มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ขึ้นให้การต่อหน้าคณะลูกขุนเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถื่นของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมถึง Instagram สร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของเด็ก
รายงานจาก CNN ระบุว่า คดีนี้เป็นของ คาลีย์ หญิงสาววัย 20 ปี ที่กล่าวหาว่า Instagram และ YouTube ของ Google ถูกจงใจออกแบบมาให้เสพติด โดยเธอบอกว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ดึงดูดเธอตั้งแต่สมัยประถม จนทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล, ซึมเศร้า และภาวะหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง (Body Dysmorphia)
ผลของคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อคดีอื่นๆ อีกหลายร้อยคดีจากครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบหรือเสียชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Meta ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าได้ใช้มาตรการมากมายเพื่อปกป้องผู้ใช้งานวัยเยาว์
ใจความสำคัญของการให้การคือคำถามที่ว่า Meta รู้เรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนมากน้อยเพียงใด ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าเขามุ่งหวังที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเสพติดในระยะสั้นและทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง
ทนายความของคาลีย์ได้เปิดเผยเอกสารภายในที่ อดัม มอสเซรี หัวหน้าของ Instagram ระบุว่าฟีเจอร์วิดีโอสั้น Reels ทำให้เวลาใช้งานพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีเป้าหมายส่วนตัวเพื่อเอาชนะ TikTok ในแง่ของเวลาที่ผู้คนใช้งานบนแพลตฟอร์ม
“จากที่ผมอ่าน เราพยายามเพิ่มมูลค่าให้กับบริการของเรา แต่ก็พยายามวัดความก้าวหน้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง TikTok ด้วย” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว พร้อมเสริมว่าเวลาที่ใช้บนแอปคือตัวแทนในการวัดความสำเร็จของ Instagram เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
นอกจากนี้ ทนายความยังได้แสดงเอกสารภายในปี 2022 เกี่ยวกับหมุดหมายความสำเร็จ (milestones) ของ Instagram ซึ่งระบุการคาดการณ์ว่าเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มจะเพิ่มขึ้นจาก 40 นาทีในปี 2023 เป็น 46 นาทีในปี 2026 โดยซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่า Milestones ไม่ใช่เป้าหมาย (Goals) แต่เป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงเรื่องฟิลเตอร์ความงามของ Instagram ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปภาพได้ ทนายความแย้งว่าฟิลเตอร์เหล่านี้อาจทำร้ายการรับรู้ภาพลักษณ์ของวัยรุ่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ Meta ปรึกษาก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทตัดสินใจอนุญาตให้มีฟิลเตอร์ดังกล่าวแต่ไม่แนะนำให้ใช้ โดยอ้างเรื่อง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวเสริมว่า หากบริษัทไปห้ามไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ ก็จะเป็นการตัดสินใจแทนผู้ใช้มากเกินไป
ทนายความยังนำอีเมลจากพนักงาน Meta คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของลูกสาววัยรุ่นสองคนมาแสดง โดยพนักงานคนดังกล่าวเตือนเรื่องฟิลเตอร์ความงามและระบุว่าแรงกดดันต่อวัยรุ่นหญิงนั้นรุนแรงมาก พร้อมเขียนว่า “ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณและสนับสนุนมัน แต่อยากบอกไว้เป็นหลักฐานว่า ฉันไม่คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือกลุ่มผู้ใช้งานเด็ก แม้ Instagram จะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องมีอายุอย่างน้อย 13 ปี แต่เอกสารภายในปี 2015 ประเมินว่ามีผู้ใช้กว่า 4 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งคิดเป็น 30% ของเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปีทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม Instagram ไม่ได้เริ่มขอให้ผู้ใช้ใหม่กรอกวันเกิดจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2019 ก่อนหน้านั้นเพียงแค่ให้ยืนยันว่าอายุเกิน 13 ปี และเริ่มขอวันเกิดจากผู้ใช้เดิมในเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งหมายความว่าคาลีย์ไม่เคยถูกถามเรื่องอายุเลยตอนที่สมัครใช้งาน
ทนายความยังเปิดเผยเอกสารภายในที่มีข้อความว่า “ถ้าเราต้องการชนะใจวัยรุ่น เราต้องดึงพวกเขาเข้ามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กก่อนวัยรุ่น” ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าปัจจุบัน Meta ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประเมินอายุของผู้ใช้และบังคับใช้มาตรการความปลอดภัย
เขาประเมินด้วยว่ากลุ่มวัยรุ่นสร้างรายได้ให้กับ Instagram ไม่ถึง 1% “วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้อิสระ พวกเขาจึงไม่มีมูลค่าสำหรับผู้ลงโฆษณา” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNN ระบุว่า บรรดาผู้ปกครองและกลุ่มผู้สนับสนุนได้กล่าวอ้างมานานหลายปีแล้วว่า Meta พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานอายุน้อย ไม่ใช่เพราะอำนาจการซื้อในระยะสั้น แต่หวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้ใช้งานในระยะยาว
ทนายของ Meta ได้แสดงอีเมลปี 2018 ที่ซักเคอร์เบิร์กเขียนถึงทิม คุก ซีอีโอของ Apple แสดงความต้องการให้ “เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” รวมถึง Facebook และ Instagram
ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความได้นำโปสเตอร์ขนาดยาวที่ต้องใช้คนถือถึงเจ็ดคน ซึ่งเต็มไปด้วยภาพถ่ายหลายร้อยภาพจากบัญชี Instagram ของคาลีย์ เพื่อตอกย้ำถึงช่วงเวลานับไม่ถ้วนที่เธอใช้ไปบนแพลตฟอร์ม
ด้านนอกศาลมีพ่อแม่หลายคนที่บอกว่าลูกของตนได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิตมารวมตัวกัน ในจำนวนนั้นมีผู้ปกครองที่เคยอยู่ในห้องฟังซักเคอร์เบิร์กให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อปี 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้หันไปขอโทษครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์ม
หนึ่งในนั้นคือ แทมมี โรดริเกซ ผู้ปกครองที่สูญเสียลูกสาววัย 11 ปีจากการฆ่าตัวตายในปี 2021 หลังจากที่ลูกของเธอต้องดิ้นรนกับสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นอาการเสพติด Instagram และ Snapchat
เธอเป็นคนแรกในบรรดาบุคคลกว่า 1,500 คนที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลลัพธ์ของคดีอาจขึ้นอยู่กับการตัดสินของคณะลูกขุนในคดีของคาลีย์ด้วย “ฉันเชื่อว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง” เธอกล่าว
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าการพิจารณาคดีในลอสแอนเจลิสถือเป็นคดีแรกในลักษณะนี้ ซึ่งคดีของคาลีย์ดึงดูดการเปรียบเทียบกับการที่อุตสาหกรรมยาสูบขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบเรื่อง ‘การเสพติดของผู้บริโภค’ เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว
ปัจจุบันมีคดีในลักษณะเดียวกันมากกว่า 3,000 คดีที่ยื่นฟ้องจากเด็ก, วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงคดีจากเขตการศึกษาอีกกว่า 1,200 คดีทั่วสหรัฐอเมริกา
โจทก์ระบุว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้ยืมเทคนิคทางพฤติกรรมมาจากอุตสาหกรรมการพนันและบุหรี่ โดยออกแบบฟีดที่สร้างจากอัลกอริทึมให้เลื่อนดูได้ไม่รู้จบ เพื่อชักจูงให้ผู้ใช้ที่อายุน้อยเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Flow State ซึ่งผู้ใช้จะจดจ่อจนหยุดเลื่อนไม่ได้
ในสภาวะนั้น ผู้ใช้จะตอบสนองต่อการแจ้งเตือนที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นการจัดการกับระดับโดปามีน กระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบบัญชีซ้ำๆ และให้รางวัลตอบแทนเมื่อมีการใช้งานตลอดเวลา
บันทึกภายในที่ถูกเปิดเผยออกมาชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่รับรู้ว่าแพลตฟอร์มมีผลกระทบต่อเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่มีแนวโน้มถูกชักจูงให้ลองทำชาเลนจ์ที่อันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่า เนื่องจากความสามารถในการประเมินความเสี่ยงของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่
ในอดีตด่านป้องกันแรกสำหรับบริษัทโซเชียลมีเดียคือมาตรา 230 ของกฎหมายความเหมาะสมด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายสหรัฐฯ ปี 1996 ที่ปกป้องบริษัทจากความรับผิดชอบในเนื้อหา แต่ผู้พิพากษาในคดีปัจจุบันต่างตัดสินว่ามาตราดังกล่าวไม่สามารถปกป้องบริษัทจากข้อหาความประมาทเลินเล่อได้
หากบริษัทเหล่านี้แพ้คดีอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันอาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ต้องยอมจ่ายเงินชดเชยที่อาจสูงแตะระดับหลักหมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของ Bloomberg Intelligence รวมทั้งอาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาพ: Wally Skalij/Getty Images
อ้างอิง:


