×

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่?

07.01.2026
  • LOADING...
ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองทัพจีนมีการซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง (Live-fire) รอบเกาะไต้หวันในระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม ภายใต้ภารกิจ ’Justice Mission 2025’ มีการซ้อมรบแบบบูรณาการของเหล่าทัพต่างๆ (บก, เรือ, อากาศ และหน่วยยิงจรวด) โดยจำลองสถานการณ์ปิดล้อม (Blockade) ท่าเรือสำคัญและเส้นทางคมนาคมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อส่งคำเตือนที่รุนแรงของจีนต่อกองกำลังที่สนับสนุน ‘การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน’ และเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

 

 

หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในปีม้า 2026 นี้ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ กว่าเดิมหรือไม่ บทความนี้จะ ‘ผ่าแผนสีจิ้นผิง’ ในปี 2026 เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มต้นเกริ่นด้วย 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีน ในปี 2026 เริ่มจาก

 

  • ต้นเดือนมีนาคม สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People’s Congress : NPC) จะประกาศใช้ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 15 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ ทิศทางการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026-2030) หัวใจหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังการผลิต New Quality Productive Forces : NQPF รัฐบาลจีนจะเร่งพัฒนา ‘พื้นที่ทำมาหากินใหม่’ ของจีน นั่นคือ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy : LAE) เช่น อุตสาหกรรมโดรน/อากาศยานไร้คนขับ UAV และเดินหน้า ‘ฟื้นฟูชนบท’ ต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบ High Quality ในระดับต่างๆ (ทั้งในเมืองและในชนบท) สำหรับแผนการกระตุ้นการบริโภค สีจิ้นผิงจะไม่เหวี่ยงแหแก้ปัญหาแบบ ‘แจกเงินฟรี’ รัฐบาลจีนจะไม่โปรยเงิน Helicopter Money แต่จะเน้นกระตุ้นแบบตรงจุด และยึดโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีน โดยจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดฉีดงบผ่านนโยบายการคลังในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างงานใหม่อีกหลายสิบล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับนักศึกษาจบใหม่

 

  • ในเดือนเมษายน (หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ มาแทรก) คาดว่า จะเกิด big event ระดับโลกในกรุงปักกิ่ง นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะได้เดินทางไปเยือนจีน สมหวังดังใจที่ทรัมป์รอคอยมานาน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่า จะเกิดซีนชื่นมื่นระหว่างสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกหรือไม่ และจะมีข้อตกลงสำคัญที่จะทำให้โลกได้ตื่นเต้นหรือไม่

 

  • ปิดท้ายปลายปี เดือนพฤศจิกายน จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC Summit 2026 ที่เมืองเซินเจิ้น สีจิ้นผิงตั้งใจเลือกเซินเจิ้นเป็นเมืองหลักในการจัดงาน APEC เพื่ออวดโชว์ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเซินเจิ้นให้ทั่วโลกได้ตะลึง (เพื่อลบภาพจำของเมืองเซินเจิ้นที่เต็มไปด้วยสินค้าก๊อบปี้ไร้คุณภาพ) และเป็นโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบจีน (China Modernization) จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงยากจน ภายใน 40 ปี เซินเจิ้นกลายมาเป็นเมืองไฮเทคสุดล้ำในระดับโลก ตัวอย่างบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น เช่น Huawei, Tencent, BYD, DJI และ UBtech Robotics

 

สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นจีนจะ ‘ดุขึ้น’ หรือไม่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านเสถียรภาพการเมืองภายใน ดังนี้

 

ประการแรก ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

หากมีชาติใดมาพูดจายั่วยุหรือล้ำเส้นสิ่งที่เป็น ‘เส้นแดง’ ตามคำประกาศของสีจิ้นผิง จีนจะดุขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน คำกล่าววันปีใหม่ 2026 ของสีจิ้นผิง มีการตอกย้ำว่า “การรวมชาติกับไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” และจีนไม่ยอมให้มีการ “แทรกแซงจากภายนอก” อย่าริอ่านมาล้ำเส้นแดงของจีนในเรื่องไต้หวัน

 

ดังนั้น ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะดุขึ้นในแง่ความแข็งกร้าวในการตอบโต้แบบทันท่วงที หากประเทศมหาอำนาจอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น) จะมาล้ำเส้นแดงของจีน หรือมีท่าที/ใช้คำพูดท้าทายผลประโยชน์หลักของจีน จีนพร้อมโต้กลับด้วยท่าที assertive ที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกับมหาอำนาจเหล่านั้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังของจีนในการคว่ำบาตรหรือตอบโต้ (ดังเช่นกรณีนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นกล่าวพาดพิงในประเด็นไต้หวันในปีที่ผ่านมา)

 

อย่างไรก็ดี จีนน่าจะระมัดระวัง ‘ไม่เป็นฝ่ายเปิดทำสงครามก่อน’ หากไต้หวันยังไม่ล้ำเส้นถึงขั้น “ประกาศเอกราช” อย่างเป็นทางการ จีนก็น่าจะอดกลั้นยังไม่ใช้กำลังบุกไต้หวันในปี 2026 เนื่องจากผู้นำจีนยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของจีนในระดับโลก และตระหนักดีว่า การเริ่มทำสงครามไม่ยาก แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้น จบไม่ง่าย ดังนั้น การดุขึ้นของจีน น่าจะปรากฏให้เห็นในลักษณะของ “การขยับเชิงป้องปราม” เช่น การซ้อมรบใหญ่เต็มรูปแบบด้วยกระสุนจริงและอาวุธที่ทันสมัย เพื่อให้คู่กรณีไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับจีน

 

กองทัพจีนมีศักยภาพที่จะ ‘ดุขึ้น’ ในการใช้อาวุธทันสมัย เพื่อเพิ่มการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวขึ้น และมีการแสดงกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำอำนาจทางการทหารของจีน ทั้งทางทะเลและทางอากาศ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และระบบโดรนใต้น้ำพิสัยทำการไกลถึง 10,000 ไมล์ทะเล (ซึ่งอาจเข้าถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ) การซ้อมรบและลาดตระเวนของกองทัพจีนเน้นบริเวณรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดวาบไฟ (Flash Point) ที่มีความเสี่ยงสูงของภูมิภาคนี้

 

สำหรับท่าทีจีนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่แข่งหรือคู่ท้าทายกับจีนโดยตรง (เช่น ประเทศไทย) จีนจะเน้นผูกมิตรด้วยการใช้การทูตเศรษฐกิจ และแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเดินหน้าเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS เพื่อเร่งขยายพันธมิตรในประเทศโลกขั้วใต้ (โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่พอใจความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

 

นอกจากนี้ จีนน่าจะหันมาดำเนินนโยบาย ‘การทูตเทคโนโลยี’ (Tech Diplomacy) มากขึ้น ด้วยการให้ความช่วยเหลือและส่งออกเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มจีนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขยาย supply chain และสร้าง ecosystem ของเทคโนโลยีจีนให้ครอบคลุมแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ให้มากที่สุด

 

ประการถัดมา ด้านเศรษฐกิจ การค้าและเทคโนโลยี

 

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติตะวันตกทั้งหลาย จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ หากมีใครมาทำให้ผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบที่สำคัญ จีนจะไม่ยอมถูกบูลลี่และไม่ยอมก้มหัวให้กับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทรัมป์ นอกเหนือจากการใช้แร่หายากเป็นหมัดเด็ดในการตอบโต้แล้ว จีนยังมี ‘กระสุน’ ในมืออีกหลายอย่าง (เช่น การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ และจีนถือครองทองคำสำรองอันดับต้นของโลก)

 

ที่ต้องจับตา คือ ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ (และพันธมิตรของสหรัฐฯ) ในปีนี้ จีนน่าจะใช้มาตรการ ‘คุ้มครอง’ อุตสาหกรรมของจีนมากขึ้น และอุดหนุน/กระตุ้นภาคเอกชนจีนด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ในการ ‘ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ’ โดยสมบูรณ์

 

ในระยะกลางและระยะยาว สีจิ้นผิงมีแผนการใหญ่ที่จะมาต่อยอดยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เช่น เป้าหมาย AI 2030 และยุทธศาสตร์ China Standard 2035 จีนตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ของ Next Generation Technology ในระดับโลก การบูรณาการ AI plus และระบบ 6G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมชิปชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ และการคิดค้น Quantum Computing เป็นต้น

 

นอกจากนี้ จีนจะมีการส่งออกโดรนเพื่อการทหารมากขึ้น สอดคล้องกับหลักการ Dual Use ของอุตสาหกรรมโดรน นั่นคือ การที่เทคโนโลยีโดรนสามารถนำไปใช้งานได้ ทั้งในทางพลเรือน (เช่น เกษตรกรรม, โลจิสติกส์, ถ่ายภาพ) และทางทหาร (เช่น การสอดแนม, ลาดตระเวน, โจมตี) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ LAE ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 และล่าสุด จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจโดรนในระดับโลก’ ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก สัดส่วนการส่งออกโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของจีนมากกว่า 45–50% ของการส่งออกโดรนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงค้างคา รัฐบาลจีนต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเคลียร์ไม่จบ ปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดลง ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ปัญหาการบริโภคภายในจีนยังไม่คึกคักมากนัก ปัญหาความกังวลและขาดความมั่นใจของภาคการลงทุน และปัญหาสังคมสูงวัย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเหนื่อยมากขึ้น แต่เศรษฐกิจจีนในปีม้าก็ยังไปต่อ จีนยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ตลาดภายในขนาดใหญ่ ศักยภาพของชนชั้นกลางของจีนที่มีมากกว่า 550 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยของคนจีนที่เพิ่มขึ้นทะลุหลัก 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องทำ คือ เร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจีนเหล่านี้กล้าจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น

 

รวมทั้งจีนมีจุดแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมของจีนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนสามารถยืนบนขาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนไม่มีปัญหาพลังงานเหมือนยุโรป จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด และยังได้เตรียมการรับมือกับยุค ‘AI กินไฟ’ ด้วยการพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ของจีน นั่นคือ โครงการ Linglong-1 ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) บนเกาะไห่หนาน จะเริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2026 และจีนเตรียมส่งออกโรงไฟฟ้า SMR ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มี Data Center จำนวนมากและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุค AI มากขึ้น

 

ประการสุดท้าย ด้านเสถียรภาพและการเมืองภายในประเทศ

 

ในปี 2026 นี้ สีจิ้นผิงยังคงเน้นรักษาเสถียรภาพ Stability First ผู้นำจีนไม่ต้องการเห็น ‘ความไร้เสถียรภาพ’ และความไร้ระเบียบในสังคมจีน (รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการลุกฮือประท้วงของ Gen Z ดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ) ดังนั้น สีจิ้นผิงจะยังคงเน้น ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ และคาดว่า จะ ‘ดุขึ้น’ ในการจัดระเบียบทางสังคมอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนจะออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้มาตรการควบคุม/ป้องกัน เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบการใช้โดรน/อากาศยานไร้คนขับ ภายใต้เศรษฐกิจการบินต่ำ LAE และการ regulate เพื่อป้องกันความเสี่ยง/ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี AI plus (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์)

 

โดยสรุป จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในแง่ของการเข้ามาจัดระเบียบของรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภายในทุกรูปแบบ และเพื่อความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising