×

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ‘เลือดไหล’ ไม่หยุด หลัง จีนโต้กลับภาษี Trump ดัชนี S&P 500 ร่วงหนักสุดรอบ 4 ปี หวั่น ‘สงครามการค้าโลก’ ถล่มเศรษฐกิจ

05.04.2025
  • LOADING...
us-stock-plunge-china-tariff

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรุดหนักต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังจีนประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 34% กระตุ้นความกังวลว่า Trump ได้จุดชนวนสงครามการค้าโลกที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ดัชนี S&P 500 ร่วงหนัก 6% ในวันศุกร์ (4 เม.ย.) และสูญเสียมูลค่าถึง 9% ภายในสัปดาห์เดียว นับเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิดในเดือนมีนาคม 2020

 

ดัชนี Dow Jones ดิ่งลง 2,231 จุด หรือ 5.5% มาอยู่ที่ 38,314.86 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อมิถุนายน 2020 ทั้งนี้หลังจากที่ดิ่งลงไปแล้ว 1,679 จุดในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.) ทำให้นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดัชนีร่วงลงมากกว่า 1,500 จุดติดต่อกันสองวัน 

 

ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเป็นที่อยู่ของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่ขายสินค้าให้จีนและมีโรงงานผลิตที่นั่นด้วย ลดลง 5.8% มาอยู่ที่ 15,587.79 ตามหลังการลดลงเกือบ 6% ในวันพฤหัสบดี และทำให้ดัชนีนี้ลดลง 22% จากสถิติสูงสุดในเดือนธันวาคม ซึ่งเข้าสู่ภาวะ ‘ตลาดหมี’ หรือ ตลาดขาลงอย่างเต็มตัว

 

แม้แต่รายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งมักเป็นไฮไลท์ทางเศรษฐกิจของแต่ละเดือน ก็ไม่สามารถหยุดการร่วงลงได้ การตอบโต้ของจีนต่อภาษีสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเร่งตัวของการลดลงในตลาดทั่วโลกทันที โดยกระทรวงพาณิชย์ในปักกิ่งระบุว่าจะตอบโต้ภาษี 34% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนด้วยภาษี 34% ของตนเองบนสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน

 

“ตลาดหุ้นขาขึ้นได้ตายลงแล้ว และถูกทำลายโดยนโยบายที่สุดโต่งและความผิดพลาดที่สร้างขึ้นเอง” Emily Bowersock Hill ซีอีโอและหุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Bowersock Capital Partners กล่าว “แม้ว่าตลาดอาจจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดในระยะสั้น แต่เรากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าโลกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว”

 

หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจมากในจีนร่วงลงอย่างหนัก โดย DuPont ลดลง 12.7% หลังจากจีนระบุว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเปิดการสอบสวนต่อต้านการผูกขาดกับกลุ่ม DuPont China ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเคมียักษ์ใหญ่ เป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทอเมริกันและเป็นการตอบโต้ต่อภาษีของสหรัฐฯ

 

หุ้น GE Healthcare ซึ่งมีรายได้ 12% จากภูมิภาคจีนในปีที่แล้ว ลดลง 16% ส่วนหุ้น Apple ผู้ผลิต iPhone ร่วงลง 7% ทำให้ขาดทุนไปแล้ว 13% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ Nvidia บริษัทชั้นนำด้านปัญญาประดิษฐ์ลดลง 7% ในระหว่างการซื้อขาย และ Tesla ลดลง 10% ทั้งสามบริษัทมีธุรกิจในจีนจำนวนมากและพึ่งพาตลาดจีนสูง จึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากมาตรการตอบโต้ของปักกิ่ง

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยี Boeing และ Caterpillar ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังจีน เป็นหุ้นที่ร่วงแรงที่สุดในดัชนี Dow Jones โดยลดลง 9% และเกือบ 6% ตามลำดับ ภาพรวมของตลาดวันนั้นแทบไม่มีหุ้นที่รอดพ้นจากการร่วงลง โดยในดัชนี S&P 500 มีเพียง 14 บริษัทเท่านั้นที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีหลักทุกตัวปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดของวัน

 

ความพยายามของจีนในการตอบโต้ภาษีของ Trump ขยายไปไกลกว่าการเก็บภาษีตอบโต้ของตัวเอง ปักกิ่งได้เพิ่มบริษัทหลายแห่งเข้าไปในที่เรียกว่า ‘รายชื่อองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ’ ซึ่งยืนยันว่าบริษัทเหล่านั้นได้ละเมิดกฎตลาดหรือข้อผูกมัดตามสัญญา

 

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลงต่ำกว่า 4% ในวันศุกร์ สะท้อนว่านักลงทุนแห่เข้าซื้อพันธบัตรเพื่อหนีความเสี่ยงในตลาดหุ้น ส่งผลให้ราคาพันธบัตรพุ่งขึ้นและอัตราผลตอบแทนลดลง ดัชนี VIX หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘มาตรวัดความกลัวตลาด’ ของ CBOE พุ่งขึ้นเกิน 40 ซึ่งเป็นระดับสูงที่มักพบเฉพาะในช่วงวิกฤตตลาดหุ้นรุนแรง

 

“สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดขณะนี้ในช่วงสุดสัปดาห์ คือเกรงว่าสงครามการค้าจะลุกลามรุนแรงขึ้น และสหรัฐฯ จะไม่ยอมถอยจากจุดยืน” Jay Woods หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับโลกที่ Freedom Capital Markets กล่าว

 

Trump ดูเหมือนจะยืนหยัดในการเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาตอบโต้ของตลาดต่อการประกาศเก็บภาษีครั้งใหญ่ของเขาเมื่อคืนวันพุธ (2 เม.ย.) โดยโพสต์บน Truth Social ในวันศุกร์ ว่า ‘นโยบายของผมจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง’ นอกจากนี้ เขายังโพสต์ข้อความว่า ‘นี่เป็นเวลาที่ดีในการร่ำรวย’ ก่อนจะออกไปเล่นกอล์ฟที่คลับส่วนตัวของเขาในฟลอริดา

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ สามารถบรรเทาผลกระทบของภาษีต่อเศรษฐกิจได้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนกู้ยืมและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ Fed อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่ต้องการ

 

Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าภาษีนำเข้าอาจทำให้ประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งอันตรายกว่าการที่เงินเฟ้อสูงขึ้นจริงๆ เสียอีก เพราะจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น ล่าสุดครัวเรือนในสหรัฐฯ เริ่มเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่จะพุ่งสูงขึ้นแล้ว

 

“หน้าที่ของเราคือการรักษาความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะยาวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และป้องกันไม่ให้การขึ้นราคาสินค้าครั้งเดียวกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง” Powell กล่าว คำกล่าวนี้บ่งชี้ว่า Fed อาจไม่รีบลดอัตราดอกเบี้ย เพราะการลดดอกเบี้ยจะยิ่งเร่งให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

 

Rick Rieder หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของรายได้คงที่ทั่วโลกที่ BlackRock กล่าวว่า “โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และเงื่อนไขทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป” คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ: สงครามการค้าจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น ราคาหุ้นอาจต้องลดลงมากกว่าที่ลดลงไปแล้ว 

 

“สำหรับนักลงทุนที่มองดูพอร์ตโฟลิโอของตน อาจรู้สึกเหมือนเป็นการผ่าตัดที่ทำโดยไม่มียาสลบ” Brian Jacobsen หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ Annex Wealth Management กล่าว 

 

อย่างไรก็ตาม Jacobsen ยังกล่าวอีกว่า นักลงทุนอาจจะประหลาดใจกับการที่ทั้งสองประเทศอาจเจรจาลดภาษีลงได้เร็วกว่าที่คาด “การฟื้นตัวของตลาดจะรวดเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับวิธีการและความเร็วในการเจรจาของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย” เขากล่าว

 

ภาพ: Chip Somodevilla/Getty Images 

 

อ่านต่อ: 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising