×

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชูเรื่องงานฝีมือ

30.11.2025
  • LOADING...
7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ

ถึงเวลานับถอยหลังสู่เดือนธันวาคม โมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลองที่คนทั่วโลกต่างตั้งตารอ และสำหรับสายแฟชั่น อีเวนต์พิเศษที่พลาดไปไม่ได้ในเดือนนี้เลยคือ แฟชั่นโชว์จาก CHANEL คอลเล็กชัน Métiers d’ART หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าคอลเล็กชันนี้แตกต่างจาก Ready-to-wear และ Haute Couture อย่างไร สำหรับ Métiers d’ART จะโดดเด่นด้วยการผสมผสานความประณีตของงานฝีมือชั้นสูงเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ล้ำสมัย พร้อมการพาเหล่าสาวกออกท่องโลกเปลี่ยนจุดหมายในแต่ละปี ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่แบรนด์ใช้แสดงศักยภาพของเวิร์คช้อปและช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ

 

และก่อนจะเดินทางสู่กรุงนิวยอร์กกับคอลเล็กชัน 2025/26 กับคอลเล็กชัน CHANEL Métiers d’ART แรกของ Matthieu Blazy ทาง THE STANDARD POP เลยอยากพาทุกคนมาเจาะด้านต่างๆ ของคอลเล็กชัน Métiers d’ART ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความสำคัญของงานคราฟต์แมนชิป รวมไปถึงสิ่งที่ทำให้ผลงานนี้ถูกยกย่องเหนือกาลเวลา

 


 

ORIGINS OF THIS COLLECTION

 

จุดเริ่มต้นของคอลเล็กชัน Métiers d’Art ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2002 จากวิสัยทัศน์ของ Karl Lagerfeld ที่ต้องการรักษาเครือข่ายช่างฝีมืออิสระในปารีสไม่ให้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแฟชั่น โดย Karl ตระหนักดีว่างานฝีมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นหัวใจของความงามแบบ CHANEL ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการสืบทอด เขาจึงเลือกบุกเบิกแนวทางใหม่ด้วยการยกระดับคอลเลกชัน Pre-Fall ผ่านการรวบรวมทุกศาสตร์งานหัตถศิลป์จากเวิร์กช็อปต่าง ๆ ให้กลายเป็นผลงานเสื้อผ้าภายใต้ชื่อคอลเลกชัน Métiers d’Art ที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างเสื้อผ้า Haute Couture และ Ready-to-wear หรือเรียกว่า Semi-Couture แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันเชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยรายละเอียดสุดประณีตเช่นเดียวกับเสื้อผ้าชั้นสูง ทว่าซิลลูเอตโดยรวมของคอลเลกชันนั้นไม่ได้ดูหวือหวา สามารถสวมใส่ได้สะดวก นับตั้งแต่โชว์ครั้งแรกที่กรุงปารีสในวันนั้น คอลเล็กชัน Métiers d’Art ก็กลายมาเป็นของขวัญปลายปีสำหรับวงการแฟชั่น ที่ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ของงานคราฟส์แมนชิปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนยังคงโหยหาความหรูหรา ความพิถีพิถัน และเสน่ห์ของงานศิลป์ที่ไม่ได้วิ่งตามจังหวะของเทรนด์เพียงอย่างเดียว

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 1

 


 

PARAFFECTION UNIT

 

เบื้องหลังความงดงามของทุกชิ้นงานในคอลเล็กชัน Métiers d’Art คือเวิร์กช็อปช่างฝีมือระดับสูง โดย CHANEL ได้จัดตั้งหน่วยงาน Paraffection ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1997 เพื่อดูแล Atelier ต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน ตั้งแต่ Desrues ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เครื่องประดับ (Costume Jewelry) และกระดุม, Maison Michel ผู้ผลิตหมวกและเครื่องประดับศีรษะ และ Lemarié ที่ชำนาญงานขนนกและดอกไม้ประดิษฐ์ ที่ถูกเข้าซื้อกิจการเป็นลำดับต้นๆ ไปจนถึง Atelier Lognon ที่โด่งดังเรื่องการอัดพลีต, Massaro ผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตรองเท้าด้วยความพิถีพิถัน, Goossens ที่มีความสามารถในการผสมผสานโลหะมีค่ากับวัสดุที่หลากหลาย, Lesage และ Montex เมซงระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านงานปักมือ และเมซงอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ชื่อว่าเป็นการเข้าซื้อกิจการ แต่ทุกเวิร์กช็อปยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระและร่วมมือกับแฟชั่นเฮ้าส์ อื่นๆ ได้ ซึ่งตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า CHANEL ไม่ได้มุ่งเป้าที่จะผูกขาดงานฝีมือเหล่านี้ แต่ต้องการส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยความรักตามความหมายของชื่อหน่วยงาน Paraffection แห่งนี้อย่างแท้จริง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 2

 


 

LE19M BUILDING

 

การเปิดตัวอาคาร Le19M ณ ย่าน Aubervilliers ในวันที่ 20 มกราคม 2022 เป็นอีกหนึ่งบทใหม่ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ Paraffection และ CHANEL จากแต่ก่อนที่กิจการงานคราฟต์แมนชิปเคยกระจายอยู่ทั่วปารีส ในวันนี้ พวกเขาได้ย้ายสู่บ้านแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 25,500 ตารางเมตร ซึ่งอาคารสูง 7 ชั้นนี้ออกแบบโดย Rudy Ricciotti สถาปนิกเจ้าของรางวัลสถาปัตยกรรมระดับสูงสุดของฝรั่งเศสอย่าง Grand Prix d’Architecture ตัวอาคารโดดเด่นด้วยศิลปะคอนกรีตถักทอรอบอาคารที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นด้ายในการทอผ้า ทำให้ Le19M สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่แข็งแรงกับความละเอียดอ่อนของงานประณีต ภายในประกอบด้วยสตูดิโอ ห้องเก็บชิ้นงานต้นแบบ และพื้นที่ทดลองที่รองรับการพัฒนานวัตกรรมทางหัตถศิลป์อย่างต่อเนื่อง ตามจุดมุ่งหมายที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทำงานที่สงบ และเต็มไปด้วยพลังการสร้างสรรค์สำหรับเหล่าช่างฝีมือ

 

ปัจจุบัน บทบาทของ Le19M ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นพื้นที่ผลิตผลงานเท่านั้น อาคารแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เปิดรับผู้คนภายนอกให้เข้ามาสัมผัสโลกของ Métiers d’Art ภายในอาคารมีแกลเลอรีสำหรับจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานฝีมือและโปรเจกต์ ต่างๆ รวมถึงพื้นที่สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดให้สาธารณชนได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด Le19M จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ในโลกแฟชั่น และยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยขยายภาพลักษณ์ของงาน Métiers d’Art ให้มีความร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และมีบทบาทในวงกว้างมากขึ้น

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 3

 


 

THE USE OF RARE TECHNIQUES

 

อย่างที่กล่าวไปว่าคอลเล็กชัน Métiers d’Art คือการนำเสนอเทคนิคงานหัตถศิลป์อันหายากและมีเอกลักษณ์ ที่ไม่ได้พบในเสื้อผ้า Ready-to-wear ทั่วไป ภายในคอลเล็กชันนี้ เราจะได้เห็นการรังสรรค์ด้วยเทคนิกล้ำค่าที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างเช่น กระบวนการอัดพลีตที่ต้องอาศัยศิลปะซึ่งผสมผสานงานฝีมือด้วยมือเข้ากับการตั้งรูปด้วยไอน้ำอย่างประณีต จึงต้องอาศัยช่างฝีมือจาก Lognon ที่เชี่ยวชาญด้านการอัดพลีตโดยเฉพาะ ในการเข้าใจคุณสมบัติของผ้าแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นแรงกด อุณหภูมิ หรือระยะเวลาที่ใช้ เพื่อควบคุมให้ผ้าเกิดมิติและรูปทรงตามต้องการ หรือเทคนิคงานปักชั้นสูงอย่าง Tambour หรือ Lunéville Beading ที่ช่างฝีมือจาก Lesage จะใช้เข็มตะขอพิเศษในการสร้างลวดลายซับซ้อนจากด้านหลังของผ้า จึงต้องอาศัยความแม่นยำสูง และต้องใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

 

ทั้งนี้ ความพิเศษของแต่ละเทคนิคไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ความซับซ้อน แต่ยังหมายถึงจำนวนช่างที่ยังคงทำสิ่งเหล่านี้ได้จริงซึ่งหาได้ค่อนข้างยากในโลกปัจจุบัน ผลงานหนึ่งชิ้นจึงเป็นทั้งเสื้อผ้าและเป็นหลักฐานแห่งทักษะดั้งเดิม ทำให้ Métiers d’Art ยังคงเป็นหนึ่งในคอลเล็กชันที่สะท้อนความงามอันไร้กาลเวลาและทรงคุณค่าที่สุดของวงการแฟชั่นนั่นเอง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 4

 


 

SHOW LOCATIONS

 

นอกเหนือจากเรื่องงานฝีมือบนเครื่องแต่งกายสุดลักชัวรี อีกหนึ่งจุดยืนที่ถูกประกาศมาตั้งแต่การจัดโชว์ Métiers d’Art ครั้งแรกในปี 2002 ที่กรุงปารีสคือ คอลเล็กชัน Métiers d’Art จะ ‘เดินทางไปพบผู้คนทั่วโลก’ และหยิบเอาอัตลักษณ์ของแต่ละเมืองมาใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเสื้อผ้า ดังนั้น การเลือกสถานที่ในแต่ละปีจึงไม่ใช่เพียงการหาพื้นที่จัดงาน แต่เป็นการเลือกฉากหลังที่ช่วยขยายความหมายของคอลเล็กชัน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ มรดกวัฒนธรรม และภาพจำของความงามแบบท้องถิ่น อาทิ Monaco, Tokyo, Shanghai, Edinburgh, Dallas, Salzburg, Rome, Hamburg ไปจนถึง Manchester และในปีที่ผ่านมากับ Hangzhou ซึ่งสถานที่นั้นๆ ก็จะมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์ ตัวครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ หรือเคยปรากฏอยู่ในหน้าชีวิตของ Gabrielle Coco CHANEL ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เช่น คอลเล็กชัน 2007/08 เมือง Monte Carlo ประเทศ Monaco ที่เป็นการยกย่องเมืองพักผ่อนที่ Coco CHANEL ชื่นชอบ และสะท้อนสายสัมพันธ์ส่วนตัวของ Karl Lagerfeld กับราชวงศ์ โมนาโก หรือ คอลเล็กชัน 2014/15 เมือง Salzburg ประเทศ Austria เพื่อย้อนรอยเสื้อแจ็กเก็ตสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL ซึ่ง Coco CHANEL ได้แรงบันดาลใจจากชุดของพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม ตลอดจนคอลเล็กชัน 2022/23 กับการปัดหมุด ณ เมือง Dakar ประเทศ Senegal เพื่อเฉลิมฉลองความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม งานฝีมือ และเชื่อมสัมพันธ์แฟชั่นระดับโลกกับทวีปแอฟริกาที่ยังไม่เคยมีแบรนด์ลักชัวรีระดับสูงจัดโชว์มาก่อน

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 5

 


 

ICONIC CAMPAIGNS

 

แน่นอนว่าแบรนด์แฟชั่นที่โด่งดังเรื่องการให้ความสำคัญกับศิลปะวัฒนธรรม ตัวแคมเปญและภาพยนตร์สั้นที่มาช่วยนำเสนอก็ต้องเป็นไอคอนิกไม่แพ้คอลเล็กชันเครื่องแต่งกาย โดยหนึ่งในแคมเปญที่น่าจดจำและถูกพูดถึงมากที่สุดคือภาพของ Tilda Swinton สำหรับคอลเล็กชัน Paris-Edinburgh ในปี 2013 ที่ปราสาท Linlithgow Palace ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของ Mary Queen of Scots โดยได้รับการเสียงชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชน เนื่องจาก Swinton ซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวสกอตแลนด์ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นเหนือกาลเวลา สามารถถ่ายทอดแก่นของคอลเล็กชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของราชวงศ์สกอตและลายตาร์ตันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

อีกหนึ่งชิ้นงานสื่อที่สร้างชื่อให้กับ Métiers d’Art คือภาพยนตร์สั้น Reincarnation ที่เปิดตัวควบคู่กับโชว์ Paris-Salzburg 2014/15 ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างและกำกับโดย Karl Lagerfeld เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแจ็กเก็ตผ้าทวีดในเชิงสัญลักษณ์ โดยมีศิลปินชื่อดัง Pharrell Williams และโมเดล/นักแสดงสาว Cara Delevingne มาเป็นนักแสดงนำร่วมกัน มีการใช้ดนตรี จังหวะ การเต้น และภาพสไตล์ย้อนยุค ซึ่งยังคงถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็น CHANEL จากอดีตถึงปัจจุบัน ตลอดจนบ่งบอกถึงแฟชั่นและงานคราฟต์ได้อย่างมีชั้นเชิง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 6

 


 

MÉTIERS D’ART UNDER MATTHIEU BLAZY

 

สำหรับคอลเล็กชัน Métiers d’Art ประจำฤดูกาล 2025/26 ที่กำลังจะเกิดขึ้นคืนวันที่ 2 ธันวาคม 2025 ตามเวลาประเทศอเมริกา ซึ่งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่คอแฟชั่นทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือโชว์ผลงาน Métiers d’Art ครั้งแรกภายใต้การกำกับดูแลของ Matthieu Blazy ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ และเพิ่งเรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อยหลังเผยโฉมคอลเล็กชันเดบิวต์ CHANEL Spring/Summer 2026 ที่แสดงวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นที่รู้จักในความถนัดด้านงานคราฟต์แมนชิปและจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นการตีความ Savoir‑faire แบบดั้งเดิมให้ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น หรือเทคนิคการสร้างสรรค์เสื้อผ้าใหม่ๆ ที่เซอร์ไพรส์ผู้ชมก็เป็นได้

 

โดยแฟชั่นโชว์ Métiers d’Art ในปีนี้ ปักหมุดหมาย ณ มหานครนิวยอร์ก ถือเป็นครั้งที่ 3 ของแบรนด์ในการจัดโชว์ที่เมืองที่อัดแน่นด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมแห่งนี้ ซึ่งทาง Bruno Pavlovsky ประธานฝ่ายแฟชั่นของ CHANEL ได้กล่าวถึง Blazy ว่า “เขาจะทำให้พลังแห่งความสร้างสรรค์ของเมืองที่เขาคุ้นเคย ก้องกังวานไปกับความเชี่ยวชาญพิเศษของแบรนด์ได้” เชื่อว่าคอลเล็กชัน Métiers d’Art ในมือของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนนี้จะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับ CHANEL อย่างแน่นอน

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 7

 

ภาพ: Courtesy of CHANEL, Getty Images, Olivier Saillant, Donata Wenders

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising