×

TRIS Rating เผยจำนวนบริษัทไทย ‘ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้หุ้นกู้’ ในปี 2568 พุ่งแซงวิกฤตการเงินปี 2540 หลังเศรษฐกิจซบ

26.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงรายงานจาก TRIS Rating เกี่ยวกับอัตราการผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ของบริษัทไทยในปี 2568 ที่สูงกว่าวิกฤตปี 2540

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) เผยอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

 

ทริส เรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยรายงาน ‘สถิติการผิดนัดชำระหนี้ (Default) และอัตราการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิต (Rating Transition) ในประเทศไทยประจำปี 2568’ โดยระบุว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2568 แตะระดับ 2.9% ขณะที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งรวมการเลื่อนชำระหนี้ประจำปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้คุณภาพเครดิตของผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับหลายรายปรับตัวลดลง

 

TRIS Rating ยังระบุว่า โดยในปี 2568 มีผู้ออกตราสาร 6 รายที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) และ 6 รายที่เลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า (42%) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (17%) และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (17%) โดยในกลุ่มผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้นั้นมี 2 รายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุน (Investment Grade) ที่ระดับ BBB- ในปี 2567 ส่วนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุน

 

แนวโน้ม (Outlook) อันดับเครดิตไปในทิศทางลบ (Negative) ในปี 2568

 

นอกจากนี้ ในปี 2568 การปรับอันดับเครดิตยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางลบ โดยมีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตเพียง 13 รายเมื่อเทียบกับการปรับลดอันดับเครดิต 31 ราย (รวมการผิดนัดชำระหนี้ 6 รายและการเลื่อนชำระหนี้ 6 ราย) จาก ณ ต้นปี 2568 มีผู้ออกตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งจำนวน 222 ราย

 

สำหรับผู้ออกตราสารที่เหลืออีก 208 รายนั้น ถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิต 13 ราย ส่งผลให้อัตราส่วนการปรับลดต่อการปรับเพิ่มอันดับเครดิตอยู่ที่ 2.38 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.64 เท่าในปี 2567 และหากไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ขอยกเลิกอันดับเครดิต สัดส่วนอันดับเครดิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (Stability Rate) ใน 1 ปี ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 78.85% จาก 76.61% ในปีก่อนหน้า

 

TRIS Rating ยังระบุว่า แนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) สำหรับผู้ออกตราสารในภาคเอกชนมีสัญญาณอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีผู้ออกตราสารจำนวน 31 รายที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ (Negative) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ออกตราสารที่มีแนวโน้มในเชิง ‘บวก’ (Positive) ที่มีเพียง 3 รายอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของแนวโน้มในเชิง ‘ลบ’ นี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย รองลงมาคือธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สัดส่วน 20% และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สัดส่วน 10% โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความท้าทายด้านเครดิตที่ยังคงมีอยู่ในกลุ่มภาคธุรกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

จำนวนบริษัทผิดนัด-เลื่อนหนี้แซงวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’

 

“การผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยจำนวนรวมของผู้ผิดนัดและผู้เลื่อนชำระหนี้สูงกว่าระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียในปี 2540 โดยมี 2 รายที่ได้รับอันดับเครดิตในระดับลงทุนได้ (BBB-) ในปีก่อนหน้า ในขณะที่จำนวนที่เหลือได้รับอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุนได้” TRIS Rating

 

ทั้งนี้ จากกรณีวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามาเป็นระบบลอยตัวแบบมีการควบคุม ส่งผลให้มูลค่าสกุลเงินท้องถิ่นที่ใช้ในการชำระหนี้ต่างประเทศสูงขึ้นอย่างมาก

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งกับบริษัทด้านการเงินและไม่ใช่ โดยอัตราการผิดนัดชำระหนี้รายปีของบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้งในปี 2540 อยู่ในระดับสูงผิดปกติที่ 35% โดยในปีนั้นมีผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้จำนวน 6 ราย และ 5 รายในจำนวนนั้นเป็นบริษัทด้านการเงิน ที่ต้องปิดกิจการตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

สำหรับการปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตนั้นครอบคลุมในหลายธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ในขณะที่ธุรกิจการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และธุรกิจร้านอาหารมีสัดส่วนประมาณกลุ่มละ 9%

 

ทั้งนี้ ผู้ออกตราสารที่ผิดนัดชำระหนี้หรือเลื่อนชำระหนี้และยกเลิกอันดับเครดิตภายในปีเดียวกันจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือเลื่อนชำระหนี้ (Deferral) ไม่ใช่กลุ่มที่ยกเลิกอันดับเครดิต (Withdrawal) นอกจากนี้ การวิเคราะห์จะพิจารณาเฉพาะการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตช่วงต้นปีกับปลายปีเท่านั้น โดยไม่รวมการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตที่เกิดขึ้นระหว่างปี

 

มองบวก บริษัทไทยส่วนใหญ่อันดับเครดิตยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB

 

อย่างไรก็ดี TRIS Rating ระบุว่า อันดับเครดิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ระดับ A และ BBB โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งอยู่ในกลุ่ม A และ BBB ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วน 35.10% และ 32.69% ของอันดับเครดิตที่ประกาศต่อสาธารณะ (ไม่นับรวมผู้ออกตราสารที่ยกเลิกอันดับเครดิต ผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนชำระหนี้) ตามลำดับ

 

เปิดสถิติ ส่องแนวโน้มระยะยาว ปี 2537-2568 ตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

TRIS Rating กล่าวต่ออว่า แนวโน้มในระยะยาวแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดด้านเครดิตที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยจำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 34 รายจาก 28 รายในช่วงปี 2537-2567 ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Default Rates – CDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 0.99% 2.11% และ 3.11% ตามลำดับ จากเดิม 0.85%, 1.81% และ 2.61% ในช่วงปี 2537-2567

 

โดยหากรวมผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้ด้วยก็จะทำให้จำนวนผู้ออกตราสารที่มีการผิดนัดและผู้ออกตราสารที่มีการเลื่อนชำระหนี้สะสมในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 51 รายจาก 39 รายในช่วงปี 2537-2567 ซึ่งส่งผลให้อัตราการผิดนัดและการเลื่อนชำระหนี้สะสมเฉลี่ยใน 1 ปี 2 ปี และ 3 ปี (Average Cumulative Defaults and Deferrals – CDDR) ในช่วงปี 2537-2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1.54% 3.15% และ 4.62% ตามลำดับ จากเดิมที่ 1.21% 2.55% และ 3.68% ในช่วงปี 2537-2567

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising