ปี 2025 เป็นปีที่มีจุดสูงสุดและสถิติใหม่เกิดขึ้นในตลาดการเงินมากมาย ไล่ตั้งแต่สินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงิน บอนด์ยีลด์ ไปจนถึงตลาดหุ้น
แม้นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะยิ้มได้ เพราะราคาสินทรัพย์ต่างปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ในทางกลับกัน ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โอกาสการทำกำไร และมูลค่าของสินทรัพย์ทั่วโลกก็เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกันด้วย
เพื่อให้เราพร้อมก้าวเข้าสู่โลกการเงินปี 2026 การทำความเข้าใจเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของแต่ละสินทรัพย์ และวางกลยุทธ์รับมือให้พร้อมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
เริ่มต้นที่สินค้าโภคภัณฑ์ เรื่องใหญ่คือ “ทองคำพุ่ง น้ำมันร่วง” สะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นในภาครัฐ และสัญญาณเงินฝืดที่กำลังก่อตัว
ราคาทองคำปิดปี 2025 ด้วยการทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 4,319 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 64% และนับเป็นการพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979
ในอดีต การที่ราคาทองปรับตัวขึ้นแรงมักเกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยมีราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นตามไปด้วย แต่ในปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลงเกือบ 20% สะท้อนว่าโลกไม่ได้กลัวเงินเฟ้อ หากแต่เป็นความไม่เชื่อมั่นต่อระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) และเสถียรภาพของการเงินโลก
เรื่องราวเหล่านี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในปี 2026 แต่ผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจไม่รุนแรงเท่าเดิม เนื่องจากตลาดเริ่มมีความคุ้นชินมากขึ้น
ต่อมาคือแนวโน้ม “ดอลลาร์อ่อน ยีลด์ระยะยาวทรงตัว” ต้องจับตาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่
แม้ในปี 2025 ดัชนีดอลลาร์จะอ่อนค่าลงกว่า 9% จนทำให้นักลงทุนหลายท่านเริ่มกังวลว่าดอลลาร์กำลังสูญเสียความเป็นพิเศษ (US Exceptionalism) หรือไม่
แต่หากมองย้อนกลับไปที่ระดับ Dollar Index บริเวณ 110 จุดในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี การปรับตัวลงในปีที่ผ่านมาอาจมองได้ว่าเป็นการกลับเข้าสู่ระดับสมดุล
ประเด็นที่น่าจับตาคือบอนด์ยีลด์ระยะยาว (อายุ 10 ปี) ของสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในกรอบ 4.00 – 4.25% แม้จะเป็นช่วงของดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มักออกมาดีกว่าคาด ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูง อาจไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐฯ แต่อาจสะท้อนความหวังว่าการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้าน AI จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีเกินคาดอีกปี
ดังนั้น ผมมองว่าทิศทางของดอลลาร์ในปีนี้อาจผูกกับผลตอบแทนของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากกว่าที่หลายคนคิด หาก AI สามารถหนุนเศรษฐกิจได้จริง และ Fed ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ดอลลาร์ก็มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นฟองสบู่ AI ของสหรัฐฯ ที่อาจแตกได้ทุกเมื่อ
ทั้งหมดนี้นำไปสู่แนวโน้มสุดท้าย คือ “ตลาดนอกสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนดีกว่าสหรัฐฯ” โดยจุดชี้ขาดอยู่ที่ว่าหุ้นกลุ่ม Growth จะสามารถกลับมามีระดับราคาที่สมเหตุสมผลได้อย่างไร
ดัชนี Bloomberg World ex US ทำผลตอบแทนสูงถึง 28% ในปี 2025 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเพียง 16% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่หุ้นนอกสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
ภาพนี้ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอ แต่เกิดจากการที่สไตล์ Value พลิกกลับขึ้นมาไล่ตามสไตล์ Growth ที่นำโด่งมาต่อเนื่องยาวนาน
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญประกอบด้วย (1) การเร่งตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานจากนโยบาย Reshore ของหลายประเทศ (2) การที่ประเทศขนาดใหญ่หันมาใช้นโยบายการคลังเพื่อหนุนเศรษฐกิจแทนนโยบายการเงิน และ (3) ระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่ม Growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่แพงขึ้นมากในเชิงเปรียบเทียบ
เรื่องราวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ้นโลกกำลังเข้าสู่ช่วงของการกระจายตัว และอาจเป็นสัญญาณว่าช่วงเวลาที่ตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวกำลังจะสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ดี หากหุ้น Growth ในสหรัฐฯ สามารถกลับมามี Valuation ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะจากการเติบโตของกำไรที่สูงกว่าประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ หรือจากการ Correction ในระยะสั้น ธีมของการกระจายตัว (Broadening) นี้ก็อาจจบลงได้เช่นกัน
ในกรณีฐาน ผมมองว่าโลกการเงินกำลังออกจาก Hope Phase ก้าวเข้าสู่ช่วง Growth Phase ที่กำไรของตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ Multiple มีแนวโน้มลดลง โลหะพื้นฐานมีโอกาสเร่งตัวต่อจากนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่ดอลลาร์จะอ่อนค่า ถ้าความได้เปรียบของสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้หุ้นนอกสหรัฐฯ มีโอกาสทำผลตอบแทนชนะตลาดสหรัฐฯ ได้อีกปี
กลยุทธ์การลงทุนจึงควรเน้นการ กระจายพอร์ต เพิ่มน้ำหนักในกลุ่ม Value, Industrials และ Commodities พร้อมกับรอจังหวะเข้าลงทุนในหุ้น Growth คุณภาพดี เมื่อระดับราคาเหมาะสมครับ

ที่มา: Bloomberg และ FSS
ภาพ: ismagilov/Getty Images


