คุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคใต้ ขณะที่ พรรคประชาชนแม้จะครองใจมวลชนกว่า สส.บัญชีรายชื่อ มาอันดับ 1 แต่กลับได้ที่นั่ง สส. มาเป็นอันดับ 2 (118 ที่นั่ง) ส่วนยักษ์ใหญ่อย่าง พรรคเพื่อไทย กลับทรุดตัวลงไปอยู่อันดับ 3 อย่างน่าใจหาย
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ความน่าสนใจอยู่ที่ ‘การเมืองเชิงพื้นที่’ ที่เปลี่ยนไป ภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจ แต่กลายเป็น ‘เครื่องจักรเลือกตั้ง’ ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงครองแชมป์ในเมืองหลวงและเขตเมืองใหญ่ แต่กลับเจาะกำแพงบ้านใหญ่ในต่างจังหวัดได้ยากกว่าที่คิด
🍁 สูตรลับรัฐบาล: ทางสามแพร่ง และแผน ‘โดดเดี่ยวกล้าธรรม’
ปัจจุบันเกมตั้งรัฐบาลถูกแบ่งออกเป็น 3 เส้นทางหลักที่แต่ละขั้วกำลังชิงจังหวะกันอย่างดุเดือด
สูตรแรกคือ ‘สูตรสีธงชาติ’ (น้ำเงิน-แดง-เขียว) ซึ่งเป็นการรวมตัวของ ภูมิใจไทย, เพื่อไทย, กล้าธรรม และพรรคเล็ก รวมกันได้ 350 เสียงขึ้นไป สูตรนี้มีเสถียรภาพสูงสุดในเชิงตัวเลข แต่มีปัญหาหนักที่สุดในการ ‘แบ่งเค้ก’ โดยเฉพาะการแย่งชิงกระทรวงเกรด A อย่างเกษตรและสหกรณ์ และคมนาคม
สูตร ‘เขี่ยกล้าธรรม’ เป็นการรวมตัวของ ภูมิใจไทย, เพื่อไทย และพรรคเล็ก มี สส.เกือบ 300 ที่นั่ง โดยตัดพรรคกล้าธรรมออกไป ข้อดีคือภูมิใจไทยจะคุมกระทรวงเกษตรฯ และคมนาคมได้เบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องแบ่งใคร รวมถึงป้องกันความเสี่ยงต่อการถูกยื่นถอดถอนรัฐบาลอนุทินปม ‘จริยธรรมร้ายแรง’ แต่ข้อเสียคือต้องคุมเสียงของพรรคร่วมให้ดี
อีกสูตรที่น่าจับตาคือ ‘สูตรดัดหลังเบอร์ 1’ หากภูมิใจไทยตกลงผลประโยชน์กับพรรคร่วมไม่ได้ อาจเกิดการพลิกขั้วโดยพรรคประชาชนจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม เพื่อโดดเดี่ยวพรรคภูมิใจไทยให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แม้โอกาสจะเกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากอุดมการณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ในโลกการเมืองไทย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
🍁 สงครามน้ำเงินเขียว: ‘อนุทิน’ vs ‘ธรรมนัส’
ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการเลือกตั้งรอบนี้คือ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่กำลังเล่นเกม ‘หนามยอกเอาหนามบ่ง’ กับ อนุทิน ชาญวีรกูล ฝั่งภูมิใจไทยพยายามบีบพื้นที่ให้กล้าธรรมยอมถอยเรื่องกระทรวงเกษตรฯ ท่ามกลางกระแสข่าวเขี่ยกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ ร.อ. ธรรมนัสก็สวนกลับด้วยวาทะเด็ด ‘ตอนรักกัน น้ำต้มผักยังว่าหวาน’ พร้อมส่งสัญญาณว่าถ้าถูกเทจริง ก็พร้อมจับมือฝ่ายค้านรุมถล่มรัฐบาล
🍁 ฝ่ายค้านมหาอำนาจ: Full Spectrum Opposition
ลองจินตนาการถึงฝ่ายค้านที่รวมเอา พรรคประชาชน (สมองและข้อมูล), ประชาธิปัตย์ (ฝีปาก), กล้าธรรม (สายลับ) และรวมไทยสร้างชาติ (ความมั่นคง) มาไว้ด้วยกัน นี่จะอาจเป็น ‘ฝันร้าย’ ของรัฐบาลภูมิใจไทยอย่างแท้จริง เพราะเป็นการรวมขั้วอุดมการณ์ตั้งแต่ซ้ายจัดยันขวาจัดมาช่วยกันตรวจสอบ
- ประชาชน: ขยี้ด้วยข้อมูลและ Dashboard งบประมาณ
- ประชาธิปัตย์: ใช้ข้อกฎหมายและจริยธรรมเข้าบีบ
- รวมไทยสร้างชาติ: คอยสกัดนโยบายที่กระทบความมั่นคงและพลังงาน
- กล้าธรรม: คายความลับวงในที่รู้เห็นมาจากการเป็นคนกันเอง
🍁 กกต. กับปม ‘บาร์โค้ด’ ที่ส่อทางตัน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้คือความผิดพลาดของ กกต. ทั้งระบบรายงานผลล่ม ความผิดพลาดของ กปน. ประจำหน่วยเลือกตั้ง และโดยเฉพาะเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่นักกฎหมายมองว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ เนื่องจากขัดหลักการลงคะแนนลับ
ขณะเดียวกันยังมีนักวิชาการ รวมถึงผู้ที่เห็นว่าปมบาร์โค้ด ไม่ได้มีปัญหาจนทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ เพราะเพียงแต่เวลาที่กาบัตรต้องลับ โดยไม่ให้ใครรู้เห็นเด็ดขาดว่าเราลงคะแนนให้ใคร
แต่ทว่า หากองค์กรผู้มีอำนาจชี้ขาดเรื่องนี้ เห็นว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะสร้างความโกลาหลและสูญเสียงบประมาณมหาศาล
เพราะหากต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ พรรคประชาชนจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ได้เปรียบจากภาพลักษณ์นักตรวจสอบ ตอกย้ำว่าการที่ กกต. ผิดพลาดในเรื่องเทคนิคนั้นถูกต้องและทำให้ได้ใจกลุ่มที่เบื่อหน่ายการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ส่วนพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแชมป์เก่า จะตกเป็นเป้าโจมตีว่าชัยชนะที่ได้มาไม่สง่างาม ทรัพยากรที่ใช้ไปในรอบการทำพื้นที่รอบแรกที่ลดลงไป อาจทำให้การรักษา 193 ที่นั่งเดิมทำได้ยาก และคะแนนอาจเทกลับไปยังฝั่งพรรคประชาธิปัตย์
และในสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด หาก กกต. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล หรือมีกรรมการเหลืออยู่น้อยกว่า 4 คนในการปฏิบัติหน้าที่ หรือต้องทำการสรรหา กกต. ชุดใหม่ ซึ่งใช้เวลา 90-120 วัน ในระหว่างนี้อาจเกิดภาวะ ‘ฟรีซ’ ทางการเมือง ส่งผลต่อการประกาศผลรับรอง สส. ไม่สามารถเปิดประชุมสภาฯ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และรัฐบาลรักษาการจะต้องลากยาวโดยที่มีอำนาจจำกัด ซึ่งส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะองค์กรอื่นไม่สามารถเข้ามาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. ได้
🍁 ยุทธการ ‘แจกกล้วย’ และงูเห่าอุตสาหกรรม
แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ แบบไร้เงาพรรคกล้าธรรม สิ่งที่จะตามมาเมื่อเสียงปริ่มน้ำหรือการต่อรองไม่ลงตัว คือ ‘การแจกกล้วย (การแจกจ่ายผลประโยชน์แก่นักการเมือง)’ จะถูกนำมาใช้ พัฒนาการของการแจกกล้วยปี 2569 ไปไกลถึงระดับอุตสาหกรรม มีทั้งการเสนอเงินก้อน 10-30 ล้านบาท ไปจนถึงกล้วยที่มาในรูปของ ‘งบพัฒนาพื้นที่’ และ ‘การเคลียร์คดีความ’ ซึ่งเป้าหมายหลักคือกวาดต้อน สส. จากฝั่งฝ่ายค้านมาเติมเสียงให้รัฐบาลนอนตาหลับ
นอกจากนี้ การเมืองไทยในครึ่งปีหลังของ 2569 จะตกอยู่ในสภาวะ ‘รัฐบาลเปราะบางบนกองเพลิง’ ต่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่ถ้าต้องเผชิญกับฝ่ายค้าน 4 ประสานที่เข้มแข็ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จะบริหารงานได้ยากลำบาก เพราะมีสายตาจาก ‘ฝ่ายค้านมหาอำนาจ’ จับตาดูทุกย่างก้าว โดยหลังจากนี้มีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้
- มีนาคม 2569: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องเรื่องบัตรบาร์โค้ดและการเลือกตั้งโมฆะ
- เมษายน 2569: การรับรองผล สส. 95% และการเปิดดีลสุดท้ายก่อนโหวตนายกฯ
- พฤษภาคม 2569: การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของสภาผู้แทนราษฎร
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


