×

คุยกับ James Vowles บทเรียนราคาแพงที่บาร์เซโลนา เบื้องหลัง Livery ใหม่ และทิศทางอนาคตของ Carlos Sainz กับ Alex Albon

04.02.2026
  • LOADING...
James Vowles หัวหน้าทีม Williams Racing ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรถแข่ง F1 Livery ปี 2026, บทเรียนจากบาร์เซโลนา และอนาคตของ Carlos Sainz กับ Alex Albon

คุยกับ James Vowles แห่ง Williams: เบื้องหลัง Livery ใหม่ บทเรียนราคาแพงที่บาร์เซโลนา และ เป้าหมายระยะยาวของ Carlos Sainz และ Alex Albon

 

โรงงานใน Grove ท่ามกลางสายตาของบุคลากรในองค์กร James Vowles หัวหน้าทีม Williams Racing ได้ขึ้นเวทีแถลงข่าวเปิดตัว Livery สำหรับปี 2026 พร้อมกับ Carlos Sainz และ Alexander Albon Ansusinha สองนักขับของทีมเพื่อเตรียม พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ในศึก F1

 

The Standard Sport ได้รับโอกาสพิเศษพูดคุยกับ James Vowles พร้อมกับสื่อจากทั่วโลก ถึง เบื้องหลังการออกแบบรถ บทเรียนราคาแพงที่ บาร์เซโลนา และ เป้าหมายระยะยาว ของนักแข่งทั้ง 2 คน

 

Livery ใหม่และพันธมิตรทางธุรกิจ

 

James Vowles เริ่มต้นด้วยความภูมิใจในลวดลายรถปี 2026 ที่เขาชมว่า “ยอดเยี่ยม” โดยมีการนำสีขาวกลับมาใช้ หลังจากเคยลองใช้เล็กน้อยที่ Austin ปีก่อน ผสมผสานกับเส้นสายสีแดง และสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของ Williams

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจพอกันคือ “ชัยชนะทางการค้า” ในช่วงฤดูหนาว ทีมได้พันธมิตรใหม่อย่าง Barclays ธนาคารระดับโลก ตามมาด้วย Anthropic (Claude Official Thinking Partner), BNY, Wilkinson Sword รวมถึงการต่อสัญญากับ Kraken Vowles ย้ำว่าพันธมิตรเหล่านี้เข้าใจดีว่า Williams กำลังเดินทางไกล ไม่ใช่แค่การมองผลลัพธ์ระยะสั้น และเทคโนโลยีจากพันธมิตรอย่าง Anthropic ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในองค์กรด้วย

 

ทำไมถึง “พลาด” บาร์เซโลนา?

 

คำถามที่ทุกคนรอคอยคือ เกิดอะไรขึ้น? Vowles อธิบายอย่างละเอียดว่า สำหรับรถปี 2026 ทีมเลือกที่จะดึงการตัดสินใจให้ช้าลง การตัดสินใจเรื่องแชสซีส์ ปีกหลัง พื้นรถ และตัวถัง ให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากการพัฒนาทางแอโรไดนามิกส์ให้มากที่สุด

 

Vowles ยอมรับว่า “ถ้าเราสั่งพิมพ์เขียวรถตั้งแต่เมษายนปีก่อน เราคงมีรถวิ่งที่บาร์เซโลนาแน่ๆ แต่มันจะเป็นรถที่ช้ามากเมื่อเทียบกับศักยภาพจริง”

 

ประเด็นสำคัญที่ลึกกว่านั้นคือ การทดสอบขีดจำกัดขององค์กร Vowles ต้องการทดสอบว่าทีมจะสามารถลดระยะเวลาจาก ไอเดีย สู่ การผลิตจริง ได้เร็วแค่ไหน เพื่อให้ทันทีมระดับแชมป์โลก ผลปรากฏว่าเปรียบเหมือนทีม ชนกำแพง เข้าอย่างจัง ระบบการทำงาน การสื่อสาร และการขนย้ายชิ้นส่วนยังไม่พร้อมรับความเร็วนั้น

 

Vowles สารภาพว่า “ผมหวังว่าเราจะไม่ต้องชนกำแพงแรงขนาดนี้เพื่อให้เจอจุดอ่อน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าขีดจำกัดเราต่ำแค่ไหน เราคงเลือกที่จะจ้างผลิตภายนอก หรือเลื่อนแผนออกไป แต่เราเลือกที่จะชนกับมัน และความเจ็บปวดจากความล้มเหลวครั้งนี้แหละ คือสิ่งเดียวที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้”

 

ผลกระทบ: สิ่งที่เสียไป vs สิ่งที่ได้มา จาก การไม่ได้ไปเชกดาวน์

 

  • สิ่งที่เสียไป: ทีมขาดข้อมูลสำคัญในการ ระบุคุณลักษณะของรถ ทั้งค่าทางแอโรไดนามิกส์ ระบบช่วงล่าง และ Vehicle Dynamics ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้การวิ่งจริงในสนามเท่านั้นถึงจะยืนยันความถูกต้องได้ นอกจากนี้ยังเสียโอกาสให้นักขับได้ปรับตัวกับรถจริง
  • Cost Cap: Vowles ยืนยันว่าการไม่ได้ไปวิ่งช่วยประหยัดงบประมาณ (Cost Cap) ได้จริง (ค่าโรงแรม/เดินทางไม่นับ แต่งบการวิ่งรถนับ) แต่เขายืนยันเสียงแข็งว่า “ผมยอมแลกเงินนั้นเพื่อไปวิ่งในสนามดีกว่า”

 

การแก้เกม: VTT และ Simulator คือฮีโร่

 

แม้จะไม่ได้ลงสนาม แต่ Williams ไม่ได้หยุดนิ่ง ทีมใช้ระบบ Virtual Test Track (VTT) อย่างหนักตลอดสัปดาห์ ซึ่ง Vowles เผยว่ามันช่วยกำจัดปีศาจ หรือปัญหาที่ซ่อนอยู่ในรถออกไปได้มาก โดยเฉพาะเรื่องระบบระบายความร้อน และการทำงานร่วมกับ ECU รุ่นใหม่ (TAG 700)

 

นอกจากนี้ ทีมยังลงทุนมหาศาลกับเครื่องจำลองการขับขี่ Driver-in-Loop (DiL) ระดับ State-of-the-art ซึ่ง Albon และ Sainz ใช้งานทุกวันเพื่อจำลองการจัดการพลังงาน (Energy Management) และรับแรงกระทำต่างๆ ซึ่ง Vowles มั่นใจว่าระบบนี้มีความแม่นยำสูงมาก บวกกับการที่ใช้เครื่องยนต์และเกียร์ของ Mercedes ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้ทีมมีแต้มต่อเหนือทีมลูกค้าเจ้าอื่น

 

นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยว่า “ทีม Mercedes ได้ทดสอบวิ่งอย่างเต็มที่ และ ทีมจะได้ข้อมูลมามากเพียงพอให้เราพร้อมสำหรับ บาห์เรน ผมไม่เชื่อว่าการทดสอบ 6 วันนั้น เราจะไม่พร้อมขนาดนั้น เพราะเครื่องยนต์ และ Power Unit เรามีความเสถียรอยู่”

 

มองคู่แข่งยังไงบ้างจาก บาร์เซโลนา

 

Vowles ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคู่แข่งจากการสังเกตการณ์:

 

  • Red Bull: น่าประทับใจมากที่สร้าง Power Unit ขึ้นมาใหม่จากศูนย์แต่กลับมีความ Reliable สูงตั้งแต่เริ่ม
  • Ferrari: มีความสม่ำเสมอสูงมาก แม้ความเร็วสูงสุดยังเป็นคำถามอยู่
  • Mercedes: แข็งแกร่งเสมอเมื่อมีการเปลี่ยนกฎ สามารถสร้างแพ็คเกจที่ทนทานและวิ่งระยะทางได้เยอะทันที
  • Aston Martin & Adrian Newey: Vowles ถึงกับออกปากชม Adrian Newey ว่ามีความคิดสร้างสรรค์แบบสุดโต่ง โดยเฉพาะการวางตำแหน่งปีกนก (Wishbones) ในจุดที่ไม่น่าจะไปอยู่ตรงนั้นได้ แต่ Newey ก็ทำมันออกมา ซึ่งสะท้อนความกล้าเสี่ยงในการออกแบบ
  • Alpine & McLaren: Vowles ตั้งข้อสังเกตว่าทีมลูกค้าอื่นๆ อาจกำลังดิ้นรน โดยเฉพาะ Alpine ที่น่าจะเจอกับ Learning curve ที่ชันกว่า Williams ในเรื่องการปรับจูนเครื่องยนต์และ ECU

 

อนาคตและเป้าหมายของ Sainz และ Albon

 

สำหรับกฎกติกาปี 2026 ที่ภาระของนักขับจะเพิ่มขึ้นมหาศาล Vowles มั่นใจว่าการมี Alex และ Carlos คือกุญแจสำคัญ เพราะต้องใช้ทั้ง “ประสบการณ์” และ “ความฉลาด” ในการจัดการระบบรถ

 

เป้าหมายที่เหนือกว่าสนามแข่ง: คำมั่นสัญญาแห่งแชมป์โลก

 

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ James Vowles ได้ขยายความถึง Mindset ที่เขาปลูกฝังให้กับทีมและนักขับสำหรับการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ปี 2026 เขาย้ำว่าเป้าหมายของ Williams ในตอนนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการวัดผลทางธุรกิจแบบ เดือนต่อเดือน ทีมต้องตอบตัวเองให้ได้ทุกเดือนว่า องค์กรได้ก้าวหน้าไปมากพอที่จะเทียบชั้นกับทีมระดับลุ้นแชมป์แล้วหรือยัง

 

Vowles ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่หูนักขับ Alex Albon และ Carlos Sainz ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นที่ทั้งสองมีต่อทีมวิลเลียมส์

 

“Alex และ Carlos ไม่ได้มาร่วมทีมกับเราเพื่อแข่งแค่ปีเดียว หรือเพื่อการทดสอบเพียงครั้งเดียว… พวกเขามาร่วมเดินทางครั้งนี้เพื่อ คว้าแชมป์โลกกับ Williams นี่คือถ้อยคำที่หนักแน่นของพวกเขาเอง ไม่ใช่คำพูดของผม”

 

แน่นอนว่าความสำเร็จระดับแชมป์โลกจะไม่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ Vowles ยืนยันว่าผลงานที่ดีในปี 2025 คือดอกผลจากการลงทุนในปี 2023 และสิ่งที่ทีมกำลังทำอยู่ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาวที่จะพา Williams กลับสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising