Fitch Ratings จับตา ‘การจัดตั้งรัฐบาลไทย’ พร้อมย้ำว่า แนวโน้มเสถียรภาพ ‘เศรษฐกิจและการคลัง’ คือปัจจัยชี้ชะตา ‘เครดิตเรตติ้ง’ ของประเทศในระยะต่อไป พร้อมเตือนว่า การเจรจาต่อรองของพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศได้
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฟิตช์ เรทติงส์ (Fitch Ratings) ระบุว่า จากการประเมินผลการเลือกตั้งของไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายบางประการจากรัฐบาลรักษาการที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ แม้ว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงมีอยู่ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ แต่ Fitch ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจ-การคลังของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณา ‘อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ’ (Sovereign Rating)
“เสถียรภาพของรัฐบาลผสมจะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไทยจะสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในเชิงโครงสร้าง และส่งมอบนโยบายเศรษฐกิจและการคลังในระยะปานกลางที่คาดการณ์ได้มากขึ้นหรือไม่ เนื่องจาก ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความไม่สงบทางการเมืองมาอย่างยาวนาน โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน และนายกรัฐมนตรีรักษาการอีก 3 ท่าน” Fitch กล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า เสถียรภาพทางการเมืองคือ ปัจจัยช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้
ทั้งนี้ ย้อนกลับไป เมื่อเดือนกันยายน 2568 Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ ‘BBB+’ ลงสู่ ‘เชิงลบ’ (Negative) เนื่องจากแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ดูอ่อนแอมากขึ้น
ภูมิใจไทยผงาด! คาดช่วยลดความเสี่ยงภาวะชะงักงัน
โดย Fitch ยังประเมินพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตรจะจัดตั้งรัฐบาลผสมสำเร็จ นับเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (post-election disruption)
“จำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย ประกอบกับจำนวนที่นั่งที่ของพรรคที่อาจเป็นพันธมิตร (potential partners) อาจส่งผลให้เกิดรัฐบาลผสมที่มีความมั่นคงและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (post-election disruption)” Fitch กล่าว
เตือนนโยบาย ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ – ‘รัฐบาลผสม’ อาจทำแผนลดขาดดุลล่าช้า
Fitch ยังจับตานโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น โดยชี้ว่า การขยายมาตรการระยะสั้นที่เคยทำมา เช่น มาตรการบรรเทาทุกข์ภาคครัวเรือน เช่น โครงการคนละครึ่ง (ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นประมาณ 0.8% ของ GDP) การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน อาจช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป
“ยังคงไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลผสมชุดใหม่จะสามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างในวงกว้างได้หรือไม่ ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยลบ (Headwinds) ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้านับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่รุนแรงขึ้น”
Fitch จับตา รัฐบาลผสมอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง ‘เปลี่ยนแปลง’
Fitch ยังย้ำว่า เสถียรภาพการคลังถือเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาต่อรองของพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ แผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน คาดว่า หนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571 ก่อนจะค่อยๆ ลดลง โดยการขาดดุลงบประมาณก็จะแคบลงเหลือ 2.1% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2573 จากเดิมที่ 4.4% ในปีงบประมาณ 2569
นอกจากนี้ ยังมองว่า ในแผนการคลังระยะปานกลางในปัจจุบันตั้งอยู่บนสมมติฐาน ‘ที่เป็นไปได้ยากในทางการเมือง’ นั้นคือ การเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น ไปเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 Fitch ระบุว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลางได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ หากไม่สามารถลดการขาดดุลได้จะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของหนี้และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ความคืบหน้าของการปรับลดการขาดดุลทางการคลังที่ชัดเจนซึ่งจะช่วยยึดโยงสถานะของหนี้ จะส่งผลดีต่ออันดับความน่าเชื่อถือ
“ปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะสั้น คือ แนวโน้มความมั่นคงของรัฐบาลผสม สัญญาณเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญทางการคลัง และความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ” Fitch กล่าวทิ้งท้าย


