เลือกตั้ง 2569 : ‘เหมือนไทยเดินหน้าหนึ่งก้าว ถอยหลังสองก้าวเสมอ’ นักวิเคราะห์ต่างชาติมองเลือกตั้ง 69 อย่างไร

01.02.2026
  • LOADING...
นักวิเคราะห์ต่างชาติมองการเลือกตั้ง 69 และความไม่มั่นคงทางการเมืองไทย

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย การเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ได้รับการจับตามองในฐานะ ‘โอกาสครั้งสำคัญ’ ที่จะกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้านับจากนี้ บรรดาพรรคการเมืองไม่เพียงแต่ประชันกันด้วยชุดนโยบายด้านต่างๆ แต่ยังเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งระหว่าง ‘โครงสร้างอำนาจเดิม’ กับ ‘กระแสการปฏิรูป’ ที่ยังคงคุกรุ่นในสังคมไทยเรื่อยมา

 

งานเขียนชิ้นนี้จะพาไปสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างชาติชั้นนำที่เฝ้าสังเกตการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อถอดรหัสความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า ตั้งแต่ประเด็นที่น่าจับตามองในการเลือกตั้ง ความเป็นไปได้ของสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่จะพาประเทศไทยออกจากวงจรความขัดแย้ง ไปจนถึงบทบาทของ ‘องค์กรอิสระและกลไกทางกฎหมาย’ ที่ถูกตั้งคำถามว่ากำลังกลายเป็นเครื่องมือในการชี้ชะตาเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้บทความนี้ยังจะพาไปสำรวจรอยรั่วของประชาธิปไตยไทย รวมถึงมุมมองมหาอำนาจและอาเซียนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้

 

ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้า ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริงได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าไพ่ภายใต้กติกาเดิมที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้ว ประชาชนคนไทยเท่านั้นจะเป็นผู้ตัดสินอนาคตต่อจากนี้

 

เลือกตั้ง 69 กับประเด็นน่าจับตาของ 3 พรรคการเมืองใหญ่

 

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ดร. เพตรา อัลเดอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเปรียบเทียบ นักวิเคราะห์การเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้จัดการศูนย์ Saw Swee Hock Southeast Asia Centre ประจำ London School of Economics and Political Science (LSE) โดย ดร. อัลเดอร์แมน ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ของประเทศไทย มีหลายประเด็นที่น่าจับตามอง ดังนี้

 

1. พรรคประชาชน กับความท้าทายที่ยังคงอยู่

 

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เรามักจะพยายามคาดการณ์กันว่า พรรคฝ่ายก้าวหน้าจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน แต่ในบริบทของไทย ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 การรักษาแนวทางก้าวหน้าให้มั่นคงนั้นกลายเป็น ‘เรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ’ เพราะพรรคต้องเผชิญกับอุปสรรคในหลายรูปแบบ และไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นรัฐบาล แม้จะทำผลการเลือกตั้งได้ดีแค่ไหนก็ตาม แม้พรรคจะพยายามหาเสียงว่า ‘ตอนนี้ วุฒิสภา (สว.) ไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ เพื่อขัดขวางการตั้งรัฐบาลแล้ว ดังนั้นเลือกเราเถอะ’ แต่อาจารย์เชื่อว่า ‘ปัญหาเดิมยังคงอยู่’ เพราะยังมี ‘องค์กรอิสระ’ ซึ่งอาจไม่ได้อิสระจริง และอาจยังสามารถหา ‘ข้ออ้าง’ มาขัดขวางไม่ให้พรรคประชาชนขึ้นสู่อำนาจหรือจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี

 

นั่นคือ เหตุผลว่า ทำไมพรรคถึงมีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญได้วางกลไกและเงื่อนไขต่างๆ ไว้มากมายที่จะถูกหยิบมาใช้ หากพรรคที่ ‘ผิด’ (ในสายตาผู้มีอำนาจ) ชนะการเลือกตั้ง สิ่งที่เราเห็นจนกลายเป็นแนวโน้มในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ ‘ผลคะแนนเลือกตั้ง (Electoral Results) ไม่ได้ตรงกับผลลัพธ์ทางการเมือง (Outcomes) เสมอไป’ และในบางกรณีผลลัพธ์ก็เหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว ประชาชนคิดว่าการไปเข้าคูหาคือการได้แสดงเจตจำนง แต่สุดท้ายเสียงเหล่านั้น อาจถูกกลไกและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองต่างๆ ทำให้ไร้ความหมายและถูกเพิกเฉยในที่สุด

 

ขณะนี้พรรคประชาชนมีคะแนนนำในผลโพลหลายสำนัก สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคฝ่ายก้าวหน้านี้จะได้ที่นั่งจริงเท่าไหร่ และการกระจายตัวของที่นั่งจะเป็นอย่างไร เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 พวกเขาในนามพรรคก้าวไกลกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ ไปได้แทบทั้งหมด และคว้าคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหนึ่งในความท้าทายที่มีมาตั้งแต่วันแรกของพรรคฝ่ายก้าวหน้าคือ ประชาชนจะยังยินดีสนับสนุนพรรคไปอีกกี่ครั้ง หากพรรคยังคงถูกขัดขวางไม่ให้เป็นรัฐบาลหรือจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ตลอดเวลา นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นของพรรคประชาชนที่น่าจับตามอง

 

ดร. อัลเดอร์แมนตั้งข้อสังเกตว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ พรรคประชาธิปัตย์กลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ความภักดีของฐานเสียงเดิมในอดีตจะถูกจุดติดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ เพราะอาจารย์เชื่อว่าในการเลือกตั้งปี 2566 มีฐานเสียงกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งอาจเคยปันใจไปเลือกพรรคก้าวไกล เพราะมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่าในช่วงเวลานั้น ความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานเสียงกลุ่มนี้นั้นจะยังคงอยู่หรือจางหายไปแล้วอย่างรวดเร็ว

 

2. พรรคภูมิใจไทยในฐานะ ‘ผู้ถือธงนำฝ่ายอนุรักษนิยมใหม่’

 

ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากการรัฐประหารปี 2557 เดิมทีพรรคการเมืองนี้เป็นเหมือนพรรคระดับท้องถิ่นขนาดย่อมที่ความสำเร็จในการเลือกตั้งมักยึดโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์และการเมืองท้องถิ่น มากกว่าจะเป็นผู้เล่นหลักในระดับชาติ แต่ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เราเห็นได้ว่าพรรคนี้กลายเป็น ‘ผู้กำหนดตัวนายกฯ’ (Kingmaker) ที่สำคัญมากขึ้น อยู่ในตำแหน่งที่กำหนดได้ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล และได้เข้าร่วมรัฐบาลผ่านข้อตกลงและการต่อรองต่างๆ

 

อาจารย์ชี้ว่า ที่ผ่านมาที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์คือ จุดอ่อนของพรรคภูมิใจไทย พวกเขามักทำได้ดีในระบบแบ่งเขต น่าจับตามองว่า พวกเขาจะได้ที่นั่งเท่าไหร่ในการเลือกตั้งหนนี้ และเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า พรรคทหาร 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มีอิทธิพลโดดเด่นในสนามการเมืองเหมือนเก่า พรรคภูมิใจไทยจึงกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘ผู้ถือธงนำฝ่ายอนุรักษนิยมใหม่’ (New Conservative Flag Bearer) พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์จากจุดนี้มากน้อยแค่ไหน

 

3. พรรคเพื่อไทย กับบทพิสูจน์ ‘ความเชื่อมั่น’ หลังดีลข้ามขั้ว

 

ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า ตอนปี 2566 ที่ทักษิณ ชินวัตร ทำข้อตกลงกับฝ่ายอนุรักษนิยม ได้เกิดกระแสตีกลับพอสมควร โดยมีฐานเสียงกลุ่มหลักของเพื่อไทยที่เน้นดูผลลัพธ์ตามความเป็นจริง (Pragmatic) และคิดว่า ‘เราไม่สนหรอกว่าจะจับมือกับใคร ตราบใดที่ได้เป็นรัฐบาลและมีอำนาจ’ แต่ก็มีผู้เลือกเพื่อไทยอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะให้อภัยยากกว่า และรู้สึกเหมือนถูกหักหลังโดยข้อตกลงนั้น แม้เหตุการณ์ในปีที่ผ่านมาอาจจะกลบเรื่องนี้ไปบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากน้อยแค่ไหน หรือพวกเขาลืมกันไปหมดแล้ว ซึ่งจุดนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อผลคะแนนของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มากก็น้อย

 

ประวัติศาสตร์ (ที่อาจ) ซ้ำรอย กับสถานะประชาธิปไตยไทย

 

เมื่อถูกถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่พรรคชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สิ่งนี้สะท้อนสถานะประชาธิปไตยไทยอย่างไร ดร. อัลเดอร์แมนแสดงความเห็นโดยออกตัวก่อนว่า คำพูดของอาจารย์อาจไม่ถูกใจใครหลายคนมากนัก แต่อาจารย์ไม่เชื่อว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยในขณะนี้ เหตุผลคือรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ร่างโดยทหารได้สร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยเนื้อแท้ ทำให้ประเทศไทย ‘ไม่สามารถมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้’ ภายใต้ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นประชาธิปไตย นี่คือ ‘ปัญหาหลักของไทย’

 

อาจารย์เล่าถึงการทำวิจัยเรื่องการทำประชามติกับ ศาสตราจารย์ ดันแคน แม็กคาร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Nanyang Technological University โดยปัญหาในตอนนั้นคือ ‘ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ’ ถึงผลกระทบหากรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการห้ามรณรงค์คัดค้าน และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ทำหน้าที่แทบจะเป็นฝ่ายการตลาดให้ร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าจะเป็นคนกลางในการจัดทำประชามติ

 

การที่ประชาชนยังไม่เข้าใจถึงผลกระทบอย่างถ่องแท้ สิ่งนี้จึงเปิดทางให้ ‘ระบบอำนาจนิยม’ ฝังรากลึก เข้าไปในวิถีชีวิตประจำวันและการเมืองของประเทศในระดับที่เราไม่เคยเจอมาก่อน แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ร่างโดยทหารก็แย่เหมือนกัน แต่อาจารย์มองว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 นี้ก้าวไปไกลกว่านั้นและได้วางกลไกต่างๆ เอาไว้มากมายเหลือเกิน เช่น การให้อำนาจ สว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ในตอนนี้จะไม่มีอำนาจนี้แล้ว แต่ก็ยังมีกลไกอื่นอีกมากมายที่ยังสามารถหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานได้

 

ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และหากพรรคที่ชนะการเลือกตั้งถูกขัดขวางอีกครั้ง นั่นก็เป็นเครื่องช่วยยืนยันว่า ระบบการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนโดยรัฐธรรมนูญปี 2560 นี้ ไร้ความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงใด โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและองค์กรอิสระต่างๆ ในไทยคือ ‘กลไกที่คอยฉุดรั้งประเทศไทย’ ไม่ให้ก้าวไปสู่เส้นทางที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

 

โอกาส ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ กับสูตรจัดตั้ง ‘รัฐบาลผสม’

 

ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า การชนะแบบถล่มทลาย (Landslide) ในการเลือกตั้งปี 2569 นั้น ‘เป็นเรื่องที่ยากมาก’ สำหรับทุกพรรคการเมือง เหตุผลสำคัญคือ รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ร่างโดยทหารถูกออกแบบมาเพื่อให้ ‘พรรคการเมืองชนะขาดได้ยาก’ เจตนารมณ์คือ ต้องการฝัง ‘ความไม่มั่นคงทางการเมือง’ เอาไว้ เพราะตราบใดที่การเมืองไทยยังขาดเสถียรภาพ ตัวแสดงที่อยู่นอกระบบการเมือง (Actors Outside Formal Politics) ก็จะมีอำนาจในการชักใยหรือบงการได้เสมอ

 

ในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 ทุกพรรคต่างประกาศอย่างมั่นใจว่าจะแลนด์สไลด์ แต่อาจารย์มองว่า ฐานเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Electorate) มีความกระจัดกระจาย (Fractured) มากขึ้น ไทยไม่ได้มีภาพการขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่เหมือนช่วงก่อนรัฐประหารปี 2557 อีกแล้ว ตอนนี้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น อีกทั้งระบบที่ถูกออกแบบมาให้การชนะขาดเป็นเรื่องยาก ทำให้แนวโน้มที่จะเกิด ‘รัฐบาลผสม’ จึงมีสูงกว่า ดังนั้น แม้คุณจะเลือกพรรคการเมืองที่อาจดูไม่ใช่ผู้เล่นหลัก ก็ยังมีโอกาสสูงที่พรรคนั้นจะได้เข้าร่วมรัฐบาลผสม

 

อาจารย์เน้นย้ำว่า ไม่ได้กำลังจะบอกว่า ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ จะเป็นไปไม่ได้ แต่จะยากมากอย่างแน่นอน น่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดที่ชนะขาดแบบแลนด์สไลด์ เพราะขณะนี้มีถึง 3 พรรคการเมืองที่ค่อนข้างทรงพลังในสนามเลือกตั้ง นั่นคือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ทั้งยังมีอีก 2 พรรคที่น่าจับตามองอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ที่อาจมีฐานเสียงเข้าถึงพื้นที่ต่างจังหวัดได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย

 

แม้ชัยชนะของพรรคก้าวไกลจะทำให้เราทุกคนต่างตกตะลึงได้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน และสามารถล้มสถิติการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยลงได้ แต่หากมองในแง่ของจำนวนที่นั่งนั้น ต่างกันเพียง 10 ที่นั่ง ซึ่งถือว่า ต่างกันเพียงเล็กน้อย อีกทั้งในแง่ของการกระจายที่นั่งก็กลับไม่ได้ช่วยให้พรรคอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากพอ และต่อให้พวกเขาจะชนะแบบแลนด์สไลด์ ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นรัฐบาลอยู่ดี การเลือกตั้งครั้งนี้ก็คงไม่น่าจะได้เห็นชัยชนะแบบถล่มทลายของพรรคการเมืองเดียว เหมือนที่เคยเห็นในช่วงก่อนรัฐประหารปี 2557

 

เมื่อถูกถามว่า หากรัฐบาลพรรคเดียวมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย รัฐบาลผสมมีแนวโน้มที่จะหน้าตาเป็นอย่างไร ดร. อัลเดอร์แมนยอมรับว่า ค่อนข้างยากที่จะคาดเดา เพราะส่วนใหญ่ต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง แต่ถ้ามองในมุมของความเป็นจริงทางการเมือง พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคที่ยืดหยุ่นและเน้นผลลัพธ์ในหลายๆ ด้าน พวกเขาจึงน่าจะร่วมงานได้กับแทบทุกฝ่าย หากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากพอ เราอาจได้เห็นการจับมือจัดตั้งรัฐบาลผสม ร่วมกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูจะเป็นไปไม่ได้

 

สิ่งที่อาจารย์มองว่ายากกว่าคือ หากพรรคประชาชนได้ที่นั่งมากที่สุดหรือชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่ยังไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องหาพรรคร่วมรัฐบาล และอาจารย์ไม่คิดว่า สถานการณ์จะเปลี่ยนไปจากการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 มากนักในแง่ที่ว่า พรรคประชาชนน่าจะเป็นพรรคเดียวที่ไม่มี ‘พันธมิตรที่เข้ากันได้โดยธรรมชาติ’ (Natural Coalition Partners) ในภูมิทัศน์การเมืองไทย เพราะไม่มีพรรคไหนที่มีวาระความก้าวหน้า (Progressive Agenda) ในระดับเดียวกัน ขณะที่พรรคอื่นๆ ส่วนใหญ่เอนไปทางฝั่งอนุรักษนิยมมากกว่า

 

แม้ว่า ผู้เลือกตั้งบางส่วนในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจคาดหวังว่า พันธมิตรโดยธรรมชาติของฝ่ายก้าวหน้าคือ พรรคเพื่อไทย แต่อาจารย์กลับมองว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเครดิตว่าเป็น ‘พรรคฝ่ายประชาธิปไตย’ มากจนเกินไป เพียงเพราะเงื่อนไขที่ว่าพวกเขาเป็นพรรคที่ตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งอาจารย์ชี้ว่า จุดนี้อาจไม่ได้ทำให้ตัวพรรคมีความเป็นประชาธิปไตยโดยเนื้อแท้เสมอไป อีกทั้งการที่พรรคเพื่อไทยสามารถทำ ‘ข้อตกลงข้ามขั้ว’ กับฝ่ายตรงข้ามได้ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยในสายตาอาจารย์ว่า ‘เป้าหมายสำคัญคือเรื่องของอำนาจ มากกว่าจะเป็นเรื่องของหลักการหรืออุดมการณ์ใดๆ’

 

ดร. อัลเดอร์แมนยังระบุอีกว่า ยังมีพรรคการเมืองอีกหลายพรรคที่เน้นผลลัพธ์และการแก้ปัญหาจริงทางการเมือง ซึ่งจุดนี้ทำให้พรรคประชาชนต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเสมอ เพราะพวกเขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือการตัดสินใจแบบประนีประนอม ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้มวลชนอย่างมาก และเราก็ได้เห็นบทเรียนในอดีตแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลตีกลับอย่างไร เช่น กรณียกมือสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ประโยชน์อะไรจากแรงสนับสนุนนั้น โดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์การลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พรรคประชาชนเห็นควรใช้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสองสภาก็เพียงพอแล้ว แต่พรรคภูมิใจไทยกลับเห็นชอบให้คงอำนาจของ สว.ไว้ นำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

 

ดังนั้น หากพิจารณาในมุมนี้ อาจารย์มองว่า นี่จะเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับพรรคประชาชน ทั้งในแง่ที่ว่า

 

1) พวกเขาจะจัดตั้งรัฐบาลผสมรูปแบบไหนได้บ้าง

 

2) รัฐบาลผสมรูปแบบนั้นจะเป็นที่ยอมรับ สำหรับผู้ลงคะแนนเสียงของพวกเขาเองหรือไม่

 

‘สอดคล้อง’ กับความคิดเห็นของ แมทธิว วีลเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว THE STANDARD ว่า รูปแบบผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนอาจเป็นผู้ชนะ แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างสมบูรณ์

 

วีลเลอร์ชี้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 และอำนาจขององค์กรอิสระที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งซึ่งต่อต้านการปฏิรูป ยังคงเป็น ‘ปัญหาหลัก’ ที่จำกัดเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทย แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใต้กรอบประชาธิปไตย

 

เขายังชี้ถึง ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ ของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง ซึ่งหากพรรคประชาชนชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะความพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้พรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลนั้นขัดกับเจตจำนงของประชาชนอย่างชัดเจน

 

“หากคะแนนเสียงของพรรคประชาชน น้อยกว่าการเลือกตั้งปี 2566 หรือได้อันดับสอง พรรคอื่นๆ ก็จะสามารถลดบทบาทของพรรคประชาชน และบีบให้ไปเป็นฝ่ายค้านได้ง่ายขึ้น” เขากล่าว

 

วีลเลอร์เชื่อว่าโอกาสที่พรรคประชาชน จะได้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไปนั้น ‘มีน้อยมาก’ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม โดยสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองในระยะสั้น แต่ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนเกิด ‘ความไม่เชื่อมั่นต่อโอกาสในการปฏิรูป’ ภายใต้ระบบการเมืองปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยยังคงคุกรุ่นอยู่

 

ในภาพรวม เขามองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการสานต่อในแง่ที่ว่า เจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น ไม่น่าจะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ทางการเมืองว่า ในท้ายที่สุดแล้วพรรคใดจะได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งล่าช้าหรือเกิดความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในระดับภูมิภาคอย่างไรนั้น วีลเลอร์มองว่า ผลกระทบต่อบทบาทหรือความน่าเชื่อถือของไทย ‘อาจจะไม่มากนัก’ เนื่องจากผลลัพธ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องปกติสำหรับการเมืองภายในของประเทศไทยที่มีความขัดแย้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังถดถอย ไม่เป็นไปอย่างที่หวังและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

มุมมองมหาอำนาจและอาเซียน ต่อการเลือกตั้ง 69

 

ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับ ‘ความไม่มั่นคงเรื้อรัง’ (Chronic Instability) มาตลอด และความไม่มั่นคงนี้ถูกฝังรากลึกอยู่ในระบบการเมืองของไทย อาจารย์จึงเชื่อว่า มุมมองจากภายนอกจะรับรู้ได้ถึงระดับของความไม่มั่นคงนี้เป็นหลัก

 

หากมองไปที่มหาอำนาจอย่างจีน อาจารย์ไม่เชื่อว่า จีนจะให้ความสำคัญมากนักว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจ (หรือชนะการเลือกตั้ง จนได้จัดตั้งรัฐบาล) สิ่งที่จีนสนใจคือ เสถียรภาพโดยรวมมากกว่า ถ้าคุณมีเสถียรภาพ คุณก็สามารถตกลงกับประเทศนั้นๆ ได้ ทำธุรกิจได้ ดำเนินนโยบายต่างประเทศให้บรรลุเป้าหมายกับประเทศนั้นๆ ได้

 

อาจารย์ยังชี้ว่า หลักการนี้ก็ใช้กับอีกหลายๆ ประเทศเช่นกัน เช่นกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในสมัยแพทองธาร ชินวัตร ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะเข้ามากดดันทั้งสองประเทศด้วยการขู่ขึ้นภาษี หลังจากนั้น ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิง และต่อมาในสมัย อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ร่วมลงนามในถ้อยแถลงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมกับผู้นำกัมพูชา โดยมีทรัมป์และประธานอาเซียนร่วมเป็นพยาน เหมือนกับว่า ไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ภายในช่วงระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ความไม่มั่นคงไม่มีเสถียรภาพกลายเป็นเรื่องยากลำบาก ในแง่ของการสร้างชื่อเสียงและตำแหน่งแห่งที่ของไทยในระเบียบโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นี้

 

ประเทศไทยควรจะได้แสดงศักยภาพและก้าวขึ้นเป็น ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญมาก เมื่อกลุ่มประเทศระดับกลางในเวทีโลกมารวมตัวและทำงานร่วมกัน เพื่อพยายามถ่วงดุลอำนาจกับเหล่ามหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย แต่น่าเสียดายที่ ‘ความไม่มั่นคงภายใน’ ทำให้ไทยไม่สามารถรับบทบาทนั้นได้ เพราะการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ การปรับ ครม. และการเลือกตั้งที่วนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ขัดขวางไม่ให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่จริงจังในเวทีระหว่างประเทศได้จริงๆ หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา รัฐบาลทักษิณสมัยแรกเป็นเพียงรัฐบาลเดียวที่ครองอำนาจจนจบเทอมแบบเต็มวาระ

 

ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า ไทยตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก ทั้งในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค เพราะยากที่จะยึดถือไทยเป็นหุ้นส่วนที่จริงจังได้ หากไทยยังจมปลักอยู่กับความไม่มั่นคงภายใน ต่างชาติไม่สามารถวางใจได้เลยว่า หากเริ่มเจรจากับรัฐบาลชุดนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ข้อตกลงนั้นจะสัมฤทธิ์ผล รัฐบาลชุดเดิมนั้นจะยังคงอยู่ในตำแหน่งหรือไม่

 

ขณะที่ แมทธิว วีลเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งของไทยนั้นอาจ ‘ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ’ ต่อภูมิภาคอาเซียน โดยวีลเลอร์ชี้แจงว่า การประเมินดังกล่าว ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พรรคประชาชนอาจจะไม่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลชุดต่อไป ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของไทย จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก

 

จุดเปลี่ยนประเทศไทย หรือบทใหม่ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม?

 

ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวว่า เธออยากให้การเลือกตั้งและการลงประชามติครั้งนี้เป็น ‘จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของประเทศไทย’ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า จะเรียกแบบนั้นได้หรือยัง เพราะไทยยังมี ‘อุปสรรคเชิงโครงสร้าง’ (Structural Impediment) อยู่มากที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า เหมือนเดินหน้าหนึ่งก้าว แต่ถอยหลังสองก้าวเสมอ โครงสร้างเหล่านั้นที่ฉุดรั้งไทยไว้ยังคงอยู่

 

ตอนนี้อาจมีความเป็นไปได้เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถูกร่างใหม่มากน้อยแค่ไหน และแน่นอนว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครที่เป็นผู้คุมกระบวนการนั้นย่อมมีความสำคัญ และเราน่าจะได้เห็น ‘รัฐบาลผสม’ ของไทยอีกครั้ง การแก้ไขจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ‘การประนีประนอม’ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะประสานจุดยืนของพรรคต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพราะบางพรรคอาจให้ความสำคัญกับบทบัญญัติบางข้อมากกว่าข้ออื่นๆ และอาจมีเสียงสนับสนุนที่จะแก้ไขบทบัญญัติบางอย่างไม่มากเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงระบบได้จริง

 

โดยเฉพาะในประเด็นที่เมื่อ พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้ถือธงนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทำงานได้ดีมากสำหรับพรรคของพวกเขา พวกเขาคุม สว. ได้ ซึ่งจะมีผลต่อการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกองค์กรอิสระชุดใหม่ เพราะเมื่อคุม สว. ได้ ก็ควบคุมการคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเหล่านี้ได้ อาจารย์จึงมองว่า พวกเขาอาจพยายามฝังรากตัวเองลงไปในระบบจนถึงจุดที่พวกเขากลายเป็นผู้กุมอำนาจสั่งการเสียเอง ซึ่งถ้าคุณเป็นพรรคภูมิใจไทย นั่นเป็นตำแหน่งที่ได้เปรียบมาก

 

อาจารย์ยังยกตัวอย่างอีกว่า เราเคยเห็นเรื่องทำนองนี้มาแล้ว ในช่วงแรกของการจัดตั้งองค์กรอิสระเหล่านี้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ วาระการดำรงตำแหน่งขององค์กรเหล่านี้ในตอนนั้นเป็นเพียงวาระชั่วคราว (Provisional Terms) ยังไม่ได้เป็นวาระเต็มรูปแบบ จุดนี้สร้างความได้เปรียบอย่างมาก เพราะทำให้เขาสามารถเข้าไปควบคุมกระบวนการสรรหาได้ และผลักดันคนที่ภักดีต่อเขาให้เข้าไปมีอำนาจภายในสถาบันเหล่านี้ได้ ซึ่งสถาบันเหล่านี้ทรงอำนาจมากจริงๆ ดังนั้น ใครก็ตามที่คุมสถาบันเหล่านี้ได้ ก็จะมีต้นทุนทางการเมืองและอำนาจทางการเมืองมหาศาล

 

ดร. อัลเดอร์แมนระบุว่า จะมีบางพรรคการเมืองที่มองว่าการยกเครื่องรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ‘อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนา’ เพราะระบอบที่เป็นอยู่นี้ ‘เอื้อประโยชน์ให้กับพวกเขา’ ส่วนพรรคอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จำกัดสิทธิหรือไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ก็ย่อมวิพากษ์วิจารณ์และต้องการแก้ไข การพยายามหาจุดประนีประนอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่กระบวนการที่ง่ายเลย และไม่มีอะไรการันตีผลลัพธ์ได้ หากรัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน (Fundamentally) อาจารย์ก็ไม่คิดว่า สิ่งนี้จะเป็น ‘จุดเริ่มต้นใหม่’ หรือ ‘จุดเปลี่ยนที่แท้จริง’ ได้ เพราะตราบใดที่บทบัญญัติสำคัญบางประการยังคงทำให้ ‘ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย’ กลายเป็น ‘สถาบันถาวร’ (Institutionalized) ซึ่งเป็นระบบที่ผลการเลือกตั้งอาจไม่มีความหมาย เพราะผลลัพธ์ทางการเมืองท้ายสุดสามารถถูกพลิกผลได้ตลอดเวลา

 

อาจารย์เน้นย้ำว่า เราอาจได้เห็นวงจรความไม่มั่นคงแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในภาพใหญ่ สถาบันเหล่านี้มีอำนาจมากจริงๆ และด้วยวิธีที่องค์การเหล่านี้ถูกจัดตั้งขึ้นมา (โดยเฉพาะผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560) องค์การเหล่านี้ได้ถูกทำให้เป็นการเมือง (Politicized) และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘อาวุธทางการเมือง’

 

“น่าเสียดาย หากสถาบันเหล่านี้เต็มไปด้วยบุคคลที่ไม่ได้มีความภักดีต่อประชาธิปไตย แต่กลับภักดีต่อพรรคการเมือง ขั้วการเมือง หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ก็คงเป็นเรื่องยากมากที่จะเห็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ดีขึ้นได้” ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวทิ้งท้าย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising