อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตร แต่ผลอยู่ได้เพียงวันเดียว ตัวเลขที่ฟังดูเหมือนจะไกลตัว แต่กำลังส่งผลกระทบต่อค่างวดบ้าน ดอกเบี้ยเงินฝาก และพอร์ตลงทุนของคนทั่วไป
ประเด็นสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นในตลาดพันธบัตร?
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อบรรเทาแรงกดดัน
โดยกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นสองเท่า จาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ซึ่งส่งผลให้ยีลด์ 10 ปี ลดลง 0.06% มาอยู่ที่ 4.65% และยีลด์ 30 ปีลดลง 0.09% มาที่ 5.19%
แต่มาตรการของ Bessent ได้ผลเพียงราวหนึ่งวัน ก่อนที่ยีลด์จะกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (20 สิงหาคม) หากมองภาพใหญ่ ยีลด์ 10 ปีปรับขึ้นมาต่อเนื่องจากระดับ 3.96% เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ทำไมบอนด์ยีลด์ถึงพุ่งขึ้น? เหตุผลที่หนึ่งคือหนี้ที่โตเร็วเกินไป รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอัตราราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเมื่อต้นสัปดาห์นี้ได้ทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกขณะที่สหรัฐฯ ไม่ได้มีงบประมาณเกินดุลอีกเลยนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2001
กลไกที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา Steve Hanke ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์จาก Johns Hopkins University อธิบายว่า การขาดดุลที่โตในอัตราที่ไม่ยั่งยืนบีบให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาชดเชย นั่นคืออุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อก็บอกว่ายินดีซื้อ แต่ต้องจ่ายผลตอบแทนให้มากขึ้นถึงจะน่าสนใจ
เหตุผลที่สองคือเงินเฟ้อที่ผูกกับสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งสะท้อนออกมาที่ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศ ซึ่งมีศักยภาพทั้งบีบการใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ยังยืนเหนือระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เหตุผลที่สามคือ AI ซึ่งเป็นมุมที่มักถูกมองข้าม การลงทุน AI จำนวนมากในปัจจุบันใช้เงินกู้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อบริษัทอย่าง Meta ออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน ก็เท่ากับเข้ามาแข่งกับรัฐบาลกลางเพื่อแย่งเงินจากผู้ซื้อพันธบัตรกลุ่มเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องจ่ายผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
Jason Goldberg นักวิเคราะห์จาก Barclays สรุปภาพนี้ว่า ผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในเวลานี้อ่อนไหวต่อราคามากขึ้นมาก นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับการรองรับพันธบัตรทั้งของรัฐบาลและของภาคเอกชน
บอนด์ยีลด์พุ่งกระทบเงินในกระเป๋าอย่างไร?
จุดที่ยีลด์เชื่อมกับชีวิตคนทั่วไปมากที่สุดคือ ดอกเบี้ยบ้าน เพราะยีลด์ 10 ปีเป็นจุดตั้งต้นที่ผู้ปล่อยกู้ใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เมื่อยีลด์ขึ้น การกู้เงินซื้อบ้านจึงแพงขึ้นตาม
เหตุผลที่ดอกเบี้ยบ้านเคลื่อนไหวตามยีลด์ 10 ปี เป็นเพราะทั้งสองอย่างสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวเหมือนกัน แม้สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ จะเป็นสัญญา 30 ปี แต่หลายรายถูกปิดก่อนกำหนดเมื่อเจ้าของย้ายบ้านหรือรีไฟแนนซ์ ทำให้อายุจริงใกล้เคียงกับพันธบัตร 10 ปีมากกว่า
ตัวเลขล่าสุด อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสินเชื่อบ้าน 30 ปีในสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.67% เพิ่มขึ้นจากราว 6% เมื่อช่วงต้นปี ตามข้อมูลของ Freddie Mac ส่วนต่างนี้มีน้ำหนักกว่าที่เห็น โดยผู้กู้สินเชื่อบ้าน 500,000 ดอลลาร์ ระยะ 30 ปี ที่อัตรา 6.67% จะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยมากกว่าอัตรา 5.98% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ ถึงเดือนละ 225 ดอลลาร์ หรือเกือบ 3,000 ดอลลาร์ต่อปี
ผลกระทบไม่ได้จบที่บ้าน Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ระบุว่า พลวัตนี้จะส่งผลต่อทั้งการขอสินเชื่อรถยนต์ และการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการของเจ้าของธุรกิจ พร้อมชี้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ เองก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้วมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
แต่สำหรับผู้ออม ภาพกลับตรงกันข้าม นักวิเคราะห์มองว่าในระยะยาวยีลด์อาจอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ ซึ่งอาจนำไปสู่โลกที่การกู้ยืมแพงขึ้น แต่ผู้ออมได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า
ข้อควรระวังคือดอกเบี้ยเงินฝากไม่ได้ขึ้นตามยีลด์ระยะยาวโดยอัตโนมัติ เพราะบัญชีออมทรัพย์เกาะกับนโยบายของ Fed และดอกเบี้ยระยะสั้นมากกว่า และช่องว่างระหว่างธนาคารก็กว้างมาก โดยอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั่วประเทศสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 0.38% ณ วันที่ 18 สิงหาคม ขณะที่ธนาคารออนไลน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.18% และรายที่ให้สูงสุดอยู่ที่ 3.7%
ผลกระทบต่อตลาดหุ้น?
