กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเข้าสู่วันที่ 6 ท่ามกลางการโจมตีที่ยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยอิสราเอล ประกาศวานนี้ (4 มีนาคม) ว่าได้ทำการโจมตีระลอกที่ 11 ในพื้นที่รอบกรุงเตหะราน ซึ่งมุ่งเป้าไปยัง ‘โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน’ หลังจากที่การโจมตีก่อนหน้านี้ มุ่งทำลายเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของอิหร่าน
รายงานจาก Al Jazeera ระบุว่า ประชาชนในเตหะราน ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นจากทางตะวันออกของเมืองหลวงตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่น และยังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการโจมตี
Al Jazeera ระบุว่ามีกว่า 150 เมืองในอิหร่านที่ถูกโจมตีนับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการเมื่อวันเสาร์ (28 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา ซึ่งผลจากการโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,045 คน
นอกจากนี้ อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งอ้างว่าเป็นการโจมตีเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 50 คน จากการโจมตีตั้งแต่วันจันทร์ (2 มีนาคม)
จับตาสหรัฐฯ – อิสราเอล เปิดแนวรบใหม่ หนุนเคิร์ดโจมตีทางบกในอิหร่าน
นอกจากนี้ มีรายงานว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล ยังได้พุ่งเป้าโจมตีทางอากาศอย่างหนักต่อเป้าหมายทางทหารในพื้นที่แนวชายแดนทางเหนือของอิหร่านติดกับอิรัก ซึ่งหลายฝ่ายจับตามอง ว่าอาจเป็นการเตรียมการสำหรับการเปิดแนวรบใหม่
ขณะเดียวกัน Fox News รายงานวานนี้ โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากองกำลังติดอาวุธชาวเคิร์ดในอิหร่าน ได้เริ่มการโจมตีต่อต้านรัฐบาลภายในอิหร่านแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการหรือรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับจำนวนนักรบที่เกี่ยวข้องหรือตำแหน่งในการโจมตี
โดย สำนักข่าว AP รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่จากพรรคเสรีภาพเคอร์ดิสถาน (PAK) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองของชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของอิรัก ระบุว่ากลุ่มชาวเคิร์ดผู้ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ที่ตั้งฐานอยู่ในภาคเหนือของอิรักกำลังเตรียมปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนไปยังอิหร่าน และสหรัฐฯ ได้ขอให้กองกำลังชาวเคิร์ดในอิรักให้การสนับสนุนพวกเขา ซึ่ง PAK ได้เคลื่อนกำลังบางส่วนไปยังพื้นที่ใกล้ชายแดนอิหร่าน ในจังหวัดสุไลมานิยาห์ และอยู่ในสถานะเตรียมพร้อม
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้กองกำลังชาวเคิร์ดเป็นกองกำลังเสริมหลายครั้ง โดยให้ความช่วยเหลือที่สำคัญแก่กองทัพสหรัฐฯ ทั้งในการรุกรานอิรักในปี 2003 และในการต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ทั้งในอิรักและซีเรียตั้งแต่ปี 2014 ถึง 2019
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธชาวบาลูชที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ก็ได้เริ่มเคลื่อนพลจากฐานที่มั่นบนภูเขาห่างไกลในปากีสถานข้ามพรมแดนไปยังอิหร่านแล้วเช่นกัน
โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ต่างๆ ในอิหร่าน อาจเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแตกแยกภายในประเทศอิหร่านที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์อยู่แล้วให้ทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองที่วุ่นวาย หากรัฐบาลชุดปัจจุบันล่มสลาย
อิหร่านเดินหน้าโจมตีตอบโต้ระลอก 19
ส่วนท่าทีตอบโต้ของอิหร่าน สำนักข่าว Tasnim ของทางการอิหร่าน รายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงดำเนินการโจมตีตอบโต้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเพิ่งประกาศ ‘ปฏิบัติโจมตีระลอกที่ 19’ ด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งมีเป้าหมายที่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
ขณะที่สถานการณ์ประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ที่กาตาร์ พบว่าทางการได้เริ่มอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโดฮาเป็นการชั่วคราว หลังสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบียและคูเวต และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ ถูกโจมตีด้วยโดรน
ส่วนที่คูเวต มีรายงานเหตุระเบิดบนเรือบรรทุกน้ำมันที่อยู่นอกน่านน้ำของคูเวต ซึ่งกัปตันเรือเผยว่า เกิดระเบิดขนาดใหญ่บริเวณด้านซ้ายของเรือ และสังเกตเห็นเรือขนาดเล็กแล่นออกจากบริเวณนั้น โดยตัวเรือได้รับความเสียหายและมีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล ขณะที่ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย
ด้านกระทรวงกลาโหมของซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธ 3 ลูก ได้ที่บริเวณนอกเมืองอัลคาร์จ ทางตอนกลางของประเทศ
สหรัฐฯ เร่งอพยพพลเมือง
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากตะวันออกกลางโดยทันที แม้ว่าเที่ยวบินจำนวนมากจากภูมิภาคนี้จะถูกยกเลิกหรือระงับไปแล้วก็ตาม
โดยนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีพลเมืองอเมริกันประมาณ 17,500 คน ที่เดินทางกลับจากตะวันออกกลางแล้ว
ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งจองเที่ยวบินเช่าเหมาลำสำหรับอพยพพลเมืองอเมริกันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน และพยายามช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่ในที่อื่นๆ ในการจองตั๋วเที่ยวบินพาณิชย์
ทางด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นทั่วตะวันออกกลางได้กระตุ้นให้เกิดการอพยพของผู้คนจำนวนมาก โดยพบว่า ในอิหร่านมีประชาชนประมาณ 100,000 คน อพยพออกจากเตหะรานใน 2 วันแรกหลังจากการโจมตี
ส่วนในเลบานอน พบว่ามีประชาชนราว 58,000 คน ต้องทิ้งบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงรวม
ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS
อ้างอิง :


