กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี 2569 เดินหน้าเปิดสำรวจรอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนใหญ่-เร่ง CCS หนุน Net Zero แก้กฎหมาย กระตุ้นลงทุนพลังงาน
วรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า แผนงานสำคัญปี 2569 เริ่มจากการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 ทั้งบนบกและในทะเล โดยการเปิดรอบที่ 25 บนบก มีผู้ยื่นขอสิทธิ 5 ราย รวม 8 คำขอ คาดเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท สร้างการจ้างงานและรายได้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
หากพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ จะมีน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติราว 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และคาดว่าจะให้สัมปทานได้ภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน เตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน ซึ่งมีศักยภาพสูงและอยู่ติดกับพื้นที่ที่เคยพบปิโตรเลียมมาก่อน คาดว่าจะดึงดูดผู้ลงทุนรายใหญ่ เกิดการลงทุนเริ่มต้นด้านการสำรวจราว 300-1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมความมั่นคงพลังงาน
“ขณะนี้กรมฯ ได้ศึกษาประเมินศักยภาพทรัพยากร และกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่” วรากร กล่าว
ส่วนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) ได้ลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตในช่วงปี 2571-2581 สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ คาดสร้างรายได้จากค่าภาคหลวงราว 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรรัฐประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยลงนามแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568
นอกจากนี้ ยังได้จัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) แปลง A-18-01 และสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS คาดมีเงินลงทุนรวมราว 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างรายได้โดยตรงให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ยังต้องเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก่อนลงนาม
ด้านการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 กรมฯ เตรียมผลักดันโครงการ CCS หลัก 2 โครงการใหญ่ ได้แก่
- โครงการศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินทางธรณีวิทยา อ่าวไทยตอนบน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ร่วมกับ JOGMEG และ INPEX ของญี่ปุ่น หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อ 6 มกราคม 2569 คาดเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนราว 363,000 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5-10 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดวัดคลื่นไหวสะเทือนได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569
- โครงการนำร่อง CCS แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ดำเนินการโดย ปตท.สผ. อยู่ระหว่างศึกษามาตรการสนับสนุนด้านภาษีและออกแบบทางวิศวกรรม คาดเริ่มอัดกลับคาร์บอนได้ในปี 2571 มีเงินหมุนเวียนประมาณ 13,200 ล้านบาท และลดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตปิโตรเลียมราว 1 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2514 ให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน เพื่อสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงาน กระตุ้นการลงทุน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในระยะยาว
ปัจจุบัน ไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมราว 8-9 ปี หากสามารถผลักดันการสำรวจรอบที่ 25 และ 26 ได้ตามแผน จะช่วยยืดอายุสำรองปิโตรเลียมของประเทศออกไปได้อีกประมาณ 10 ปี
ภาพ: Chris McLoughlin / Getty images