สิ่งที่น่าสนใจคือนักลงทุนสถาบันรับรู้ความเสี่ยงนี้ แต่ยังไม่ได้ลดพอร์ตหุ้น ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกล่าสุดของ Bank of America พบว่ามีสัดส่วนการถือหุ้นในพอร์ตสูงถึง 56% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 ทั้งที่ผลสำรวจเดียวกันระบุว่ายีลด์ที่ปรับขึ้นแบบไร้ระเบียบคือความเสี่ยงอันดับสองของตลาดหุ้น รองจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI
อีกประเด็นที่นักลงทุนควรรู้คือ พันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่กันชนเหมือนเดิมแล้ว โดยปกติราคาพันธบัตรกับหุ้นจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อหุ้นตกนักลงทุนจะย้ายเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล ความสัมพันธ์เชิงลบนี้ดำเนินมาตลอดสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 แต่ล่าสุดกลับด้าน โดยนักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุว่าค่าความสัมพันธ์ที่เป็นบวกในขณะนี้อยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ซึ่งแปลว่าพันธบัตรไม่ได้ช่วยป้องกันความเสียหายเหมือนเดิม เพราะเมื่อหุ้นตก ราคาพันธบัตรก็ตกด้วย
สำหรับเส้นแบ่งที่ตลาดหุ้นจะเริ่มเจ็บ Liz Ann Sonders หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Schwab Center for Financial Research ให้ความเห็นว่า ระดับปัจจุบันยังพอรับได้ แต่การขยับเข้าใกล้ 5% น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ตลาดสั่นคลอน คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งครั้งนั้นดัชนี S&P 500 ร่วงลง 10% ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนตุลาคม ท่ามกลางยีลด์ 10 ปีที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5% ชั่วขณะ
ผลต่อตลาดหุ้นไทย
ในฝั่งไทย บล.ทรีนีตี้ ระบุว่าปัจจัยเสี่ยงด้าน Global Macro กลับมาเป็นประเด็นกดดัน Sentiment การลงทุนอีกครั้ง หลังยีลด์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยบางรุ่นอายุฟื้นคืนเกือบทั้งหมดของการปรับลดลงที่เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง สาเหตุหลักเพราะนักลงทุนมองว่าความพยายามควบคุมต้นทุนการกู้ยืมผ่านการซื้อคืนพันธบัตรอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันได้เพียงชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ทรีนีตี้ระบุว่าแม้จะมีมุมมองระมัดระวัง แต่ยังไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกจนเกินไป สอดคล้องกับเครื่องชี้ความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังห่างไกลจากระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปีนี้
ในเชิงกลยุทธ์ ทรีนีตี้คาดว่าดัชนี SET มีโอกาสเปิดตลาดในแดนลบตามตลาดหุ้นอื่น แต่ระหว่างวันน่าจะประคองตัวได้ โดยให้แนวรับที่ 1,600 จุด และแนวต้าน 1,618 จุด พร้อมประเมินว่ากลุ่มหุ้น Oil & Gas ของไทยน่าจะเป็นตัวช่วยจำกัด Downside ในระยะสั้น จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าการกลั่นที่ทรงตัวสูง และโมเมนตัมการปรับประมาณการกำไรที่ยังเป็นบวก
ทั้งนี้ ดัชนี SET ปิดวันที่ 20 สิงหาคม ที่ 1,609.99 จุด เพิ่มขึ้น 0.23 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 961 ล้านบาทในวันดังกล่าว แต่ยังขายสุทธิสะสม 13,883 ล้านบาทในช่วงวันที่ 1-20 สิงหาคม
ประเด็นเฉพาะหน้าคือมาตรการชุดใหม่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดย Bessent ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าวงเงินซื้อคืนอาจมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง พร้อมระบุว่ามีเครื่องมืออยู่ในมือจำนวนมาก ขณะที่ข้อมูลจากทรีนีตี้ระบุว่ารัฐบาลจะเปิดตัวมาตรการด้านการคลังชุดใหม่ ซึ่งน่าจะประกาศได้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า
ภาพ: Greggory DiSalvo / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.nytimes.com/2026/08/19/business/treasury-bonds-yields-economy.html
- https://www.cnbc.com/2026/08/18/us-government-debt-yields-are-surging-at-a-bad-time-heres-whats-behind-the-move.html
- https://thehill.com/homenews/analysis/6042626-treasury-secretary-bessent-buyback/
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-20/bond-yields-are-elephant-in-room-stock-investors-are-ignoring
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-20/why-bond-yields-are-rising-what-it-means-for-mortgage-rates-savings-and-more

