สัปดาห์นี้แฟนกอล์ฟในบ้านเราก็จะคึกคักมากเป็นพิเศษหน่อย กับรายการแข่งใหญ่ประจำปีของไทย ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอทัวร์ ไทยแลนด์ 2026’ ที่มีโปรสาวระดับสุดยอดของโลกร่วมเดินทางมาเพื่อแข่งขันกันอย่างมากมาย
รวมถึงเหล่าโปรสาวไทยที่ในเวลานี้บอกได้เลยว่าไม่แพ้ใครในโลกจริงๆ เพราะเรามี ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลกคนปัจจุบันรันวงการ และยังมีโปรสาวไทยอีกมากมายหลายคนที่ฝีไม้ลายมือเรียกว่าอยู่ในระดับบูรพาไม่แพ้กันทั้งนั้น
แต่ภาพของเธอเหล่านี้กลับชวนให้คิดถึงใครสักคนขึ้นมาเฉยเลยครับ
วิรดา นิราพาธพงศ์พร ‘โปรอุ๋ย’ ขวัญใจในความทรงจำของแฟนกอล์ฟรุ่นปี 2000
อย่างที่บอกครับว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้วงการกอล์ฟไทย โดยเฉพาะกอล์ฟหญิงนั้นเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของวงการแล้ว
เราสามารถผลิตนักกอล์ฟสาวฝีมือดีได้อย่างมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการสร้างปรากฏการณ์ของ 2 พี่น้อง ‘โปรโม-โมรียา และโปรเม-เอรียาจุฑานุกาล ที่เป็นการประกาศนามของสาวไทยในวงการกอล์ฟระดับโลกได้อย่างน่าเกรงขาม
โดยเฉพาะโปรเม-เอรียา ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นนักกอล์ฟหญิงไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ในระดับเมเจอร์ในรายการ เอไอจี วีเมนส์ คัพ 2016 แล้วยังไปสู่จุดสูงสุดด้วยการขึ้นมือ 1 ของโลกได้สำเร็จด้วย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราจะได้ยินชื่อของโปรสาวมากมายผลัดกันขึ้นมาสร้างชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ‘โปรเหมียว’ (หรือโปรแพตตี้) ปภังกร ธวัชธนกิจ, ‘โปรเมียว’ ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ก่อนจะมาถึง ‘โปรจีโน่’ อาฒยา มือหนึ่งของโลกในเวลานี้
แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงยุคต้นปี 2000 ในวันที่วงการกอล์ฟหญิงไทยยังไม่ได้บูมแบบนี้ เรามีโปรสาวอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง
หนึ่งในนั้น ซึ่งถือเป็นคนที่มีความสำคัญอย่างมากคือวิรดา นิราพาธพงศ์พร หรือ ‘โปรอุ๋ย’ ผู้ที่ได้รับการสลักชื่อในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็น ‘นักกอล์ฟหญิงคนแรกของไทยที่มีชื่อในสมาคมนักกอล์ฟหญิงอาชีพโลก (LPGA)’
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นของเธอ ไม่ได้คิดฝันว่าจะมาถึงจุดที่แข่งกอล์ฟเป็นอาชีพด้วยซ้ำไป

ที่บอกแบบนั้นเพราะจริงๆ แล้ววิรดา ไม่ได้คิดถึงการเป็นนักกอล์ฟมาก่อนเลย แค่ชอบการเล่นกีฬาโดยเฉพาะการว่ายน้ำ ซึ่งเก่งกาจในระดับที่เป็นตัวแทนของทีมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนอายุ 8 ขวบที่จำเป็นต้องหัดเล่นกอล์ฟ เพราะคุณพ่ออยากให้ทุกคนในครอบครัวได้มีกีฬาอะไรสักอย่างที่จะเล่นด้วยกันและได้ใช้จ่ายวันเวลาที่ดีด้วยกัน ซึ่งกอล์ฟเป็นกีฬาที่ทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย และเธอสามารถจะเล่นด้วยกันได้
เวลาคุณพ่อไปออกรอบ ทุกคนในบ้านก็เลยต้องไปด้วยกันหมด
สิ่งที่ไม่มีใครรู้ในวันนั้นคือพอลองเล่นไปเล่นมาแล้ววิรดาเริ่มรู้สึกชอบกีฬาชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มซึมซับสิ่งต่างๆ และได้แรงผลักดันที่สำคัญมากๆ คือการเห็นพี่ชายคว้าแชมป์การแข่งขันกอล์ฟเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ในรุ่นอายุไม่เกิน 11 ปี
ใครจะอยากแพ้พี่กันจริงไหม!
ว่าแล้วสาวน้อยคนนั้นก็พยายามฝึกฝนตัวเองและตัดสินใจที่จะเข้าลงแข่งในรุ่นเดียวกันบ้างเมื่ออายุถึง ก่อนจะคว้าแชมป์ประเทศไทยมาครองได้เหมือนกัน
ถึงตรงนั้นกอล์ฟก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอไปแล้ว
การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวต่อมาคือการขอไปเรียนต่อที่สถาบันกีฬาโบลเลทเทียรี (Bollettieri Sports Academy) ในสหรัฐอเมริกา
ไปเรียนต่อใครก็ไปได้ แต่การไปเรียนต่อในสถาบันกีฬาแบบนี้โดยจะต้องใช้ชีวิตตามลำพังคนเดียว สำหรับเด็กสาวอายุแค่ 15 ปี ที่เคยใช้ชีวิตอย่างอบอุ่นร่วมกับครอบครัวมาตลอด ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แต่วิรดาก็ตัดสินใจไป เพราะนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเธอในการจะพัฒนาศักยภาพในการเล่นกอล์ฟควบคู่ไปกับการเรียน
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีความหมายอย่างที่เธอคิดไว้ และเธอทำได้อย่างดี
ในด้านการเรียนเธอได้รับทุนการศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย โดยได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีต่อที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University)
ในด้านการเล่นมันเป็นช่วงเวลาที่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และสั่งสมวิชาอย่างมากมาย โดยเฉพาะการลงแข่งในระดับอาชีพหลายรายการในฐานะของมือสมัครเล่น
แต่หนึ่งในความสำเร็จสูงสุดที่วิรดาเป็นคนแรกและคนเดียวของไทยที่ทำได้จนถึงเวลานี้คือการพิชิตแชมป์รายการ ยูเอส วีเมนส์ อเมเจอร์ 2003 ซึ่งเป็นรายการกอล์ฟระดับเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของอเมริกา
หนึ่งในคู่แข่งปีนั้นมีชื่อของ มิเชล วี และพอลลา ครีมเมอร์ สองโปรสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ระดับโลกในเวลาต่อมาด้วย
โดยที่ในช่วงแข่งขันเธอได้รู้ข่าวไม่ดีว่าคุณพ่อไม่สบาย แต่เมื่อตัดสินใจจะลงแข่งขันแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กรวมถึงสมาธิที่ขัดเกลาจนถึงที่สุดทำให้สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด และเป็นรายการที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้
ทีนี้ก็ถึงเวลาที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไปคือการเป็น ‘โปร’ ให้ได้แล้ว
และเธอสามารถทำได้จริงในการเล่นกอล์ฟระดับอาชีพระดับฟิวเจอร์ทัวร์ ซึ่งเป็นรายการระดับรองก่อนจะถึงแอลพีจีเอทัวร์ที่เป็นระดับสูงสุด
มีเรื่องอมยิ้มนิดๆ ของคำว่า ‘โปร’ ในนิยามของเธอที่เล่าว่าการเทิร์นโปรไม่ได้มีอะไรเลย แค่กรอกในตอนลงทะเบียนว่าจะลงแข่งในฐานะ ‘AM’ (หรือสมัครเล่น) หรือ ‘PRO’ แค่นั้น แต่ในความจริงคือมีรายละเอียดของคุณสมบัติต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์พิจารณาด้วย
แต่นั่นแหละคือจุดกำเนิดของ ‘โปรอุ๋ย’!
วิรดาใช้เวลา 2 ปีในการทำผลงานในฟิวเจอร์ทัวร์ก่อนที่จะได้สิทธิ์ในการเล่นในแอลพีจีเอทัวร์เป็นคนแรก แม้ว่าจะน่าเสียดายที่คุณพ่อที่เป็นคนแรกที่สอนให้รู้จักและหลงรักกีฬากอล์ฟจะจากไปก่อนที่จะได้เห็นลูกสาวลงเล่นในรายการระดับสุดยอดของโลก (คุณพ่อเสียในปี 2004)

โปรอุ๋ยทำการแข่งขันในระดับแอลพีจีเอทัวร์อยู่หลายปี ก่อนจะประกาศข่าวช็อกวงการ โดยหลังลงแข่งรายการกอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอทัวร์ ไทยแลนด์ 2010 จบ เธอได้ประกาศเลิกเล่นอย่างเป็นทางการทันที
ด้วยเหตุผลว่า “เพราะขาดแรงจูงใจที่จะลงแข่งขันในระดับอาชีพ หมดความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับโปรแกรมการแข่งขันสุดโหด และไม่สามารถฝึกซ้อมอย่างหนักเหมือนเดิมได้อีก”
ถึงจะใจเสียและเสียใจกันแค่ไหน แต่แฟนกอล์ฟชาวไทยก็ปรบมือให้กับความกล้าหาญของเธอที่พร้อมจะ ‘หยุด’ ในวันที่ตัวเองไม่ไหวแล้ว ก่อนจะหันไปทำสิ่งอื่นที่เธอมีความสุขมากกว่าแทนที่
เรื่องนี้สำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ยึดติดกับกอล์ฟ
ในแง่ของความสำเร็จบนเส้นทาง ถ้าเราใช้แรงกิ้งหรือถ้วยรางวัลเป็นตัวนับ อาจจะเผลอมองไปว่าโปรอุ๋ยจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีแชมป์หรือการไต่แรงกิ้งขึ้นไปสูงๆ
แต่ความจริงแล้วการที่เธอมาได้ไกลขนาดนี้ และมาเป็นคนแรกก่อนทุกคน แค่นี้ก็เป็นความสำเร็จที่สวยงามมากแล้ว
และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเป็นคนแรกที่ตีในแท่นทีออฟ เปิดเกมให้กับเด็กสาวในไทยอีกมากมายในเวลาต่อมา
‘พี่อุ๋ย’ คือคนที่ทำให้เห็นว่าคนไทยก็เข้าแข่งในรายการระดับโลกได้ เราเก่งพอ เรามีความสามารถไม่แพ้ใคร และที่สำคัญคือเป็นคนที่ทำให้เห็นว่ากอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นเป็นอาชีพได้จริงๆ ให้สปอนเซอร์ได้เห็นว่านักกอล์ฟไทยน่าสนับสนุนนะ
บางทีเราอาจจะไม่ได้มีโปรสาวไทยเก่งๆ รันวงการเต็มไปหมดแบบทุกวันนี้ก็ได้
ว่าแต่ผ่านมาถึงวันนี้ พี่อุ๋ยก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ (เขิน)


