×

พันธกิจ ‘สร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก’ ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
23.01.2026
  • LOADING...
ลอรีอัล

‘ความงามจะมีคุณค่าได้อย่างไร หากโลกกำลังพังทลาย’

 

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงศีลธรรม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่กลายมาเป็นเป้าหมายใหญ่ของ ‘ลอรีอัล กรุ๊ป’ บริษัทความงามระดับโลก ที่นำไปสู่แนวคิดหลักขององค์กร ‘Create the Beauty that Moves the World มุ่งสรรค์ความงามที่ขับเคลื่อนโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า ความงามต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

ในฐานะบริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ลอรีอัล บริหารงานบนหลักความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่การเริ่มออกแบบการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงการวางแผนและดำเนินโครงการเพื่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ โปรแกรมเพื่อความยั่งยืนเฟสแรกในปี 2013 มาจนถึงโปรแกรมเฟสสองในชื่อ L’Oréal for the Future ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2020 โดยหัวใจของพันธสัญญานี้คือการตั้งเป้าหมายโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ (science based-targets) และเคารพต่อ “ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries)” หรือขีดจำกัดที่โลกสามารถรับไหวอย่างชัดเจน

 

เพื่อให้แน่ใจว่าการสร้างสรรค์ความงามจะไม่ทำร้ายโลกที่เราอาศัยอยู่

 

ถอดวิสัยทัศน์ ‘L’Oréal for the future’ พันธสัญญาปี 2030 ที่คำนึงถึงขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเป็นที่ตั้ง

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 ลอรีอัล เปิดตัววิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนระดับโลก ‘Sharing Beauty With All’ แบ่งปันความงามให้ทุกสรรพสิ่ง ตั้งเป้าหมายต่างๆ สำหรับปี 2020 โดยมีแกนหลักของวิสัยทัศน์คือนวัตกรรม SPOT ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของผลิตภัณฑ์ในทุกแบรนด์

 

แต่จริงๆ แล้ว ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทได้ถึง 81% ซึ่งทำได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60% ภายในปี 2020 ในขณะที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

 

การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ถูกควบรวมเข้ากับกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทฯ ตั้งแต่เริ่มต้นคิดค้นผลิตภัณฑ์ การจัดหาส่วนผสมไปจนถึงการดำเนินการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโรงงานและศูนย์กระจายสินค้า

 

ในปี 2020 นั้น 96% ของผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์ที่ปรับสูตรใหม่ ได้รับการปรับปรุงให้มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีขึ้น

 

แม้ความก้าวหน้าในการลดคาร์บอนขณะที่มีการผลิตผลิตภัณฑ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นจะเป็นไปด้วยดี ทว่าภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ลอรีอัลตัดสินใจเร่งเครื่องผลักดันตัวเองไปสู่พันธกิจด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ‘L’Oréal For The Future’ สำหรับปี 2030 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความรับผิดชอบขององค์กรในการต่อสู้กับความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญ

 

‘L’Oréal For The Future’ พันธสัญญาแห่งความยั่งยืนสำหรับปี 2030 ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปี 2025 ครึ่งทางของการดำเนินงาน เป้าหมายหลายข้อกลายมาเป็นมาตรฐานและนโยบายในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ, นโยบายป่าไม้, การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน และการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ (Eco-Design), สิทธิมนุษยชนของพนักงาน, ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่แบ่งแยก (DE&I) นโยบายการโฆษณาและการตลาดที่รับผิดชอบ, และจริยธรรมสำหรับซัพพลายเออร์

 

นอกจากนี้ ยังปรับแผนงานบางส่วน และกำหนดเป้าหมายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องวัสดุ เช่น การลดการใช้พลาสติกใหม่ การการปล่อยลดก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

 

โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 เสาหลัก ได้แก่ ดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิทักษ์ธรรมชาติ ขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากร และสนับสนุนชุมชน ผ่านการรายงานผล ESG ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการติดตามความคืบหน้าด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร รวมถึงเพื่อสร้างความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

บทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน สะท้อนผ่านรางวัลและการประเมินผลจากหน่วยงานมากมาย ลอรีอัลเป็นบริษัทเดียวในโลก ที่ได้รับคะแนนระดับ AAA ในการจัดอันดับทั้งสามด้านของ CDP ได้แก่ การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ป่าไม้ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10, เหรียญรางวัลระดับ Platinum จากเวที EcoVadis นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับที่ดีในด้านความหลากหลายทางเพศและความเสมอภาคจากองค์กรอย่าง Equileap และ Bloomberg

 

เร่งเครื่องสู่เป้าหมายที่เคารพต่อ ‘Planetary Boundaries’ หรือ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก

 

แม้ว่าบริษัทต่างๆ จะพยายามตั้งเป้าลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงไม่อาจใช้เครื่องมือเดิมๆ รับมือได้อีกต่อไป ลอรีอัล จึงยกระดับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยอิงหลักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการต่างๆ ยังอยู่ในขีดจำกัดที่โลกสามารถรับไหว ‘Planetary Boundaries’ โดยลอรีอัล กรุ๊ป ได้ดำเนินนโยบายในการปรับแนวทางการบริหารจัดการ การผลิต ออกแบบสูตรและบรรจุภัณฑ์บนพื้นฐานของความยั่งยืนมาโดยตลอด

 

มีการปรับรูปแบบการดำเนินงานใหม่เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนของลอรีอัลครอบคลุมหัวใจหลักของการสร้างความยั่งยืน ตั้งแต่ในส่วนการผลิต ได้แก่ การใช้พลังงานหมุนเวียนในสถานประกอบการ การรีไซเคิลน้ำและใช้ระบบหมุนเวียนในโรงงาน บรรจุภัณฑ์ การบรรจุหีบห่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดการใช้พลาสติก การใช้พลาสติกรีไซเคิล รวมไปถึงแผนงานในอนาคตเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน อาทิ การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเริ่มจากแบรนด์การ์นิเย่ ในรูปแบบคะแนนความยั่งยืนของแต่ละผลิตภัณฑ์ การปรับเปลี่ยนในจุดที่เป็นแก่นของการธุรกิจของลอรีอัลเองอย่าง ‘สูตรและส่วนผสม’

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 1

 

ที่สำคัญมีการนำ ‘Green Science’ หรือวิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืนมาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลนั้น มาจากแหล่งชีวภาพมากที่สุด หรือวัตถุดิบที่ไม่ขาดแคลน โดยคงให้ประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

 

รวมไปถึงการไม่ทดลองกับสัตว์ และผลักดันแนวทางเพื่อลดการทดลองกับสัตว์ในอุตสาหกรรมความงาม เช่น บุกเบิกโครงสร้างผิวหนังจำลองเสมือนจริง ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินปฎิกริยาของส่วนผสม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนผิวหนังของมนุษย์ ซึ่ง ลอรีอัล ไม่ทำการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์มาตั้งแต่ปี 1989

 

STEWARD THE CLIMATE TRANSITION ดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Net-Zero

 

การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ ลอรีอัล กรุ๊ป โดยมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่ ด้วยแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนที่ได้รับการรับรองจาก Science Based Targets (SBTi) เมื่อเดือนเมษายน 2024 ซึ่ง ลอรีอัล เป็น 1 ใน 100 บริษัทแรกที่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจาก SBTi ตั้งแต่ปี 2017

 

แผนงานนี้เป็นตัวกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับปี 2030 และ 2050 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน Net Zero ล่าสุด และแนวทางการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผลิตภัณฑ์ต่อชิ้นลง 50% ตลอดห่วงโซ่มูลค่า

 

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ได้มีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายสำหรับทุกกิจกรรมเพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วน ไม่ใช่เฉพาะส่วนการผลิตและกระจายสินค้า แต่รวมไปถึงกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและผลกระทบทางอ้อมจากการใช้ผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภค

 

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ลอรีอัล ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานเช่นในอาคาร เครื่องมือและอุปกรณ์ และอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังวางแผนกลยุทธ์การใช้พลังงานหมุนเวียนตามความไปเป็นไปได้ในแต่ละพื้นที่ของโรงงานในแต่ละประเทศ สำหรับโครงการลดก๊าซคาร์บอนนั้น จะใช้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในพื้นที่หรือใช้พลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตได้เอง เช่น ชีวมวล การผลิตก๊าซชีวภาพ การใช้แผงโซลาร์ และอื่น ๆ

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 2

 

ที่ผ่านมา ลอรีอัล อาศัยข้อมูลภูมิอากาศวิทยาล่าสุดเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นความโปร่งใส และมองหาโซลูชันที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ

 

โดยปี 2024 ลอรีอัลบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 97% ในสถานประกอบการ มีปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ในการขับเคลื่อนการทำงานของโรงงานต่างๆ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และจำกัดคาร์บอนฟุตพรินต์โดยตรง ด้วยการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2

 

ภายในปี 2030 ตั้งมั่นที่จะ

 

  • ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในสถานประกอบการและร้านค้าที่ดำเนินการเอง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งขอบเขตที่ 1 (ปล่อยโดยตรงจากการดำเนินงาน) และขอบเขตที่ 2 (ปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา) ลง 57% เมื่อเทียบกับปี 2019
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ลง 28% จากสินค้าและบริการที่ซื้อ การขนส่งและการกระจายสินค้าส่วนต้นน้ำ รวมถึงการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงาน เมื่อเทียบกับปี 2019

 

การบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในปี 2024 ครอบคลุมสถานประกอบการทั้ง 23 แห่งในโซน SAPMENA (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ) ได้สำเร็จ ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจาก โซน SAPMENA ป็นพื้นที่ที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่นิวซีแลนด์จนถึงโมร็อกโก อีกทั้งต้องปรับแนวทางให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ รวมถึงใช้โซลูชันที่หลากหลาย ตั้งแต่การนำพลังงานแสงอาทิตย์และเขื่อนพลังน้ำมาใช้ ไปจนถึงการติดตั้งหม้อไอน้ำไฟฟ้า และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ เช่น โรงงานในอียิปต์ อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่มีการนำหม้อไอน้ำไฟฟ้า หรือหม้อไอน้ำที่ใช้ชีวมวล/เชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้

 

ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละโรงงานต่างก็มีแหล่งพลังงานที่แตกต่างเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตัวเอง เช่น โรงงาน Yasulor ประเทศอินโดนีเซีย ใช้พลังงานน้ำมาตั้งแต่ปี 2014 โดยอาศัยกระแสน้ำตามธรรมชาติจากภูเขาและเขื่อนในบริเวณใกล้ ๆ โรงงาน Baddi ประเทศอินเดีย ต้องดึงพลังงานน้ำจากระบบแม่น้ำโดยรอบในรัฐหิมาจัลประเทศ ในขณะที่ โรงงาน Chakan ประเทศอินเดีย จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับช่วงกลางวัน และใช้พลังงานลมสำหรับช่วงกลางคืน

 

เปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส และเปลี่ยน ‘รีฟิล’ ให้เป็นเรื่องเท่

 

นับตั้งแต่ปี 2007 ลอรีอัล เริ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งนำแนวทางนี้มาเป็นแกนหลังในการทบทวนการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบองค์รวมตั้งแต่กระบวนการออกแบบไปจนถึงการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด ‘Drive Circularity’ หรือการขับเคลื่อนการหมุนเวียนทรัพยากร เพื่อให้ความงามและความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแท้จริง

 

15 ปี กับความทุ่มเทวางกรอบนโยบาย เช่น ปรับให้มีน้ำหนักเบาเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ใช้วัสดุหมุนเวียน คิดค้นการทำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ อาทิ ขวดน้ำหอมที่เติมใหม่ได้ บรรจุภัณฑ์รีฟิลสำหรับครีมบำรุงผิว และออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ หรือแม้แต่แชมพูก้อนที่ใช้บรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษแทนขวดพลาสติก

 

เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทำนั้น ‘ดีจริง’ ลอรีอัลจึงสร้างเครื่องมือ Sustainable Product Optimization Tool (SPOT) เพื่อตรวจสอบและชี้วัดว่าผลิตภัณฑ์ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง และยังนำไปใช้สำหรับจำลองการออกแบบในรูปแบบต่างๆ เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมไปถึงระบุส่วนที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขหาปริมาณการลดลงของผลกระทบในทุกๆ ด้านของผลิตภัณฑ์และติดตามความคืบหน้าของฟุตปรินท์จากสูตรผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์

 

ในปี 2022 ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นหรือปรับปรุงใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 97% และ 100% ของผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินผลโดยใช้ SPOT และในปีเดียวกัน 98%ของกระดาษที่ใช้สำหรับใบปลิวผลิตภัณฑ์และ 99.9% ของกระดาษที่ใช้สำหรับกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองว่ามาจากป่าไม้ที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน

 

ปี 2023 พลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์มาจากการรีไซเคิลหรือแหล่งวัตถุดิบชีวภาพถึง 26% และ 85% ของปริมาณพลาสติก PET ที่ลอรีอัลใช้ทั่วโลกมาจากการรีไซเคิล

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 3

 

ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ลอรีอัล พัฒนาโซลูชันเพื่อลดการใช้วัสดุและส่งเสริมการรีไซเคิล ลดการใช้พลาสติกใหม่ โดยวางกรอบแนวคิดสำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปี 2007 บน 3 เสาหลักสำคัญ 3Rs ได้แก่

 

Reduce ลดการใช้พลาสติก ทั้งการทำให้บรรจุภัณฑ์เบาลง กำจัดส่วนประกอบบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น ปรับขนาดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมที่สุด รวมถึงสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิล ทั้งแบบที่บ้านและในร้านค้า เพื่อเลี่ยงการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

 

Replace ทดแทนพลาสติกใหม่ ด้วยการใช้พลาสติก PCR (post-consumer recycled plastic) หรือพลาสติกที่ได้จากการนำขยะพลาสติกที่ผ่านการใช้งานของผู้บริโภคแล้วมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น วัสดุหมุนเวียน

 

Recycle ออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกของเราให้รีไซเคิลได้ เพื่อให้วัสดุได้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่อีกครั้งตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ปี 2021 ลอรีอัล จับมือกับ Carbios สร้างขวดเครื่องสำอางขวดแรกที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ทั้งหมด ถือเป็นนวัตกรรมล้ำหน้าในวงการรีไซเคิลพลาสติก โดยตั้งเป้าที่จะใช้นวัตกรรมนี้ในปี 2025 เริ่มจากผลิตภัณฑ์กันแดด Waterlover sun mist ของ Biotherm

 

สำหรับเป้าหมายในปี 2030 ลอรีอัล มุ่งที่จะลดการใช้พลาสติกใหม่สำหรับบรรจุภัณฑ์ลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 จัดหาวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์จากแหล่งรีไซเคิลหรือแหล่งชีวภาพให้ได้ 50% และ ลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ลง 20% เมื่อเทียบกับปี 2019

 

น้ำหอมรีฟีล: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา

 

‘รีฟีล’ ถือเป็นเสาหลักในเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยมี ‘Mugler Fountain’ ต้นแบบของการบุกเบิกน้ำหอมรีฟิล ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำพุสำหรับเติมน้ำหอมในศตวรรษที่ 18 โดยให้ลูกค้านำน้ำหอมมารีฟิลได้ ณ จุดขาย

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 4

 

น้ำหอมรีฟีลได้กลายมาเป็นความหรูหราใหม่ เมื่อ PRADA เปิดตัวขวดน้ำหอม PRADA Paradoxe น้ำหอมรีฟิลรุ่นแรกของแบรนด์ ที่ช่วยลดการใช้แก้วได้ 44% พลาสติก 67% โลหะ 100% และกระดาษแข็ง 61% แถมยังได้ เอ็มมา วัตสัน นักแสดงผู้ขับเคลื่อนความยั่งยืนมาเป็นแอมบาสซาเดอร์ให้กับ Prada Paradoxe น้ำหอมที่รีฟิลได้ง่ายๆ ที่บ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าความหรูหราและความยั่งยืนอยู่ด้วยกันได้

 

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลกำลังขยายไปในแผนกผลิตภัณฑ์

 

นอกจากน้ำหอม ลอรีอัลกำลังขยายบรรจุภัณฑ์รีฟิลไปยังแผนกผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างในทวีปยุโรปแบรนด์ลอรีอัล ปารีส Elvive แชมพูอันดับ 1 ของโลก ที่ในเอเชียใช้ชื่อ Elseve มีถุงรีฟิลซึ่งช่วยลดการใช้พลาสติกลงได้ถึง 60% หรือ แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงเองก็มีผลิตภัณฑ์รีฟิลให้เลือกใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่าง Génifique Serum จาก Lancôme การใช้ขวดรีฟิลขนาด 50 มล. 1 ครั้ง ช่วยลดน้ำหนักของวัสดุทั้งหมดได้มากถึง 74% เมื่อเทียบกับขวดเดิม

 

ทั้งหมดนี้ ลอรีอัล ยึดหลักการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างมูลนิธิ Ellen MacArthur เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการเลือกสรรที่แข็งแกร่งและโปร่งใส

 

สนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสียหาย

 

ธรรมชาติ คือแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับธุรกิจของลอรีอัล เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม ส่วนผสม 1,600 ชนิด จากพืชกว่า 350 สายพันธุ์ ตอกย้ำให้เห็นว่าลอรีอัลต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่สมบูรณ์และหลากหลายมากแค่ไหน

 

ความรับผิดชอบในการปกป้องและรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติจึงเป็นพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยยึดหลัก 3 ประการคือ หลีกเลี่ยง (Avoid), ลด (Reduce), และฟื้นฟูพร้อมสร้างใหม่ (Restore & Regenerate) พร้อมตั้งเป้าที่จะปรับเปลี่ยนระบบโดยรวม จึงลงทุนในโซลูชั่นที่ช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูภูมิทัศน์ให้กลับมาสมบูรณ์

 

ภายในปี 2030 ลอรีอัล มุ่งมั่นที่จะจัดหาวัตถุดิบชีวภาพที่ใช้ในสูตรและบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนอย่างน้อย 90% จัดหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือวัตถุดิบจากการรีไซเคิลสำหรับสูตรของผลิตภัณฑ์มากกว่า 75% และ ฟื้นฟูผืนดินให้มากกว่าพื้นที่ที่ใช้ไปเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศที่สำคัญให้แข็งแรงและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

พันธกิจ สร้างความงามที่ขับเคลื่อน โลก ของ ‘ลอรีอัล’ บนบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างความงามที่ ‘เคารพต่อขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ [Advertorial] 5

 

สำหรับความมุ่งมั่นด้านการใช้น้ำภายในปี 2030 จะใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ 100% สำหรับกระบวนการผลิตในโรงงาน พร้อมทั้งส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำ เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขอนามัยและความงามของผู้บริโภคในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ

 

สุดท้ายแล้ว ความงามอาจเป็นมากกว่าเรื่องของผิวพรรณหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือวิธีคิด วิธีเลือก และวิธีลงมือทำของ ลอรีอัล องค์กรที่ตระหนักว่าทุกการตัดสินใจมีผลต่อโลกใบนี้ จึงไม่เพียงสร้างความงามให้ผู้คน หากกำลังออกแบบอนาคตที่ความงามเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบ และเคารพขีดจำกัดของโลกอย่างจริงจัง เพราะโลกที่น่าอยู่ คือรากฐานของความงามที่ยั่งยืนที่แท้จริง

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising