×

เจาะงบ Q3/26 บจ.สหรัฐฯ หุ้นเด่น-หุ้นดับ คือกลุ่มไหน พร้อมกางแผนจัดพอร์ต 3 Engine รับมือความผันผวน Q4

07.10.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟตลาดหุ้นที่แสดงถึงความผันผวน

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในงบการเงินไตรมาส 3/2026 และมองข้ามช็อตไปยังไตรมาส 4 กลับพบภาพ Earnings Dispersion ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด คัดสรรกลุ่มอุตสาหกรรม ‘ดาวรุ่ง’ และ ‘ดาวร่วง’ พร้อมเปิดกลยุทธ์วางโครงสร้างพอร์ตการลงทุนให้รอดพ้นจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

 

 
 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ภาพรวมการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ สำหรับไตรมาส 3/2026 ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้แข็งแกร่งถึง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทว่าหากพิเคราะห์เป็นรายอุตสาหกรรม จะพบว่าเม็ดเงินและผลกำไรนั้นไหลเข้าสู่เพียงบางกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มพลังงาน (Energy) กลายเป็นผู้นำดันตลาดด้วยคาดการณ์กำไรพุ่งสูงถึง 114% จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI Suppliers) คาดว่าจะเติบโตได้ราว 66% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ กลุ่มบริการสื่อสาร (Communication Services) ขยายตัวได้ราว 12%

 

ในทางกลับกัน หลายอุตสาหกรรมหลักกลับมีแนวโน้มเติบโตอย่างชะลอตัวหรือทรงตัว โดย กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) คาดว่าจะโตเพียง 5% กลุ่มการเงิน (Financials) เติบโตราว 3% ส่วน กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ผลงานแทบจะทรงตัวอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น ความแตกต่างอันสุดขั้วนี้สะท้อนว่า นักลงทุนไม่สามารถเลือกลงทุนแบบยกตลาดได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องคัดสรรอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัวอย่างพิถีพิถัน

 

เปิดความเสี่ยงที่ต้องจับตาในไตรมาส 4/2026

 

เมื่อมองต่อไปยังไตรมาส 4 SCB CIO ประเมินว่าตลาดจะต้องเผชิญกับ 4 ปัจจัยกดดันสำคัญ ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับราคา

 

ประการแรกคือ อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวระดับสูง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (Credibility) และตลาดคาดว่ามีโอกาสปรับขึ้นอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ส่งผลให้ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นใกล้นิวไฮที่ระดับ 5.2 – 5.3% แรงกดดันนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการทยอยออกพันธบัตรใหม่จำนวนมาก (Supply) จากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงสภาพคล่องในตลาดอย่างหนัก

 

ประการที่สองคือ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อ บรรยากาศความขัดแย้งในต่างประเทศที่ลากยาวกว่าที่ตลาดประเมินไว้ กลายเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ

 

ประการที่สามคือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) วันที่ 3 พฤศจิกายน คะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ตลาดเริ่มประเมินโอกาสการเกิดภาวะ ‘Democratic Sweep’ หรือการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง หากเกิดการพลิกขั้วทางการเมืองจริง จะทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทำได้ยากลำบากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงเรื่อง Government Shutdown ในช่วงสิ้นปีอีกด้วย

 

ประการสุดท้ายคือ ภาวะ Liquidity Crush จากการเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic การยื่น Filing ของ Anthropic ที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดช่วงเดือนพฤศจิกายนด้วยมูลค่าประเมินสูงถึง 2 Trillion Dollar (เทียบกับ SpaceX / Space A ที่มีมูลค่าราว 1.2 Trillion Dollar) อาจดึงสภาพคล่องส่วนใหญ่ไปจากตลาดหุ้นเป็นการชั่วคราว เนื่องจากนักลงทุนจะโยกเงินเพื่อไปจองซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่นี้

 

‘หุ้นเด่น’ ปะทะ ‘หุ้นดับ’ พิสูจน์ด้วยรายได้จริงจาก AI Monetization

 

ย้อนกลับไปดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี แม้ดัชนีโดยรวมจะบวกได้ราว 13% แต่หุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีกลับทำผลตอบแทนพุ่งสูงเกือบ 40% ในขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และสาธารณูปโภคยังคงติดลบ

 

สำหรับกลุ่ม ‘หุ้นเด่น’ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth) SCB CIO ยังคงยกให้ กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่, Hyperscalers, Data Center, Semiconductor และผู้ผลิตอุปกรณ์ AI (AI Suppliers) แม้ต้นทุนทางการเงินจะอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตของกำไรที่โดดเด่นยังคงชดเชยภาระดอกเบี้ยได้อย่างสมบูรณ์ ข้อพิสูจน์สำคัญในระยะถัดไปไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเงินลงทุน CapEx

 

แต่คือการเกิด AI Monetization หรือการสร้างรายได้จริง ตัวอย่างเช่น Anthropic ที่สามารถเร่งอัตราการสร้างรายได้รายปี (ARR) จาก 9 Billion Dollar พุ่งขึ้นสู่ 75 Billion Dollar ได้ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งหากเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีในอดีตอย่าง Azure หรือ Amazon ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้างรายได้ระดับดังกล่าว ประกอบกับต้นทุนค่า Token ที่ลดลง และความยินดีในการจ่ายเงินใช้งานขององค์กรธุรกิจ ทำให้หุ้นกลุ่ม AI ยังมีแรงส่งไปต่อได้

 

ในทางกลับกัน กลุ่ม ‘หุ้นดับ’ หรือกลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยและได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงบริษัทที่มีลักษณะ ใช้เงินลงทุนสูง (High CapEx) มีภาระหนี้สินสูง (High Debt) แต่มีอัตราการเติบโตต่ำ (Low Growth) ซึ่งจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ชนะต้นทุนเงินทุนในภาวะปัจจุบันได้

 

กลยุทธ์การจัดพอร์ตรับ Q4/2026 วางระบบ 3 Engine สู้ความผันผวน

 

ท่ามกลางดอกเบี้ยทรงตัวสูงและสงครามที่ไม่แน่นอน SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงผ่านการจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset โดยแบ่งออกเป็น 3 Engine หลัก ดังนี้

 

Engine 1 – Growth (ขับเคลื่อนการเติบโต): เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ พร้อมกระจายไปยัง เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทาน (AI Supply Chain) ที่สำคัญ รวมถึงกลุ่มระบบนิเวศ AI เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน (Power Infrastructure) ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center นอกจากนี้ ควรแบ่งน้ำหนักไปยัง กลุ่มการแพทย์และชีวภาพ (Healthcare & Biotech) เพื่อรับเทรนด์นวัตกรรมและสังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นการลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

Engine 2 – Income (สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ): เข้าล็อกผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ Bond Yield สูงถึง 5.2 – 5.3% โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้ ระยะสั้นถึงระยะปานกลาง (Short to Intermediate Duration) เพื่อรับดอกเบี้ยทรงตัวสูง และหลีกเลี่ยงความผันผวนจากค่าความเสี่ยงระยะยาว (Term Premium) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

Engine 3 – Balance & Risk Hedging (บริหารและคุ้มครองความเสี่ยง): เพิ่ม ทองคำ เข้ามาในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ร่วมกับการลงทุนใน สินทรัพย์ทางเลือก (Liquid Alternatives / Absolute Return / Market Neutral) ที่ไม่เคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ช่วยสร้างความแข็งแกร่ง (Resilience) และสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในทุกสภาวะตลาด

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories