โชว์ที่สร้างความประทับใจมากที่สุดของซีซัน Fall/Winter 2026
ปารีสแฟชั่นวีกประจำคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2026 ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ เมืองหลวงแห่งแฟชั่นนี้ได้ทิ้งภาพจำใหม่ให้กับวงการอีกครั้ง ซีซันนี้เต็มไปด้วยการตีความอดีตในมุมมองร่วมสมัย ดีไซเนอร์จำนวนมากหันกลับไปสำรวจรากเหง้าของแบรนด์ ก่อนจะนำมาต่อยอดบนงานดีไซน์ที่สดใหม่และร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อขานรับกับฐานลูกค้า รวมถึงเศรษฐกิจ และจังหวะชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป
ในฤดูกาลนี้ ปารีสแฟชั่นวีก จึงไม่ใช่เพียงเวทีของเสื้อผ้า แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการทดลอง ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของแฟชั่นที่ยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้า บางโชว์สร้างบทสนทนาใหม่ให้กับวงการ ขณะที่บางโชว์ตอกย้ำเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแรงเหนือกาลเวลา จากโชว์ที่ยิ่งใหญ่ระดับเมซง ไปจนถึงพลังของดีไซเนอร์ยุคใหม่ THE STANDARD POP ขอนำเสนอ 7 โชว์ที่เราประทับใจที่สุดจากปารีสแฟชั่นวีก ฤดูกาล Fall/Winter 2026 โชว์ซึ่งสะท้อนทิศทางแฟชั่นได้ชัดเจนที่สุด
LOUIS VUITTON
Nicolas Ghesquière ยังคงสถานะของเขาในฐานะดีไซเนอร์ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนที่สุด สิ่งหนึ่งที่เขายึดถือและนำมาใช้อยู่เสมอคือ “การเดินทาง” ซึ่งคอลเล็กชัน Fall/Winter 2026 นี้ เขาสร้างภูมิทัศน์เหนือจริงแบบ neo-landscape ปกคลุมด้วยมอสสีเขียว สร้างความรู้สึกแฟนตาซีผสมผสานเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน โชว์เปิดด้วยลุคดีไซน์ที่คล้ายกับ Kepenek เสื้อคลุมพื้นเมืองคนเลี้ยงแกะจากประเทศตุรกี ที่ถูกยกระดับให้ดูอาวองการ์ดมากไปกว่าเดิม ในขณะที่แบรนด์อื่นเลือกนำเสื้อผ้าสวมใส่ได้จริง Nicolas กลับเลือกที่จะฝัน เพื่อให้พื้นที่ของแฟชั่นเป็นพื้นที่ของการจินตนาการมากกว่าความคุ้นเคย
หากย้อนกลับไปดูงานเก่าๆ ของเขา จะเห็นได้ว่า Nicolas หลงใหลวัฒนธรรมการแต่งตัวของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมและช่วงเวลา เขานำเดรสโค้ดจากอดีตมาปรับเข้ากับโครงสร้างเชิงสถาปัตยกรรม เช่นเดียวกันกับคอลเล็กชันนี้ที่เขาเลือกมองไกลออกไปจากตัวเมือง กลับมุ่งสู่ธรรมชาติแทน เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายมาจากเปรู เนปาล หรือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของมองโกเลีย สะท้อนอยู่บนเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีคอลเล็กชันนี้ มันคือชิ้นงานโฟล์กโลร์แห่งอนาคต ซึ่งบางชิ้นแน่นอนว่าเหมาะสำหรับนิทานโฟล์กโลร์มากกว่าในชีวิตจริง อย่างไรก็ดีกว่าสามทศวรรษของ Nicolas ที่เขาโลดแล่นในวงการแฟชั่น เราไม่เคยกังขาเรื่องงานดีไซน์เรียบหรู สวมใส่ได้จริงของเขาอยู่แล้ว หากพูดในฐานะดีไซเนอร์เขาทำมาทุกอย่างแล้ว ณ วันนี้แม้งานอันซับซ้อนของเขาอาจยากที่จะเข้าถึงของใครหลายคน แต่ยังมีผู้ศรัทธาในวิสัยทัศน์ของ Nicolas ที่รู้สึกตื่นเต้นและหลงใหลในงานของเขาเสมอเช่นกัน

CELINE
คอลเล็กชันแรกของ Michael Rider ที่ Celine แม้จะได้รับคำชม แต่หลายคนกลับมองว่าเป็นไฮบริดระหว่างดีไซเนอร์ทรงอิทธิพลสองคนก่อนอย่าง Phoebe Philo และ Hedi Slimane ซึ่งฤดูกาล Fall/Winter 2026 นี้ เราสัมผัสถึงตัวตนของเขาในฐานะดีไซเนอร์ได้จริงๆ เสียที สิ่งที่โดดเด่นของเขาคือการสร้างเสื้อผ้าผ่านงานดีไซน์และสไตลิ่งให้ดูไม่เป็นแฟชั่นโชว์จนเกินไป คอลเล็กชันนี้จึงเต็มไปด้วยเสื้อผ้าหรูหราที่เข้าถึงได้ ความลักชัวรีที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง หากสองซีซันก่อน Preppy คือสไตล์ที่ Michael เลือกใช้จนถึงขั้นจุดเป็นกระแส ครั้งนี้เขาให้ความสำคัญกับซิลลูเอตและเส้นสายที่คมชัดมากขึ้น
ภาษาดีไซน์ของ Michael ชัดเจนและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เขาปรับทิศทางของแบรนด์จากร็อกแอนด์โรลสู่เสื้อผ้าเนี้ยบและประกอบกันอย่างลงตัว แต่ไม่มีจุดไหนมากจนเกินพอดี ซูลูเอตเข้ารูปเป็นสิ่งที่เขาเลือกเก็บเอาไว้จากดีไซเนอร์คนก่อน หากซิลลูเอตโอเวอร์ไซส์คือสิ่งที่หลายแบรนด์เลือกทำ ที่ Celine เขาต้องการให้ซิลลูเอตดูเพรียวและคมชัด ในความเรียบง่ายโชว์นี้ยังแฝงไปด้วยกิมมิกสไตลิ่งอย่างขนนกที่นำมาประดับผมนายแบบ ไปจนถึงเทคนิคการผูกผ้าพันคอซาตินแบบโอตกูตูร์ เทคนิคที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณมากกว่าการเรียกร้อง Michael สร้างวิสัยทัศน์แบบใหม่ให้กับ Celine ว่า แฟชั่นไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แค่ต้องแม่นยำ

LOEWE
งานคราฟต์เป็นหัวใจสำคัญของทั้ง Jack McCollough และ Lazaro Hernandez ที่ Proenza Schouler มาโดยตลอด เช่นเดียวกับรากฐานของ Loewe แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติสเปนที่พัฒนาจนกลายเป็นลักชัวรีเฮาส์ระดับโลก ที่ Loewe เปรียบได้กับห้องทดลองขนาดใหญ่ของทั้งสองที่สามารถทดลองและเล่นกับความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงแมทีเรียลมากมายได้ไม่รู้จบ ลุคแรกๆ ของโชว์นำเสนอ slip dress ที่สร้างขึ้นด้วยการพิมพ์สามมิติ (3-D printing) และหล่อขึ้นรูปด้วยลาเท็กซ์ และเสื้อพาร์กาที่ทำขึ้นจากหนังเดียวกันกับแพยาง Loewe ของพวกเขาดูสนุกแบบไร้ข้อจำกัดและจินตนาการ
ไม่ว่าเสื้อผ้าของทั้งสองจะสุดโต่งแค่ไหน พวกเขาเข้าใจธุรกิจแฟชั่นไม่แพ้ครีเอทีฟไดเรกเตอร์มือฉมังคนอื่นๆ ทั้งคู่เคยสร้างประสบการณ์กระเป๋า PS1 ที่แบรนด์เดิมมาแล้ว และกำลังทำให้เกิดอีกครั้งกับกระเป๋า Amazona ที่กำลังเป็นไวรัลขณะนี้ ในคอลเล็กชันนี้เรายังได้เห็นไลน์ menswear ครั้งแรกในสายอาชีพจากทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองสามารถจัดการกับโจทย์ท้าทายนี้ได้อย่างน่าประทับใจ และสามารถพลิกภาพลักษณ์ของแบรนด์จากเดิมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ได้อย่างไม่ขาดตอน งานยากหลังจากนี้คือการคงสถานะของแบรนด์ให้อยู่ต่ออย่างไรโดยที่พวกเขาจะไม่หมดแรงไปเสียก่อน รวมถึงการบาลานซ์ความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องไม่ฟุ้งจนหลุดโลกจนเกินไป

TOM FORD
ฤดูกาลนี้ชื่อของ Tom Ford ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ในแง่ของแรงบันดาลใจสำคัญที่มีต่อแบรนด์ อาทิ Gucci ภายใต้การดูแลของ Demna หลายคนอาจลืมไปว่า เขายังมีแบรนด์ของตนเองภายใต้ชื่อเดียวกันที่ปัจจุบันนำโดย Haider Ackerman ซึ่งเขาคนนี้ทำให้แบรนด์ Tom Ford ถูกพูดถึงและเป็นที่ชื่นชมมากกว่าในยุคของผู้ก่อตั้งเสียอีก หลังจากความมืดมนในคอลเล็กชันที่แล้ว Haider เลือกรันเวย์สีขาวสว่างจ้าท้าทายทุกสายตาให้จับจ้องหรือจับผิดงานดีไซน์อันเฉียบคมของเขาที่แทบจะไร้ที่ติ พระเอกของโชว์นี้ยกให้งานเทเลอริง ที่แม้จะวนออกมาเรื่อยๆ แต่กลับไม่น่าเบื่อเลย งานเทเลอร์ของเขาดูยั่วยวนราวกับมีชีวิตจริงๆ
พัฒนาการที่เราเห็นในโชว์นี้ของเขาคือ การเล่นกับเทกซ์เจอร์อื่นๆ เช่น พลาสติกที่เขานำมาใช้บนงานเทเลอริงทั้งเสื้อโค้ต ไปจนถึงกระโปรงทรงเอที่เผยให้เห็นชุดชั้นใน กิมมิกเซ็กซี่ที่ไม่เคยหายไป เช่นเดียวกับเดนิมฟอกสีเข้มและรอยยับที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับโชว์นี้ไม่เบาเลย คอลเล็กชัน Fall/Winter 2026 นี้ ถือเป็นผลงานที่หลากหลายที่สุดของเขาตั้งแต่ทำที่ Tom Ford มา อีกหนึ่งลายเซ็นที่ทิ้งไม่ได้เลยคือ ความเข็ดฟันของงานดีไซน์ก้ำกึ่ง อย่างกางเกงทรงหลวมที่ห้อยต่ำบนสะโพกของนางแบบ โดยมีเข็มขัดเส้นบางๆ ช่วยรั้งเอาไว้ ความก๋ากั่นนี้ถูกเติมเต็มด้วยวิธีการนำเสนอที่เขามักให้เหล่านางแบบและนายแบบถ่ายทอดออกมาแบบมีคาแรกเตอร์ ไม่ใช่เดินไร้อารมณ์แบบโชว์อื่นๆ ไม่แปลกที่โชว์นี้จะลงตัวทั้งในแง่งานดีไซน์และการพรีเซนต์

HERMÈS
Nadège Vanhée นำสองสิ่งขั้วตรงข้ามมารวมกัน เมื่อความโรแมนติกและฟังก์ชันการใช้งาน ต้องอยู่ด้วยกัน โจทย์ที่เธอสามารถแก้สมการจนออกมาเป็นคอลเล็กชัน Fall/Winter 2026 นี้ได้สำเร็จ Nadège พยายามสร้างโค้ดการแต่งตัวของผู้หญิง Hermès ให้ดูโมเดิร์นขึ้น ทุกชิ้นต้องสามารถพลิ้วไหวไปกับร่างกายได้แม้แมทีเรียลจะเป็นหนังก็ตาม ความอิสระในการสวมใส่คือ ความคลาสสิกในบริบทของเธอ คอลเล็กชันนี้จึงถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่กำหนดวิธีการสวมใส่ด้วยตนเอง ซิปทุกจุดบนคอลเล็กชันสามารถเปิดปิดได้ตามความพอใจของผู้สวมใส่ เธอพยายามสร้างความเซ็กซีผ่านการใช้ผิวสัมผัสของแมทีเรียลมากกว่าการเผยผิว เราสามารถรู้สึกเซ็กซี่ได้จากเนื้อสัมผัสของเสื้อผ้าแม้ว่าเราจะปิดตั้งแต่คอยันเท้าก็ตาม
อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้เลย คือพาเลตต์สีที่ Nadège เลือกใช้ แรงบันดาลใจพาเลตต์สีมาจากช่วงเวลา “พลบค่ำ” พื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างกลางวันกับกลางคืน คอลเล็กชันเริ่มต้นด้วยโทนสีร้อนแรงของพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า ก่อนจะค่อยๆ ไปสู่สีแดงเข้ม และปิดท้ายด้วยสีน้ำเงินเข้มและเทา ผู้หญิงของ Hermes ดูเข้มแข็ง มั่นใจ และเซ็กซี่แบบไม่ต้องพยายาม ในช่วงสองสามซีซันที่ผ่านมา Nadège หันมาสร้างคอลเล็กชันที่ช่วย empowerment ผู้หญิง โดยที่ไม่ละทิ้งแก่นของ Hermes เลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าทุกชิ้นดูคลาสสิกที่ไม่น่าเบื่อ ถือเป็นมุมมองที่ก้าวกระโดดของเธอและช่วยให้ Hermes ยืนคู่สู้แบรนด์อื่นๆ บนตารางแฟชั่นวีกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

GIVENCHY
หากปฏิกิริยาของคุณที่มีต่อสองคอลเล็กชันแรกจาก Sarah Burton ที่ Givenchy ว่าดูระมัดระวังและยังไม่สุดแบบที่คาดหวัง ก็เป็นเพราะ Sarah กำลังทำบทบาทในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์อย่างแท้จริง นั่นคือการวางรากฐานของแบรนด์ใหม่ เธอใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับทีม ค่อยๆ ศึกษางานอาร์ไคฟ์ ก่อนจะสร้างภาษาดีไซน์ในแบบของตนเองที่ Givenchy อย่างมั่นคง ความรู้สึกลังเลเกี่ยวกับตัวเธอ ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากได้ชมคอลเล็กชันนี้ นี่คือคอลเล็กชันของเธอที่ดูมั่นใจและเด็ดขาดกว่าครั้งไหนๆ ประสบการณ์การทำงานในฐานะมือขวาของ Alexander McQueen ไปจนถึงเข้าดูแลแบรนด์เต็มตัว ก่อนจะมาอยู่ที่ Givenchy ช่วยให้เธอเป็นที่เคารพในวงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก ในแง่ของฝีมือไม่มีใครตั้งคำถามในงานดีไซน์ของเธอได้
แต่โจทย์ที่หินกว่า McQueen คือการชุบชีวิต Givenchy ที่ห่างหายจากสปอตไลต์บนโลกแฟชั่นมาพักใหญ่ Sarah ใช้จุดแข็งงานดีไซน์ของเธอ แต่เสริมด้วยความหลากหลายของผู้หญิง แนวคิดนี้สะท้อนต่องานดีไซน์ไปจนถึงการเลือกนางแบบบนรันเวย์ของเธอที่ผสมผสานตั้งแต่ซูเปอร์โมเดล ไปจนถึงนักเขียน และศิลปินวาดภาพ เธอเชื่อว่าผู้นั้นหลากหลายเกินกว่าจะจัดกรุ๊ปแค่เพียงกลุ่มคนกลุ่มเดียวเท่านั้น นั่นเป็นความพิเศษของคอลเล็กชันนี้ งานตัดเย็บที่อิงกับซิลลูเอตและสรีระของผู้สวมใส่ ผู้หญิงหลากหลายแบบสามารถเห็นภาพตนเองบนคอลเล็กชันนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีลุคเฉกเช่นนางแบบอย่างเดียว คอลเล็กชันนี้สร้างความประจักษ์อย่างชัดเจนว่ายุคของ Sarah ที่ Gievnchy มาถึงแล้วอย่างแท้จริง

CHANEL
คอลเล็กชั่นลำดับที่ 4 ของ Matthieu Blazy ต่อจากการเปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม โชว์ Métiers d’Art ที่นิวยอร์กในเดือนธันวาคม และโชว์โอตกูตูร์ที่สร้างความฮือฮาเมื่อเดือนมกราคม บรรยากาศภายในของ Grand Palais ถูกเนรมิตให้คล้ายไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ สื่อถึงการเริ่มต้นสร้างบทใหม่ของ CHANEL ที่ยังคงพัฒนาและเติบโตต่อไป อันที่จริงแล้ว Matthieu ปรับทิศทางใหม่ของ CHANEL ตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรก โดยยังคงหันกลับไปมองงานเก่าของ Gabrielle Coco Chanel อยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันเขามุ่งมั่นที่จะปรับภาพลักษณ์ที่ดูเชยและยึดติดกับอดีตให้ดูร่วมสมัยขึ้น
ผลลัพธ์คือคอลเล็กชั่นที่เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น ผสม DNA จากอดีตและดีไซน์ยุคปัจจุบันให้เข้ากันได้อย่างหลักแหลม ในช่วงหนึ่งของโชว์เขาเสนอดีไซน์เดรสเอวต่ำคาดเข็มขัดสไตล์ Flapper จากยุค 1920s มาตีความใหม่ ที่ไม่ยึดติดโครงสร้างแบบเก่า นับเป็นหนึ่งในภาพลักษณ์ดูโมเดิร์นที่สุดที่เคยปรากฏบนรันเวย์ของ CHANEL ในรอบหลายปี และยังถูกพูดถึงเป็นวงกว้างบนโซเชียล ไม่เพียงแค่นั้น Matthieu ยังนำวัฏจักรของผีเสื้อที่ Coco Chanel เคยเปรียบเปรยว่าแฟชั่นนั้นเหมือนกับชีวิตของผีเสื้อจากการสัมภาษณ์บนนิตยสาร Le Figaro มาใช้ในการเล่าโครงเรื่องของโชว์นี้ ที่ค่อยๆ เผยตัวตนทีละนิดจากความเรียบง่ายไปสู่ความเหนือจริงในช่วงท้ายของโชว์ ด้วยลุคเปล่งประกายจากลายพิมพ์และสายโซ่ที่นำมาใช้ประดับเพื่อสร้างความแวววาวลงบนเสื้อผ้า เปรียบได้กับหนอนผีเสื้อที่ค่อยๆ สยายปีกกลายเป็นผีเสื้อที่สวยงาม การปฏิวัติของ Matthieu นั้นเงียบ แต่ทรงพลังเหลือเกิน แม้ว่าการประดับ Grand Palais จะอลังการแค่ไหน แต่ไม่สามารถทำให้เราละสายตาจากคอลเล็กชั่นได้เลย

ภาพ: Courtesy of Brands, Getty Images

