×

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

05.01.2026
  • LOADING...
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

เปิดศักราชปีม้าไฟ 2569 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย และยังคงเสี่ยงเผชิญ ‘Perfect Storm’ จากแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

 

จากสถานการณ์ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาในช่วงวันที่ 3 มกราคม นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีของสหรัฐฯ อาจมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบขนส่งยาเสพติด ปัญหาผู้อพยพ สกุลเงินดอลลาร์ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โดนัล ทรัมป์ ต้องการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา

 

พร้อมย้ำชัดว่า เวลานี้ สหรัฐอเมริกากำลัง “เป็นผู้ควบคุม” เวเนซุเอลา อย่างเบ็ดเสร็จ และขู่ยึดโคลอมเบีย-กรีนแลนด์ ต่ออีก

 

‘เวเนซุเอลา’ มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่?

 

หลายคนอาจไม่ทราบว่าประเทศนี้มีน้ำมันสำรองมากสุดในโลก รวมถึงทรัพยากร ‘ทองคำและแร่’

 

‘เวเนซุเอลา’ (Bolivarian Republic of Venezuela) มีประชากร 29 ล้านคน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ติดกับทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โคลอมเบีย กายอานา และบราซิล

 

เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ และแหล่งแร่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่

 

“ทรัพยากรเหล่านี้ไม่เพียงเป็นรายได้ แต่ยังเป็นไพ่ต่อรองอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ที่เปรียบเป็นหัวใจของประเทศ ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของปริมาณสำรองทั้งโลก”

 

โดยมีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า ซึ่งแหล่งน้ำมันหลักกระจุกตัวที่ ‘Orinoco Belt’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย

 

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ 1

 

ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลา เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) กับอิหร่าน อิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ เวลานั้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 7 % ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกทีเดียว

 

จากประเทศเศรษฐีน้ำมัน สู่รัฐล่มสลาย

 

ทว่า เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกน้ำมันที่มากกว่า 90% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด บวกกับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากเกินไป

 

เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองในยุคของประธานาธิบดี ‘อูโก ชาเบซ’ กระทั่งต่อเนื่องมาถึง ‘นิโกลัส มาดูโร’ น้ำมันได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่มีทั้งอุดหนุนราคาในประเทศ และเป็นเครื่องมือสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศที่ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาและนอกภูมิภาค

 

“การพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ทำให้เวเนซุเอลาเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงปี 2010 รายได้จึงหดตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ภาครัฐยังคงแบกหนี้ท่วม รับภาระรายจ่ายมหาศาล ระบบเศรษฐกิจที่ขาดการกระจายฐานรายได้ เกิดการคอร์รัปชันจนนำไปสู่เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) จึงเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็วและรุนแรงถึงปัจจุบัน”

 

CNBC รายงานว่า แอนดี้ ไลโปว์ ประธาน ไลโปว์ ออยล์ แอสโซซิเอตส์ ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ‘Petróleos de Venezuela’ หรือ PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐ ยังเป็นผู้ควบคุมการผลิตและสำรองน้ำมันส่วนใหญ่ในประเทศ

 

ขณะที่ บริษัทพลังงานสัญชาติอเมริกัน อย่าง ‘เชฟรอน’ ดำเนินงานในประเทศผ่านการผลิตเองและการร่วมทุนกับ PDVSA ส่วนบริษัทรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือ แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ PDVSA ของรัฐเองทั้งสิ้น

 

หอการค้าจับตาราคาน้ำมัน ชี้ ‘ไทย’ อาจถูกกระทบทางอ้อม

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยติดตามสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการต่อผู้นำเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง และเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

 

“เหตุการณ์ดังกล่าวควรได้รับการคลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล โดยใช้กลไกของประชาคมระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลก”

 

ในแง่ผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง การค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีมูลค่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะสั้น

 

“สิ่งที่น่ากังวล คือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย”

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก

 

หอการค้าไทยเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

ส.อ.ท.เตือนปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ ‘Perfect Storm’

 

ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0%

 

สะท้อนจากแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

 

ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

“หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70-80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

 

ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand’ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม

 

“ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1.Competitiveness 2.Resilience และ 3.Sustainability”

 

ภาพ: rarrarorro, timandtim / Getty image

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising