กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว รวมกันมากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (928 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของหนี้สาธารณะทั้งหมด
โดยยอดหนี้สาธารณะคงค้างของ 27 ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อยู่ที่ 62.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,946 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ตามการประมาณการของ Nikkei
โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และใช้ระเบียบวิธีของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ทั้งนี้ ยอดหนี้รวมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก
ในจำนวนยอดหนี้สาธารณะทั้งหมด มีสัดส่วนการถือครองจากมากไปน้อย ดังนี้
- Non-bank ถือครองราว 50% ของยอดหนี้ทั้งหมด
- ธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ถือครองในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 20%
- รัฐบาลต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐต่างชาติอื่น ๆ ถือครองอยู่ที่ประมาณ 10%
ตามรายงานของ BIS และธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) พบว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้ามามีบทบาทในตลาดพันธบัตรมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการออกพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย แต่นักลงทุนกลุ่มนี้มักเน้นการซื้อขายระยะสั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) มีความผันผวนมากขึ้น
ทั้งนี้ Non-bank ซึ่งครอบคลุมกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทประกันภัย และกองทุนบำเหน็จ บำนาญ สถาบันเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ธนาคารเงา” (Shadow Banks) เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินที่ไม่รับฝากเงิน แต่ให้บริการทางการเงิน โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบธนาคารพาณิชย์
โดยระหว่างปี 2550-2567 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 15 ล้านล้านดอลลาร์ (464 ล้านล้านบาท) ธนาคารกลางในประเทศเพิ่มการถือครองขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์ (309 ล้านล้านบาท) ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นเพียง 5 ล้านล้านดอลลาร์ (154 ล้านล้านบาท) เท่านั้น เมื่อเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเทียบเท่า 51% ของ GDP ขณะที่ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ถือครองเท่ากันอยู่ที่ราว 20% และหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศถือครองอยู่ที่ 14% เท่านั้น
ในปี 2550 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่น้อยกว่า 40% ของ GDP แต่สัดส่วนกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผลักดันการเพิ่มขึ้นนี้มาจากนโยบายลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) ของธนาคารกลาง นับตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างลดสัดส่วนการซื้อพันธบัตร รัฐบาลลง ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ถือครองโดยธนาคารกลางหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากแตะจุดสูงสุดที่ 30% ในปี 2563
ประกอบกับหลังเกิดวิกฤติการเงิน กฎเกณฑ์ด้านธนาคารระหว่างประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้น กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลลง เพื่อจำกัดความเสี่ยง จากความผันผวนของตลาดพันธบัตร และเมื่อธนาคารพาณิชย์รับความเสี่ยงได้น้อยลง จึงหันไปซื้อเซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านกองทุนแทน
“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
ถูกดูดซับโดย Non-bank เป็นหลัก” Pablo Hernandez de Cos ผู้อำนวยการทั่วไปของ ธนาคาร BIS กล่าวในการบรรยายเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ de Cos แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อแนวโน้มที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์หันมาใช้กลยุทธ์ การเทรดเลเวอเรจ (Leveraged Trading) โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกันมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าว
ย้อนกลับไปในปี 2565 วิกฤติการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ในขณะนั้น ก็ถูกซ้ำเติมจากพฤติกรรม Non-bank เช่นกัน โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญใช้พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืม แต่เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น กลับถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) จนถูกบังคับให้เทขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ สิ่งนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในตลาดเงิน
อังกฤษ ดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ราคาพันธบัตรถูกทุบลงอย่างหนัก
ตามประมาณการของ Serkan Arslanalp นักเศรษฐศาสตร์จาก IMF และ Takahiro Tsuda อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านภาคการเงินของ IMF พบว่า หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นแตะ 1.29 ล้านล้านล้านเยน ณ สิ้นปี 2567 โดย BOJ ถือครองหนี้ดังกล่าวอยู่ถึง 45% และได้เริ่มลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลลงแล้ว
ปัจจุบัน Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะญี่ปุ่นราว 30% ของยอดหนี้รวมทั้งหมด แต่คาดว่าสัดส่วนของกองทุนต่างชาติและนักลงทุนอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
“การขยายตัวของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยกองทุนทั่วโลก ทำให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเงินในแต่ละประเทศส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น” Shigeto Nagai หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของ Oxford Economics บริษัทวิจัยจากสหราชอาณาจักรกล่าว
Nagai กล่าวว่า ความพยายามของญี่ปุ่นในการฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการคลัง เพื่อป้องกันความวุ่นวายในตลาดที่อาจมีจุดเริ่มต้นจากเศรษฐกิจเอเชีย ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
“การขึ้นดอกเบี้ยและการลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ BOJ ในอนาคต ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศให้มากขึ้น” Nagai กล่าว
ภาพ: Westlight/ Shutterstock
อ้างอิง:


