แม้การเลือกตั้งของไทยจะผ่านพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่กลิ่นอายความวุ่นวายยังไม่จางหาย เมื่อบรรยากาศการนับคะแนนในหลายจังหวัดเต็มไปด้วยความโกลาหล ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จนเกิดปรากฏการณ์มวลชนนอนเฝ้าหีบเลือกตั้งอย่างที่เขต 1 จังหวัดชลบุรี เพื่อทวงถามคำตอบเรื่องการนับคะแนนใหม่
ทว่า เหตุการณ์ที่จุดชนวนเรื่องการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 26 ปีที่แล้ว เคยเกิดวิกฤตการณ์ ‘นับใหม่’ ครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้การเมืองสหรัฐฯ ถึงกับหยุดชะงัก และกลายเป็นบทเรียนที่โลกไม่ลืมในศึกเลือกตั้งปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์
การย้อนรอยครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่ไม่ชัดเจน แต่คือบทเรียนเรื่องความสง่างามของชัยชนะ รวมถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
เกิดอะไรขึ้น
ย้อนเข็มนาฬิกากลับไปวันที่ 7 พฤศจิกายน 2000 สหรัฐฯ จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 43 ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวที่สูสีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งสื่อและประชาชนต่างเฝ้ารอผลคะแนนชนิดตาไม่กะพริบ จนกระทั่งเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน ผลคะแนนเบื้องต้นที่รัฐฟลอริดาระบุว่า บุชมีคะแนนนำกอร์อยู่เพียง 1,700 คะแนน ซึ่งฟลอริดาคือ ‘รัฐตัดสิน’ ใครชนะที่นี่ คนนั้นจะได้กุญแจเข้าสู่ทำเนียบขาวทันที
แต่ความพีคอยู่ตรงที่ส่วนต่างคะแนนนั้นน้อยกว่า 0.5% ซึ่งตามกฎหมายของรัฐฟลอริดา หากคะแนนสูสีกันขนาดนี้ต้องมีการ ‘นับใหม่’ โดยอัตโนมัติด้วยเครื่อง และเมื่อนับเสร็จ ผลปรากฏว่าคะแนนของบุชที่นำอยู่หดเหลือเพียง 317 คะแนนเท่านั้น
จุดนี้เองที่ทำให้อัล กอร์ ตัดสินใจใช้สิทธิตามกฎหมายขอให้นับคะแนน ‘ด้วยมือ’ ใน 4 เขตเลือกตั้งที่มีปัญหา นำไปสู่มหากาพย์การโต้เถียงระหว่างพรรคเดโมแครตและเจ้าหน้าที่รัฐยาวนานหลายสัปดาห์
ศึกเลือกตั้ง-สงครามกฎหมาย
ความวุ่นวายทวีคูณเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2000 แคทเธอรีน แฮร์ริส เลขาธิการแห่งรัฐฟลอริดา ประกาศรับรองผลให้บุชชนะไปด้วยคะแนนที่ห่างกันเพียง 537 เสียง ทั้งที่การนับคะแนนใหม่ด้วยมือตามคำร้องของกอร์ในบางเขตยังไม่เสร็จสิ้นด้วยซ้ำ ร้อนถึงศาลฎีกาฟลอริดาที่ต้องลงมาตัดสินในวันที่ 8 ธันวาคม 2000 โดยสั่งให้นับคะแนนใหม่ทั้งหมดในกลุ่มบัตรที่เรียกว่า Undervote หรือบัตรที่เครื่องอ่านไม่ได้
อธิบายให้เห็นภาพคือ บัตรเลือกตั้งโดยทั่วไปจะแบบเจาะรู แต่กลุ่ม Undervote มีปัญหาคือรูเจาะไม่สมบูรณ์ (Hanging Chads) เครื่องก็เลยไม่นับคะแนน ฉะนั้น เจตนาของผู้ลงคะแนนอาจชัดเจนขึ้นเมื่อดูด้วยตา
อย่างไรก็ตาม ฝั่งบุชไม่ยอมง่ายๆ เขายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ จนมีการสั่งระงับการนับคะแนนในวันที่ 9 ธันวาคม 2000 เพื่อรอการพิจารณาคดี คดีนี้กลายเป็นสงครามกฎหมายที่แข่งกับเวลา เพราะตามกฎหมายรัฐบาลกลาง รัฐต้องสรุปจำนวนคณะผู้เลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 12 ธันวาคม 2000 ซึ่งหมายความว่าศาลมีเวลาตัดสินใจเพียงวันเดียวหลังจากพิจารณาคำให้การเสร็จสิ้นในวันที่ 11 ธันวาคม
ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 2000 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ก็ออกคำตัดสิน โดยในส่วนแรกนั้น ผู้พิพากษา 7 คน จากทั้งหมด 9 คนเห็นพ้องกับบุชว่าการนับคะแนนใหม่โดยไม่มีมาตรฐานเดียวกันในแต่ละเขต ถือเป็นการละเมิดสิทธิในการคุ้มครองที่เท่าเทียม (Equal Protection) ตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีคำตัดสินด้วยมติ 5 ต่อ 4 ว่า ไม่สามารถหาทางออกในการนับคะแนนใหม่ได้ทันเส้นตายวันที่ 12 ธันวาคม 2000 ผลที่ออกมาคือคำสั่งของศาลฎีกาฟลอริดาถูกยกเลิก ส่งผลให้บุชกลายเป็นผู้ชนะในรัฐฟลอริดาไปโดยปริยาย และอัล กอร์ ต้องประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ในวันถัดมา
ความพ่ายแพ้ที่ยังคาใจ
แม้จะมีคำตัดสินจากศาลแล้ว แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ยังคง ‘คาใจ’ ชาวอเมริกัน และมีความพยายามจากหลายภาคส่วนเพื่อหาคำตอบว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงกันแน่
ในปี 2001 กลุ่มสื่อมวลชนหลายกลุ่มได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ที่ใช้
ปี 2008 Factcheck.org สรุปว่า “ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ชนะ การนับคะแนนใหม่ทั้งหมดอย่างเป็นทางการทั่วทั้งรัฐอาจได้ผลลัพธ์ไปในทางใดทางหนึ่งก็ได้ แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการดังกล่าว”
ในปี 2012 ผู้พิพากษาแอนโทนิน สกาเลีย กล่าวกับ CNN ว่า ประเด็นนี้คือสิ่งที่เขาถูกถามถึงมากที่สุด โดยเขาย้ำว่าคำถามสำคัญไม่ใช่ใครชนะ แต่คือใครจะเป็นผู้ตัดสินจุดจบของเรื่องนี้ระหว่างศาลรัฐฟลอริด้าหรือศาลฎีกาสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความเสียดายยังคงหลงเหลืออยู่ ผู้พิพากษา แซนดรา เดย์ โอคอนเนอร์ ผู้ที่ลงคะแนนฝั่งเสียงข้างมากในวันนั้น ยังเคยให้สัมภาษณ์ในปี 2013 ว่าเธอรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจดังกล่าว และบางทีศาลอาจไม่ควรรับคดีนี้มาพิจารณาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
บทสรุปของศึกบุช และอัล กอร์ จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ในสนามเลือกตั้ง ชัยชนะที่ปราศจากความชัดเจน มักจะทิ้งบาดแผลที่รักษาไม่หายไว้เสมอ
แฟ้มภาพ: Bill Greenblatt/Liaison
อ้างอิง:


